xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

คลี่วิกฤต “ล้งจีน” ทุบราคามะพร้าวน้ำหอม วัดฝีมือ “ซูเปอร์จี” ขวัญใจ FC สีน้ำเงิน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -  ณ เวลานี้ ดูเหมือนว่า “พี่แต๋ม-ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หรือที่หลายคนยกย่องด้วยสมญานาม “ซูเปอร์จี” กำลังเจอบททดสอบอย่างหนักหน่วงแบบเนื้อๆ เน้นๆ กับ “วิกฤติราคามะพร้าวน้ำหอม” ตกต่ำ ถึงขนาดที่ชาวสวนหลายจังหวัดตัดสินใจ “โค่นทิ้ง” และหันไปปลูกพืชชนิดอื่นๆ เช่น ปาล์มน้ำมัน” เพราะไม่สามารถทนสู้อยู่ต่อไปได้ 

ความจริง ราคามะพร้าวน้ำหอม “โคตรถูก” ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว เพียงแต่ไม่ได้รับการแก้ไข หรือจะใช้คำว่า “ปล่อยปละละเลย” จากหน่วยงานภาครัฐอย่างทันท่วงที ทั้งๆ ที่รับรู้ว่า ต้นสายปลายเหตุเกิดจาก “ล้งทุนจีน” ที่เข้ามาป่วนตลาดและกดราคาจนทำลายกลไกตลาดให้ดำเนินไปอย่างบิดเบี้ยว โดยเฉพาะ “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” และ “กระทรวงพาณิชย์” 

 เป็น “ล้งทุนจีน” ที่ตบเท้าเข้ามาทำมาหากินในประเทศไทยประมาณ 250 ล้ง และส่วนใหญ่จะทำการค้าที่ “ผิดกฎหมาย “ โดยร่วมมือกับ “สหกรณ์การเกษตรฯของไทย(บางแห่ง)” เพื่อใช้เป็นโรงงานและฟอกขบวนการซื้อขายให้ถูกกฎหมาย ไม่นับรวมถึง “แรงงานเถื่อนจากประเทศเพื่อนบ้าน” ซึ่งถูกใช้ในการแปรรูปมะพร้าว และ “การแอบส่งพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมผ่านด่านต่างๆ ไปลาวและเวียดนามเกือบล้านต้น” ที่หลายคนเชื่อว่าภายในอีก 5 ปี จีนจะซื้อมะพร้าวจากประเทศทั้งสองแทนไทย 

แต่ที่ถูกโหมกระพือและหยิบยกขึ้นมาโจมตี ส่วนหนึ่งก็เพราะ “การเมือง” โดยเฉพาะจาก “พรรคส้ม” ซึ่งมี สส.อยู่ในพื้นที่จังหวัดที่มีสวนมะพร้าวเป็นจำนวนมาก ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด ด้วยต้องยอมรับว่า สถานการณ์เข้าขั้นวิกฤตจริงๆ กล่าวคือ ปกติราคาที่เกษตรกรอยู่ได้ควรไม่ต่ำกว่า 10 บาท และอย่างน้อยต้องไม่ต่ำกว่า 5 บาท เพราะต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ลูกละ 4–5 บาท แต่ ณ เวลานี้ราคาเหลือลูกละ 2 บาทต่อเนื่องเกือบ 1 ปี ทั้งๆ ที่ตลาดต่างประเทศยังต้องการสูง สร้างแรงกระทบต่อรายได้เกษตรกรรายย่อยจำนวนมาก

ทว่า ที่ผ่านมาภาครัฐก็ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม

ส่วนที่ “พุ่งเป้า” ไปที่ “รัฐมนตรีศุภจี” เป็นพิเศษก็เพราะนอกจากจะนั่งว่าการที่กระทรวงพาณิชย์แล้ว ยังถูกยกยอปอปั้นว่าเป็น “คนเก่ง” เป็น “อดีตซีอีโอบริษัทระดับบิ๊กเบิ้ม” ที่ประสบความสำเร็จจนเป็นที่ยอมรับ ดังนั้น จึงเป็นที่คาดหวังว่า จะสามารถแก้ไขปัญหาของชาวสวนมะพร้าวในจังหวัดราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงครามและนครปฐม รวมพื้นที่ประมาณ 160,000ไร่ ให้ลุล่วงไปได้

กระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานภายใต้การกำกับของ “รัฐมนตรีศุภจี” โดย  “นายพูนพงษ์ นัยนาภารณ์”  อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สาธยายปัญหาวิกฤตราคามะพร้าวยาวเหยียดตามแบบฉบับของ “ราชการไทย” ไล่ยาวมาตั้งแต่ปริมาณผลผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น จากการขยายพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมพร้อมกันหลายพื้นที่ จาก 235,903 ไร่ ในปี 2564 เป็น 305,706 ไร่ ในปี 2568 และเมื่อผลผลิตออกพร้อมกัน ทำให้ผลผลิตล้นตลาดซึ่งในปี 2568 โดยเฉพาะปี 2568 เพิ่มขึ้นถึง 49.80% ขณะที่มูลค่าการส่งออกจากปี 2566 สูงถึง 9,888.92 ล้านบาท ลดลงต่อเนื่อง 2 ปีติดต่อกัน โดยในปี 2568 เหลือเพียง 6,456.52 ล้านบาท ซึ่งเป็นเหตุให้ราคาตกต่ำ และส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ลดลงมากไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย

โดยจีนเป็นตลาดส่งออกที่มีมูลค่าถึง 80% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ซึ่งในปี 2566 ไทยเคยครองส่วนแบ่งถึง 75% แต่ปี 2568 ส่วนแบ่งตลาดลดลงเหลือเพียง 48%

แต่ปัญหาสำคัญที่สุดในสายตาของกระทรวงพาณิชย์ก็คือ การที่ผู้ผลิต/ผู้ส่งออกไทย ผันตัวมาเป็นผู้รับจ้างผลิตให้กับบริษัทต่างชาติที่เป็นผู้กำหนดราคารับซื้อขาย และ โรงงานของทุนต่างชาติหรือนอมินี มีการลงทุนที่ครบวงจรตั้งแต่ การเช่าเหมาสวน โรงผลิต โรงบรรจุภัณฑ์ การขนส่ง-ส่งออก มีช่องทางจัดจำหน่ายเอง ทำให้เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่ควบคุมราคารับซื้อขายได้หมด และกำหนดเกณฑ์รับซื้อเฉพาะมะพร้าวน้ำหอมเกรดดีเท่านั้น

 คำถามก็คือ เมื่อ “รู้อย่างกระจ่างแจ้ง” แล้วทำไมที่ผ่านมาจึงไม่มีการจัดการหรือควบคุม “ล้งจีน” และบรรดา “โรงงานนอมินี” หรือมีอะไรไปทำให้นิ่งเฉยเลยผ่าน และทำงานในลักษณะที่ต้องใช้คำว่า “เช้าชามเย็นยาม” อย่างที่เห็นและเป็นอยู่ 

เมื่อถูกไล่บี้หนักเข้า คำสั่งตรวจสอบก็เกิดขึ้น และ “รัฐมนตรีศุภจี” ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ จ.ราชบุรี 2 ครั้ง ได้ตรวจสอบล้งมะพร้าว 3 แห่ง และบริษัทที่อาจมีลักษณะเข้าข่ายนอมินี 4 แห่ง รวมทั้งตรวจสอบบริษัทกลุ่มเสี่ยงที่มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น ไม่ถึงร้อยละ 50 (ยังคงมีสถานะเป็นไทย) 217 บริษัท ของ จ.ราชบุรี และตรวจสอบการถือครองที่ดิน ตั้งแต่ 5 ไร่ขึ้นไปใน จ. ราชบุรีและสมุทรสาคร

ทั้งนี้ พบว่ามีบริษัทที่มีคนต่างด้าวร่วมถือหุ้น 3 ราย ถือครองที่ดินจำนวน 3 แปลง ขณะนี้ อยู่ระหว่างตรวจสอบเชิงลึกและดำเนินการที่เกี่ยวข้องต่อไป และมีกำหนดลงพื้น จ.ราชบุรี เพื่อตรวจสอบกลุ่มทุนต่างชาติที่ทำการเกษตรผลิตมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวฯ โดยจะดำเนินการอย่างเข้มข้นและเด็ดขาด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อเกษตรกร และคุ้มครองระบบเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างยั่งยืน

ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์มะพร้าวน้ำหอมตกต่ำอย่างใกล้ชิด และได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการอย่างเร่งด่วน ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาตรการช่วยเหลือที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ – ปลายน้ำ เพื่อพยุงราคามะพร้าวน้ำหอมให้ดีขึ้น ตั้งแต่ช่วงกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมาแล้ว
จากนั้น “กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.)” ได้เปิด “ปฏิบัติการทลายเครือข่ายล้งมะพร้าวนอมินีข้ามชาติ” โดยนำกำลังเข้าตรวจค้นเป้าหมายรวม 8 จุด ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ประกอบด้วย บริษัท เต๋อ หวั่ง จำกัด, บริษัท เหอไท่เซิ่ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, บริษัท หลง แมน โคโค่นัท จำกัด, บริษัท ไทยเฉิงต้า เทรดดิ้ง จำกัด, บริษัท จั่นฮุ่ยราญา จำกัด, บริษัท หมู่ เซียน หยวน (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท อีซี่ โคโคนัท จำกัด และ บริษัท ฟลาย โคโคนัท จำกัด

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย  ผบช.ก. เปิดเผยว่า พบพฤติการณ์กลุ่มทุนต่างชาติสวมสิทธิ์คนไทยเข้าครอบงำธุรกิจเกษตรสงวนบิดเบือนราคารับซื้อจนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพราคามะพร้าวน้ำหอมทั่วประเทศ ปฏิบัติการในครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นจากการลงพื้นที่สืบสวนหาสาเหตุของปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนอย่างหนักให้กับพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ จ.ราชบุรี และพื้นที่ใกล้เคียง โดยพบความย้อนแย้งว่าในขณะที่ความต้องการบริโภคมะพร้าวน้ำหอมในตลาดต่างประเทศยังคงมีปริมาณสูง แต่ราคามะพร้าวหน้าสวนที่เกษตรกรได้รับกลับถูกกดให้ต่ำลงอย่างผิดปกติ

จากการวิเคราะห์ข้อมูลทะเบียนบริษัท งบการเงิน และโครงสร้างผู้ถือหุ้น พบว่า มีนิติบุคคลจำนวนมากที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนกว่า 117,000 ราย ซึ่งถือหุ้นไม่เกิน 50% แต่มีพฤติการณ์เข้าควบคุมกิจการผ่านคนไทยที่ถือหุ้นแทน โดยเข้าข่ายฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรและการค้าภายในประเทศ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก พบว่า สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการที่กลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาแทรกแซงวงจรการค้ามะพร้าวด้วยการจัดตั้ง “ล้งมะพร้าวอำพราง” โดยใช้ชื่อคนไทยเป็นตัวแทนถือหุ้น (Nominee) เพื่อเข้ามาเป็นตัวกลางในการรับซื้อและส่งออกเสียเอง เมื่อกลุ่มทุนเหล่านี้สามารถควบคุมช่องทางการกระจายสินค้าและโรงงานแปรรูปได้เกือบเบ็ดเสร็จจึงเกิดอำนาจต่อรองที่เหนือกว่าเกษตรกร นำไปสู่การกดราคารับซื้อต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อกวาดกำไรส่งออกกลับไปยังต่างประเทศ ทิ้งความเสียหายไว้กับเศรษฐกิจฐานรากของไทยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำกำลังเข้าตรวจค้นเป้าหมายบริษัทรับซื้อมะพร้าวและโรงงานแปรรูปจำนวน 8 แห่ง

