หมาหัวเน่าในคอนเซ็ปต์ของไทยคือ หัวเน่าเหม็นจนไม่มีใครอยากอยู่ใกล้หรือคบหาสมาคม บางทีก็เทียบกับหัวกระเทียมที่กลีบเล็กมากว่าเป็นหัวเดียวกระเทียมลีบ
ซึ่งนาทีนี้จะเห็นได้ชัดว่า ปธน.ทรัมป์กำลังอยู่ในข่ายที่เพื่อนสนิทมิตรสหายเก่าต่างตีตนออกห่างหรือเบือนหน้าหนี...โดยเฉพาะในยามที่ทรัมป์กำลังออกปากขอร้องให้เพื่อนสนิทมิตรสหายแต่อ้อนแต่ออก ช่วยส่งเรือรบมาระดมสู้กับอิหร่าน เพื่อให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซให้ได้...
ทรัมป์คาดการณ์ผิด คิดว่าการบุกอิหร่านที่เขาหลงคารม (หรือถูกกดดันแบล็กเมล์ที่จะถูกเปิดเผยความลับที่เขามีส่วนกระทำความผิดร่วมกับนักการเงินกำมะลอ-เอปสตีนในการสนับสนุนการค้ามนุษย์ และการมีเพศสัมพันธ์กับผู้เยาว์) จากอาชญากรสงครามเนทันยาฮูจะสามารถร่วมกันถล่มอิหร่านให้ย่อยยับ และสามารถจบสงครามได้รวดเร็วเบ็ดเสร็จแบบที่เขาบุกทะลวงลักพาตัวปธน.มาดูโรของเวเนซุเอลาได้ภายในวันเดียว!
อนิจจา แม้ว่าจะลอบสังหารผู้นำและแม่ทัพอิหร่านหลายคนได้ในวันแรกที่บุกยิงถล่ม แต่อิหร่านก็สามารถพลิกจัดตั้งคณะผู้นำหมู่ได้สำเร็จอย่างทันควัน และสามารถบัญชาการรบ...ไม่เพียงตั้งรับเท่านั้น...แต่ยังทำการรุกอย่างเป็นระบบตามแผนการตอบโต้ที่ได้เตรียมพร้อมไว้อย่างน่าทึ่ง
รวมถึงการปิดช่องแคบที่เป็นเส้นเลือดสำคัญทั้งน้ำมันดิบ, แก๊สธรรมชาติ, แร่ธาตุสำคัญผลิตปุ๋ย เป็นต้น ออกมาสู่ตลาดโลก...ทำเอาราคาวัตถุดิบเหล่านี้พุ่งพรวดในทวีปต่างๆ...รวมถึงในสหรัฐฯ ด้วย...
การติดหล่มของกองทัพสหรัฐฯ ที่ยังไม่สามารถพิชิตอิหร่านได้ราบคาบ ได้เลยเวลามาถึงอาทิตย์ที่ 3 แล้ว...พร้อมกับการสูญเสียชีวิตทหารอเมริกันถึง 13 คน ในนั้นมียศพลตรี, มียศร้อยเอกจำนวนหนึ่งด้วย...โดยบาดเจ็บกว่า 200 คน ซึ่งจำนวนทหารอเมริกันที่เสียชีวิตและบาดเจ็บนี้ คงไม่หยุดอยู่แค่นี้ตราบที่กองทัพสหรัฐฯ ยังไม่หยุดปฏิบัติการอยู่ในบริเวณล้อมรอบอิหร่าน...โดยเฉพาะการพยายามยิงถล่มทำลายฐานยิงขีปนาวุธของอิหร่าน...ซึ่งทางอิหร่านได้ตั้งเป้าทำลายแสนยานุภาพของกองทัพสหรัฐฯ ที่ตั้งฐานอยู่ในประเทศอาหรับรอบๆ อ่าวเปอร์เซีย
