xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ธุรกิจ Used Car ระส่ำ เต็นท์รถมือสอง ทะยอยเจ๊ง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -  ผ่านยุคทองของตลาดรถยนต์มือสองในช่วงหลังโควิด -19 กระทั่งเข้าสู่ปี 2566 เป็นต้นมา ตลาดรถยนต์มือสองเข้าสู่ภาวะซบเซาอย่างหนัก นำไปสู่การปิดตัวของเต็นท์รถยนต์มือสองนับพันแห่ง ตลาดกำลังเผชิญกับวิกฤตจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ตลอดจนราคารถยนต์มือสองที่ลดฮวบลง


อ้างอิงรายงานของศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS เปิดผยว่าตลาดเต็นท์รถยนต์มือสองไทย ในช่วงปี 2566 - 2568 มีธุรกิจเต็นท์รถมือสอง ปิดกิจการ หรือ ล้มละลาย สูงถึง 1,009 ราย เพิ่มขึ้น 2.3 เท่า จากยอดสะสมในช่วงปี 2561-2565 บ่งชี้ความเปราะบางของตลาดรถยนต์มือสองในปัจจุบัน

โดยตลาดรถยนต์มือสองเผชิญแรงกดดันของธุรกิจ คือ ยอดขายรถยนต์มือสองที่ลดลง ซึ่งลดลงจาก 406,000 คันในปี ในปี 2566 มาเหลืออยู่ที่ 317,000 คันในปี 2568 หรือลดลงร้อยละ 22 ทั้งนี้ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

ธุรกิจเต็นท์รถมือสองจะเผชิญความท้าทายรอบด้าน อาทิ ปัญหาราคารถยนต์ที่ลดลง สะท้อนจากดัชนีราคารถยนต์มือสองโดยเฉลี่ยรอบ 3 ปีล่าสุด ที่ลดลงถึง 25% เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยปี 2562 - 2565 โดยมีปัจจัยสำคัญมาจาก 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.จำนวนรถถูกยึดเพิ่มขึ้น ในช่วงปี 2566 - 2567 มีรถถูกยึดเฉลี่ย 24,000 - 25,000 คันต่อเดือน ซึ่งถือว่าสูงผิดปกติ เมื่อเทียบกับภาวะปกติที่อยู่เพียง 12,500 - 15,000 คันต่อเดือน ส่งผลให้ปริมาณรถมือสองในตลาดเพิ่มขึ้น

และ 2. การแข่งขันด้านราคาของรถใหม่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ หรือ Battery Electric Vehicle ที่มีการปรับลดราคาขายลงประมาณ 11 - 35% จากราคาเปิดตัว ทำให้รถมือสองต้องปรับราคาลงตาม

ทั้งนี้ แนวโน้มดังกล่าวส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิของธุรกิจเต็นท์รถลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากที่เคยอยู่ใกล้ 1% ในปี 2562 ลดลงเหลือเพียง 0.5 - 0.6% ในช่วงปี 2567 - 2568 ส่งผลให้ผู้ประกอบการเต็นท์รถมือสองปิดกิจการพุ่ง 2.3 เท่า หรือกว่า 1,009 ราย

ก่อนหน้านี้ เกิดกระแสข่าวรถมือสองมือล้นตลาด ยอดรถถูกยึดพุ่งต่อเนื่อง อีกทั้ง สภาวะเศรษฐกิจชบเซา สถาบันการเงินเข้มงวดขึ้น ไม่ปล่อยสินเชื่อ ล้วนเป็นปัจจัยให้ตลาดรถยนต์มือสองเผชิญความท้าทาย ย้อนกลับไปปี 2568 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่าสินเชื่อในกลุ่มรถยนต์ติดลบต่อเนื่อง โดยแนวโน้มของหนี้ค้างชำระในสเตจ 2 เกิน 90 วัน เพิ่มขึ้น โดยข้อมูล ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2568 เพิ่มขึ้น 3.94% จากงวดเดียวกันของปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 3.76% ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากกำลังซื้อของภาคครัวเรือน ในกลุ่มผู้มีรายได้ระดับกลางที่เริ่มใช้เงินเก็บหมด และไม่สามารถเติมสภาพคล่องใหม่ๆ ได้ จากการที่เศรษฐกิจซบเซามาร่วม 10 ปี ทำให้เริ่มที่จะมีการยืดเวลาการชำระหนี้ออกไปนานขึ้น สัดส่วนหนี้ค้างชำระกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นเป็น 8.31%