ด้าน  “พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์” ผบก.ปอศ. ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากการตรวจค้นมีบริษัทที่มีพฤติการณ์ที่น่าจะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จำนวน 6 แห่ง ส่วนอีก 2 บริษัท คือ บริษัท เต๋อ หวั่ง จำกัด และบริษัท จั่นฮุ่ยราญา จำกัด นั้น ไม่พบการกระทำผิด ส่วนที่เหลือจากการสืบสวนพบผู้กระทำความผิดเป็น นิติบุคคล จำนวน 6 ราย มีผู้ร่วมกระทำผิดแบ่งเป็น บุคคลสัญชาติไทย จำนวน 10 ราย และ ชาวต่างชาติ จำนวน 7 ราย จากการตรวจค้นพบว่า 6 บริษัทเข้าข่ายการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ตามบัญชีท้าย บัญชีหนึ่ง ข้อ 2 การทํานา ทําไร่ หรือทําสวน ,บัญชีสาม ข้อ 13 ,14 และ 15 ซึ่งเกี่ยวกับผลิตผลทางการเกษตร,การค้าปลีกและค้าส่ง โดยดำเนินการผ่านแผนประทุษกรรมที่น่าสนใจดังนี้
1. การใช้คนไทยเป็นหุ่นเชิดบริหาร พบว่า บริษัทหลายแห่งมีชื่อคนไทยถือหุ้นในสัดส่วน 51% ตามกฎหมาย แต่จากการสอบปากคำ พบว่าผู้ถือหุ้นชาวไทยเหล่านั้นมีสถานะเป็นเพียงพนักงานระดับปฏิบัติการ พนักงานบัญชี หรือแม้กระทั่งบุคคลทั่วไปที่ถูกจ้างวานมาเพื่อเซ็นชื่อในเอกสาร โดยไม่มีอำนาจตัดสินใจหรือได้รับส่วนแบ่งกำไรที่แท้จริง

2. การสั่งการตรงจากต่างชาติ เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดหลักฐานสำคัญ เช่น สัญญาเช่าที่ดินสวนมะพร้าวของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดราชบุรี เอกสารการโอนเงินไปยังประเทศจีน รวมถึงเอกสารคำสั่งและบทสนทนาผ่านแอปพลิเคชัน LINE และ WhatsApp ที่แสดงให้เห็นว่ามีการสั่งการจากบุคคลในต่างประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอำนาจการสั่งการรับซื้อ การกำหนดราคา และการจัดการโลจิสติกส์ทั้งหมด ถูกควบคุมโดยตรงจากนายทุนสัญชาติจีน โดยมีคนไทยทำหน้าที่เพียงบังหน้าเพื่อให้ดูเหมือนเป็นธุรกิจของคนท้องถิ่นเท่านั้น

3. กลไกการผูกขาดและการบิดเบือนราคาแบบครบวงจร

จากการสืบสวนเชิงลึกพบแผนประทุษกรรมที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกลไกตลาดมะพร้าวไทย โดยกลุ่มทุนต่างชาติเหล่านี้ได้ขยายอิทธิพลเข้าครอบงำห่วงโซ่อุปทานอย่างเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่ “ต้นน้ำ” ผ่านการทำสัญญาเช่าที่ดินระยะยาวในพื้นที่ เพื่อทำสวนมะพร้าวเอง ทำให้สามารถควบคุมปริมาณผลผลิตได้โดยตรง ต่อเนื่องมายัง “กลางน้ำ” ด้วยการจัดตั้งสถานประกอบการหรือล้งมะพร้าวอำพรางเพื่อรวบรวมและแปรรูป และส่งต่อไปยัง “ปลายน้ำ” คือ การส่งออกไปยังเครือข่ายของตนเองในต่างประเทศ


 พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวอีกว่า การกินรวบวงจรธุรกิจเช่นนี้ทำให้กลุ่มทุนต่างชาติมีอำนาจผูกขาดในการกำหนดราคา โดยพบหลักฐานว่ามีการกดราคารับซื้อหน้าสวนจากเกษตรกรไทยให้ต่ำลงอย่างผิดปกติเหลือเพียงลูกละ 2-5 บาท ในขณะที่นำไปแปรรูปและส่งออกไปยังประเทศอื่นโดยเฉพาะประเทศจีนในราคาลูกละ 35- 50 บาท ส่วนต่างกำไรมหาศาลนี้จะถูกโอนกลับไปยังกลุ่มนายทุนต่างชาติโดยตรง พฤติการณ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่ทำให้เกษตรกรไทยถูกตัดออกจากระบบการค้าปกติ แต่ยังเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคามะพร้าวหน้าสวนทั่วประเทศตกต่ำและสูญเสียเสถียรภาพ

นอกจากนี้ การวิเคราะห์งบการเงินย้อนหลังยังพบความผิดปกติในการรายงานผลประกอบการเป็นตัวเลข “ขาดทุน” มาโดยตลอด แต่รายได้บริษัทในแต่ละปีกลับสูงขึ้น ซึ่งเป็นการใช้ช่องว่างทางกฎหมายและการจัดทำบัญชีเพื่อเอื้อประโยชน์ให้นายทุนต่างชาติสามารถประกอบธุรกิจได้โดยไม่ต้องเสียภาษีให้แก่รัฐอย่างถูกต้อง และยังเป็นการครอบงำกิจการที่สงวนไว้สำหรับคนไทย อันเป็นการทำลายระบบเศรษฐกิจและกลไกการค้าของประเทศอย่างร้ายแรงอีกด้วย