การสูญเสียชีวิตทหารอเมริกันนี้ ทำให้ทั้ง สส.และ สว.พรรครีพับลิกันบางคนเริ่มออกอาการหวั่นไหวต่อการตัดสินใจบุกถล่มอิหร่านของปธน.ทรัมป์ โดยเป็นปฏิบัติการแบบสายฟ้าแลบ และแม้แต่ สส., สว.รีพับลิกันก็ไม่ได้รับทราบผ่านการให้ความเห็นชอบจากสภาฯ...แม้ว่าภายหลังการเปิดปฏิบัติการสงครามต่ออิหร่านได้ผ่านไปถึงเกือบ 2 อาทิตย์ ได้มีการนำเรื่องเข้าสู่สภาฯ และฝ่ายรีพับลิกันสามารถชนะด้วยคะแนนเฉียดฉิว...แต่ด้วยคะแนนจากโพลหลายสำนักในสหรัฐฯ บ่งชัดว่า คนอเมริกันไม่ถึง 30% ที่สนับสนุนสหรัฐฯ ทำสงครามบุกอิหร่าน
ยิ่งถ้าจำนวนทหารอเมริกันที่จะตายและบาดเจ็บเพิ่มมากขึ้น โดยทรัมป์ยังไม่ยอมหยุดปฏิบัติการในอิหร่าน...จำนวนคนอเมริกันที่ต่อต้านสงครามก็จะยิ่งเพิ่มสูงมากขึ้น เหมือนกับกรณีสงครามเวียดนามที่ประชาชนอเมริกันนั่นแหละ ที่เป็นฝ่ายกดดันสำเร็จให้กองทัพอเมริกันต้องถอนตัวจากเวียดนาม
หัวคะแนนของทรัมป์ตอนหาเสียงก่อนเข้าทำเนียบขาวคือ นายทักเกอร์ คาร์ลสัน, นางเมแกน เคลลี ทั้งคู่เคยสังกัดอยู่สถานีฟอกซ์ ขณะนี้ได้ออกมายืนอยู่ฝั่งตรงข้ามทรัมป์อย่างหัวชนฝา ในการต่อต้านการทำสงครามกับอิหร่าน...รวมทั้งนางมาร์จอรี เทย์เลอร์ กรีน ที่ถึงกับประกาศลาออกจากการเป็น สส.รัฐจอร์เจีย เป็นการประท้วงปธน.ทรัมป์ด้วย โดยเธอทวงสัญญากับทรัมป์ที่เคยหาเสียงว่า จะไม่มีการเปิดฉากทำ Forever War (ซึ่งไบเดนได้ทุ่มสนับสนุนยูเครนต่อสู้กับรัสเซีย) เพราะเงินทองที่ใช้ในสงครามนั้น ควรมาทำนุบำรุงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอเมริกันดีกว่า
ล่าสุด ผอ.ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติ Joe Kent ได้ยื่นจดหมายลาออก โดยเขียนจดหมายเปิดผนึกยืดยาวอธิบายถึงเหตุผลการลาออกว่า เขาไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ที่ตรงข้ามกับมโนธรรมสำนึกของเขาอีกต่อไป เพราะอิหร่านไม่ใช่ภัยคุกคามเร่งด่วนต่อสหรัฐฯ จนปธน.ทรัมป์ถึงกับต้องเริ่มเปิดศึกถล่มอิหร่าน ซึ่งมาจากการกลอกหูของผู้นำอิสราเอล และทำให้พี่น้องทหารหาญอเมริกันต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บมากมาย รวมทั้งสงครามกับอิหร่านได้ขยายไปที่อ่าวเปอร์เซีย และกำลังสร้างความสูญเสียชีวิตคนจำนวนมากในเขตสงคราม
ตัวเขาเองเป็นทหารผ่านสงครามทั้งในอิรักและซีเรีย รวมทั้งเสียภรรยาในการถูกระเบิดจากระเบิดพลีชีพที่ซีเรียเมื่อ 6 ปีที่แล้ว