 นอกจากนี้ ข้อมูลจากบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) เผยว่าตั้งแต่ช่วงกลางปี 2568 แนวโน้มรถถูกยึดสูงโดยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ที่ 6.1 ล้านคัน มูลค่ากว่า 2.3 ล้านล้านบาท และหนี้เช่าซื้อรถจักรยานยนต์ 3.57 ล้านคัน มูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท โดยมีรถถูกยึดไปแล้วกว่า 2.3 ล้านคัน/บัญชี ซึ่งคิดเป็นมูลค่าหนี้รวมกว่า 3.23 แสนล้านบาท

โดยรถยนต์ถูกยึดไปแล้ว 867,039 คัน มูลหนี้รวม 268,882 ล้านบาท และรถกระบะ ถูกยึดแล้ว 483,883 คัน หรือ152,536 ล้านบาท ขณะที่จักรยานยนต์ถูกยึดสูงสุด 1,037,807 ล้านคัน คิดเป็นมูลค่าหนี้รวมกว่า 5.5 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ มีรถที่เข้าข่ายว่าอาจจะโดนยึดอีกกว่า 8 แสนคัน  

กล่าวสำหรับรถมือสองเริ่มเผชิญวิกฤติตั้งแต่ช่วงปี 2566 บริษัท กรุงไทย คาร์เร้นท์ แอนด์ ลีส จำกัด (มหาชน) เผยภาพรวมอุตสาหกรรมรถยนต์มือสองหดตัวลง โดยเฉพาะช่วงปลายปี 2566 รถยนต์มือสองล้นตลาดจากการยึดทรัพย์รถยนต์ของสถาบัน ส่งผลให้เกิดแบงก์คุมเข้มการปล่อยสินเชื่อรถยนต์ ทำยอดปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ยอดปฏิเสธสินเชื่อพุ่งไปมากกว่า 50% มากกว่ายอดขาย ตลาดรถมือสองล้นตลาด ส่งผลให้ราคารถมือสองลดลง 20 - 30% อีกทั้ง ตัวแปรที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างรถยนต์ EV ที่มีราคาถูกลง ทำให้ตัวเลือกในการจะซื้อรถมือสองนั้นน้อยลงประมาณ 5 - 10%

 วีระยา ทองเสือ  ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS เปิดเผยถึงธุรกิจเต็นท์รถยนต์มือสอง โดยระบุว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาตลาดเต็นท์รถยนต์มือสอง ต้องเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนไม่สามารถประคองธุรกิจต่อไปได้ จนนำไปสู่การทยอยปิดกิจการเพิ่มมากขึ้น โดยหนึ่งในแรงกดดันที่ธุรกิจเต็นท์รถต้องเผชิญ คือยอดขายรถยนต์มือสอง โดยข้อมูลจากสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้วชี้ว่าสาเหตุที่ทำให้ยอดขายหดตัวเกิดขึ้นจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง

นอกจากนี้ Krungthai COMPASS ระบุว่า ผู้ประกอบการบางรายมีผลประกอบการที่โดดเด่น โดยมีทั้งรายได้และกำไรเป็นบวกต่อเนื่อง 3 ปีติดต่อกัน โดยประเมินว่าเกิดจากระยะเวลาการขายที่เร็ว และถือครองสต็อกในเวลาสั้น ทำให้สามารถกำหนดราคาขายและสามารถควบคุมต้นทุนการถือรถยนต์ในสต็อกได้ จนนำไปสู่ความสามารถในการทำกำไร และสุขภาพทางการเงินที่โดดเด่น

โดยมีผู้ประกอบการ 11 บริษัท คิดเป็นสัดส่วน 4.2% ที่สามารถรักษาผลการดำเนินงานได้อย่างโดดเด่น สะท้อนจากการมีรายได้ที่เติบโตต่อเนื่อง และมีกำไรสุทธิเป็นบวก 3 ปีติดต่อกัน ซึ่งสามารถแยกตามขนาดธุรกิจได้ ดังนี้ ธุรกิจขนาดใหญ่ รายได้มากกว่า 500 ล้านบาท มีผู้ประกอบการ Performance ดี 2 บริษัท จาก 8 บริษัท คิดเป็นสัดส่วน 25%, ธุรกิจขนาดกลาง รายได้ 100 - 500 ล้านบาท มีผู้ประกอบการ Performance ดี 4 บริษัท จาก 69 บริษัท คิดเป็นสัดส่วน 5.8% และธุรกิจขนาดเล็ก รายได้ 10 - 100 ล้านบาท มีผู้ประกอบการ Performance ดี 5 บริษัท จาก 186 บริษัท คิดเป็นสัดส่วน 2.7%