ส่วน  พ.ต.อ.จำนาญ จันทร์เทศ ผกก.4 บก.ปอศ. กล่าวว่า จากการตรวจค้นสามารถตรวจยึดของกลางเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานได้เป็นจำนวนมาก ประกอบด้วย หลักฐานการซื้อขายมะพร้าว สัญญาเช่าสวนมะพร้าว เอกสารทางบัญชีและภาษี รวมกว่า 10 กล่อง ซึ่งแสดงถึงรายการเดินบัญชีที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่มีข้อมูลการติดต่อกับนายทุนต่างชาติ โดยธุรกิจบางประเภท เช่น การทำไร่ทำสวน อยู่ในบัญชีธุรกิจที่ห้ามคนต่างด้าวประกอบกิจการ ส่วนธุรกิจที่เกี่ยวกับการค้าผลผลิตเกษตรพื้นเมือง แม้จะสามารถทำได้ แต่ต้องขออนุญาตจากทางการก่อน ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าบางบริษัทมีการใช้คนไทยถือหุ้นแทน เพื่อให้กลุ่มทุนต่างชาติสามารถเข้ามาดำเนินกิจการได้อีกด้วย เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ยึดเอกสารหลักฐานจำนวนมากเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน การโอนเงินจากต่างประเทศ รวมถึงสัญญาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องในความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไป

คำถามก็คือ แล้วมีอะไรอีกไหม

ก็มีคำตอบจาก  “นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์”  ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ ว่า การแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำมีการดำเนินการที่สำคัญ ดังนี้

1. ด้านตลาดในประเทศ กรมการค้าภายใน ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แบ่งเป็น
• ช่วงราคาตกต่ำรอบแรก ใช้มาตรการดูดซับผลผลิตอย่างต่อเนื่อง รวม 830,000 ลูก (กรกฎาคม – กันยายน 2568) ทั้งการเปิดจุดรับซื้อราคานำตลาด ใน อ.บางแพ จ.ราชบุรี และเปิดจุดจำหน่าย รวมทั้งกิจกรรม Pre-Order และกิจกรรม CSR ร่วมกับภาคเอกชนรายใหญ่และหน่วยงานราชการ

• ช่วงราคาตกต่ำรอบที่ 2 ดูดซับผลผลิตรวม 460,000 ลูก (พฤศจิกายน – ธันวาคม 2568) ผ่านการเชื่อมโยงกลไกพาณิชย์จังหวัดต้นทาง – ปลายทาง สั่งซื้อผ่าน App MOC GO การเชื่อมโยงมะพร้าวจากเกษตรกรเข้าปั๊มน้ำมัน (PT Susco PTT บางจาก) ในเขต กทม. และปริมณฑล เพื่อแจกมะพร้าวแทนน้ำดื่ม รวมทั้งประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และรณรงค์เพิ่มการบริโภค ผ่านรายการ MasterChef Thailand Season 7

• ช่วงราคาตกต่ำรอบที่ 3 ตั้งเป้าบริหารจัดการ 1 ล้านลูก (ปลายมกราคม 2569 – ปัจจุบัน) ผ่านการเปิดจุดรับซื้อจากเกษตรกรในราคานำตลาดในแหล่งผลิตสำคัญ 4 จังหวัด ได้แก่ ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และสงขลา เปิดจุดจำหน่ายมะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล และในงานธงฟ้า เร่งนำผู้ประกอบการ

• ห้าง Modern Trade ตลาดกลางและตลาดสด เข้ารับซื้อมะพร้าวเพื่อนำไปจำหน่ายผ่านห้างและตลาดทั่วประเทศ รวมทั้งประสานกับบริษัทเอกชนเข้ามารับซื้อมะพร้าวน้ำหอมจากเกษตรกรผ่านกิจกรรม CSR