อดีตพลตรีหญิงTulsi Gabbard ซึ่งเคยเป็นเจ้านายเก่าของเขา ซึ่งขณะนี้เป็นผอ.สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ ก็เคยให้การต่อกรรมาธิการในสภาฯ ว่า อิหร่านยังไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ที่จะเป็นภัยคุกคามสหรัฐฯ แต่อย่างใด และเธอก็ยังยืนยันต่อคำให้การนั้น...เธอได้รับแจ้งเป็นคนแรกในเรื่องการตัดสินใจลาออกของเขา, พร้อมๆ กับการประชุมร่วมกับรองปธน.เจ.ดี. แวนซ์ เรื่องการลาออกครั้งนี้...(รองปธน.เจ.ดี. แวนซ์ มีจุดยืนเหนียวแน่น ช่วงหาเสียงก่อนทรัมป์ชนะเลือกตั้ง-ว่ารัฐบาลของทรัมป์และรองปธน.แวนซ์จะไม่เริ่มเข้าสู่สงครามใดๆ จนติดหล่มเป็น Forever War…และแวนซ์ก็ยังยึดมั่นในจุดยืนนี้...จนเขาหายหน้าหายตาไปจากการแถลงข่าวของปธน.ทรัมป์เรื่องสงครามกับอิหร่าน)
ทรัมป์ออกอาการด่าทอทวงบุญคุณนาโตที่ไม่สำนึกบุญคุณที่สหรัฐฯ ได้ทำหน้าที่ปกป้องประเทศสมาชิกมาตลอด 80 ปีนี้...สหรัฐฯ ลงทุนลงแรงด้วยงบประมาณมากมายและชีวิตทหารอเมริกันด้วย...แต่พอถึงคราวที่เขาขอร้องให้นาโตส่งเรือรบ และกองกำลังมาช่วยในการเข้ายึดช่องแคบฮอร์มุซ กลับถูกละเลยสิ้นเชิง
ผู้นำเยอรมนีฟรีดริช เมอร์ซ บอกว่า สงครามกับอิหร่านครั้งนี้ ไม่ใช่สงครามของนาโตแต่อย่างใด...ทั้งผู้นำฝรั่งเศส, อิตาลี รวมทั้งผู้นำเอเชียที่ทรัมป์จิกหัวว่า พวกเขาต้องส่งเรือรบมาช่วยสหรัฐฯ เพราะพวกเขาต้องใช้น้ำมันที่จะผ่านออกจากช่องแคบนี้
นายกฯ อังกฤษ เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ โดนทรัมป์จิกหัวหนักหน่อยที่ไม่ส่งเรือรบมาช่วย โดยทรัมป์ถากถางเหยียดหยามท่านเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ ว่า คุณมันเทียบชั้นกับท่านเซอร์วินสตัน เชอร์ชิล ไม่ได้แม้แต่น้อยนิด...คุณไม่มีน้ำยาเช่นเชอร์ชิล...ไม่กล้าส่งเรือรบมาช่วย (ความจริงนายกฯ อังกฤษ สตาร์เมอร์ อดรนทนให้ทรัมป์บริภาษไม่ไหว ก็ได้ตัดสินใจส่งเรือรบบรรทุกเครื่องบินมาช่วย แต่มีข้อแม้ว่า จะมาแบบป้องกันชีวิตประชาชนอังกฤษ และพลเมืองของพันธมิตร...โดยไม่ยอมให้ใช้เรือรบในการบุกโจมตีอิหร่าน...แต่โดนทรัมป์เยาะเย้ยก่อนช่องแคบปิดโดยอิหร่าน บอกว่า เรือรบอังกฤษที่ส่งมาให้นั้น มาช้าไปเพราะอเมริกาชนะอิหร่านแล้ว...คุณส่งมาหลังจากเราชนะก็ไม่ต้องส่งมาเอาเครดิตดีกว่า...ต่อมาเมื่ออิหร่านปิดช่องแคบสนิท-ทรัมป์ก็โวยวายขอความช่วยเหลือจากนาโตอีกครั้ง!!)
การบุกโจมตีอิหร่านเป็นการผิดกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งใช้ขีปนาวุธถล่มโรงเรียนประถมหญิงนับเป็นอาชญากรรมสงคราม...และทำให้ทรัมป์เป็นหมาหัวเน่าที่ตัวเหม็นยิ่ง