โดย Key Characteristic คือ การ Speed over Stock ซึ่งพบว่าระยะเวลาขายรถยนต์ที่เร็วขึ้น (ลดลง) ทุกๆ 30 วัน จะทำให้ผู้ประกอบการมี GPM เพิ่มขึ้น (ลดลง) ราว 2% โดยเต็นท์รถยนต์ที่ Performance ดี จะมีระยะเวลาขายเฉลี่ย 95 วัน จากเดิม 121 วัน ซึ่งเร็วกว่าค่าเฉลี่ยธุรกิจอยู่ถึง 26 วัน ความแตกต่างดังกล่าวนำไปสู่ตัวชี้วัดอื่นๆ ทั้งความสามารถในการทำกำไร (สะท้อนผ่าน ROE) และสุขภาพทางการเงิน (สะท้อนผ่าน ICR) ที่โดดเด่นกว่า

สำหรับทิศทางตลาดเต็นท์รถมือสองในปี 2569 คาดว่ามูลค่าตลาดจะอยู่ที่ประมาณ 32,600 ล้านบาท เป็นระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปี 2564 - 2566 ประมาณร้อยละ 9 โดยธุรกิจยังต้องเผชิญกับความท้าทายต่อเนื่อง ทั้งจาก ความต้องการซื้อ ที่ถูกดดันจากเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวอย่างจำกัด และหนี้ครัวเรือนสูง และปัจจัยด้านราคา

ขณะที่  นพดล นิลธรรมชาติ  สมาชิกสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว เผยสถานการณ์ของเต็นท์รถมือสองโดยมองว่าคนที่อยู่รอดคือคนที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้ ซึ่งในช่วงวิกฤตหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา เต็นท์รถมือสองที่เป็นสมาชิกสมาคมฯ ส่วนใหญ่จะได้รับผลกระทบน้อยกว่ารายอื่น ๆ รวมถึงวิกฤตในครั้งนี้ด้วย และส่วนใหญ่ยังคงแข็งแรงดี ปัจจัยหลักที่ทำให้สามารถก้าวผ่านมาได้ เกิดจากการสร้างมาตรฐานที่ลูกค้าจับต้องได้ จนทำให้เกิดความน่าเชื่อถือทั้งจากลูกค้า และสถาบันการเงิน

อย่างไรก็ตาม ตลาดรถยนต์มือสองเคยได้รับผลกระทบจากวิกฤตรถคันแรก ซึ่งทำให้เต็นท์รถมือสองปิดตัวไปมาก และจากบทเรียนครั้งนั้นมีการรวมตั้วก่อตั้งสมาคมฯ เพื่อเป็นช่องทางพูดคุยกับทางภาครัฐ พร้อมทั้ง ดำเนินการตามกฎระเบียบของหน่วยงานกำกับดูแลอย่างเคร่งครัด มีการคัดกรองสมาชิกอย่างเข้มงวด ทำให้ปัจจุบันมีสมาชิกสมาคมเพียง 500 รายจาก 53 จังหวัดทั่วประเทศ จากเต็นท์รถทั้งหมดที่มีกว่า 8,000 -9,000 ราย และมีการสร้างมาตรฐาน อาทิ การตรวจเช็ครถจากบุคคลที่ 3, คืนเงิน กรณีไม่ตรงปก และคัดกรองลูกค้าก่อนส่งต่อให้สถาบันการเงิน เป็นต้น

ปี 2569 ธุรกิจเต็นท์รถยนต์มือสองยังต้องเผชิญความท้าทายต่อเนื่อง ทั้งจากดีมานด์ที่ถูกกดดันจากเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นอย่างจำกัด และหนี้ครัวเรือนสูงอันเป็นแรงกดดันสำคัญต่อกำลังซื้อและพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภค และแรงกดดันด้านราคารถยนต์มือสองที่ยังคงมีอยู่ แม้ราคารถยนต์มือสอง จะเริ่มผ่อนคลาย จากจำนวนรถถูกยึดที่ลดลง

 ทั้งนี้ เป็นโจทย์ที่ภาคธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับความท้าทายทั้งด้านดีมานด์และราคา.