2. ด้านตลาดส่งออก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จะผลักดันการส่งออกสินค้ามะพร้าวน้ำหอมไทยไปยังตลาดอื่นๆ นอกเหนือจากจีน ซึ่งเป็นตลาดหลัก อาทิ ตะวันออกกลาง ยุโรป และสหรัฐฯ โดยมีแผนงานส่งเสริมสินค้ามะพร้าวน้ำหอมในกิจกรรมต่างๆ ตลอดทั้งปี ซึ่งเร็วๆ นี้ จะมีกิจกรรมจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้สด แปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตรอื่นๆ (ปีที่ 7) ในวันที่ 5 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท โดยทูตพาณิชย์ได้เชิญผู้นำเข้าจากทั่วโลกเข้าร่วมเจรจาการค้าทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ เบื้องต้นมีผู้ส่งออกเข้าร่วม 101 บริษัท โดยเป็นผู้ส่งออกมะพร้าวถึง 38 บริษัท

3. ด้านการนำเข้า มีการกำกับดูแลควบคุมการนำเข้ามะพร้าว (ทั้งมะพร้าวผลแก่และมะพร้าวอ่อน) เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรในประเทศ โดยกำหนดมาตรการบริหารการนำเข้าตามมติคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ได้แก่ มาตรการนำเข้าตามความตกลงภายใต้ WTO และมาตรการนำเข้าตามความตกลง AFTA และยังมีมาตรการกำหนดด่านนำเข้า โดยการนำเข้ามะพร้าวทุกกรอบความตกลง สามารถนำเข้าได้เพียง
2 ด่าน คือด่านสำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ และด่านสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้ามะพร้าวผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ เนื่องจากการนำเข้ามะพร้าวส่วนใหญ่เป็นการนำเข้านอกโควตา WTO ที่ไม่จำกัดปริมาณ และช่วงเวลานำเข้า กรมการค้าต่างประเทศ จึงมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อควบคุมการนำเข้ามะพร้าวในช่วงผลผลิตในประเทศออกสู่ตลาดมาก ได้แก่ (1) ขอความร่วมมือโรงงานแปรรูปมะพร้าวชะลอการนำเข้ามะพร้าวและผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ และให้รับซื้อผลผลิตมะพร้าวจากเกษตรกรในประเทศในราคาที่เหมาะสม และ (2) ตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 ได้ขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการทำหนังสือชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในการนำเข้า และต้องรับซื้อผลผลิตมะพร้าวจากเกษตรกรในราคาที่เหมาะสม ก่อนการอนุญาตนำเข้ามะพร้าวในกรอบ WTO นอกโควตา

นอกจากนั้น ยังให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อยกระดับมะพร้าวน้ำหอมที่เป็นสินค้าอัตลักษณ์ชุมชนสู่สินค้าเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง ผ่านการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงได้ผลักดันและสนับสนุนเกษตรกร รวมถึงผู้ประกอบการสินค้า GI ขยายช่องทางการตลาด เพื่อเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภคในตลาดที่หลากหลายอย่างเป็นรูปธรรม


ปัจจุบันมีมะพร้าวน้ำหอมขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI แล้ว รวม 4 สินค้า ได้แก่ (1) มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี (2) มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว (3) มะพร้าวน้ำหอมบางคล้า และ (4) มะพร้าวน้ำหอมสามพราน และล่าสุด เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 “มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี” ได้รับการขึ้นทะเบียน GI ในสหภาพยุโรปแล้ว ซึ่งจะช่วยขยายตลาดส่งออกและยกระดับคุณภาพมะพร้าวน้ำหอมไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และสร้างโอกาสทางการค้าใหม่ได้ในระยะยาว

โฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงพาณิชย์ ยังได้เตรียมมาตรการดูแลสินค้ามะพร้าวน้ำหอมอีกหลายมาตรการ โดยมีแผนงานส่งเสริมสินค้ามะพร้าวน้ำหอมในกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดปี เพื่อให้ผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมส่วนเกินมีตลาดรองรับอย่างชัดเจน ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังด้านราคาของมะพร้าวน้ำหอม รวมถึงสินค้าเกษตรอื่น ๆ อย่างใกล้ชิดต่อไป

 ...ฟังดูแล้ว ก็แลดูมีความหวัง

แต่คำถามที่มีเพียงหนึ่งเดียวแล้วจะทำให้ราคามะพร้าวน้ำหอมไทยกลับมายืนอยู่ในจุดที่ควรจะเป็น “กี่โมง”.