ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ปรากฎการณ์สะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำของระบบการศึกษาของไทย กรณีเด็กนักเรียน 13,895 คน ลงสนามสอบแข่งขันแย่งชิง 1,520 ที่นั่งในรั้วโรงเรียนดัง โดยตัวเลขผู้สมัครสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ปี 2569 สูงสุดในรอบ 18 ปี คิดเป็นอัตราการแข่งขัน 1 : 9.14
ไม่เพียงเท่านั้น เรื่องของระเบียบการเข้าสอบที่มีเพื่อป้องกันการทุจริตที่มีมาตั้งแต่เริ่มแรก กลับฉายภาพปัญหาหลังมีผู้ใช้งานโซเซียลมีเดียแชร์ภาพเด็กนักเรียนทิ้งเงินตลอดจนสิ่งของมีค่าไว้ในรอบบริเวณพื้นที่สอบ หรือกรณีเร่งรีบไปสอบจนต้องฝากพระเครื่องไว้กับคนแปลกหน้า แต่ในประเด็นนี้ต้องยอมรับต้องปฏิบัติตามกติกาที่ทางโรงเรียนแจ้งเอาไว้ตั้งแต่แรก ตามที่ ดร.บุณยพงศ์ โพธิ์วัฒน์ธนัต ผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ยืนยันว่าการกำหนดแนวปฏิบัติระเบียบการเข้าสอบทำมาทุกปีไม่ใช่ปีนี้เป็นปีแรก ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่ได้พบปัญหาดังกล่าวและผู้ปกครองนักเรียนส่วนใหญ่เข้าใจกติกาเป็นอย่างดี
อย่างไรก็ดี สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เรื่องของความไม่พร้อมหรือขาดผิดชอบของผู้เข้าสอบเท่านั้น แต่สะท้อนโครงสร้างของระบบการศึกษาไทย โดยเฉพาะภาพนักเรียนจำนวนมหาศาลที่ลงสนามสอบเพื่อเข้าโรงเรียนดังระดับประเทศ
กล่าวสำหรับการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ณ อาคารอิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2-3 เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา มีผู้สมัครสอบแข่งขันมากถึง 13,895 คน โดยเปิด 1,520 คน อัตราการแข่งขัน 1 : 9.14 นับว่าสูงสุดในรอบ 18 ปี
จากปรากฎการณ์นักเรียนแย่งชิงที่นั่งในรั้วโรงเรียนชั้นนำระดับประเทศ ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา ตีแผ่ให้เห็นว่าระบบการศึกษาไทยเสมือน “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” คือ มีโรงเรียนดีๆ เพียง 10 – 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือเป็นโรงเรียนที่ต้องปรับปรุง ดังนั้น ยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นขึ้นมา ทำให้เห็นแข่งขันตะเกียกตะกายของเด็กๆ ที่ต้องการเข้าโรงเรียนแห่งนี้ เพราะมันส่งผลไปต่อการศึกษาต่อในอนาคตของพวกเขา และการมีโอกาสได้เข้าโรงเรียนที่ดีเป็นการการันตีอย่างหนึ่ง ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเก่าแก่ชั้นนำของไทย ซึ่งมักมีเด็กจากไม่กี่โรงเรียนที่เข้าคณะและสาขายอดนิยมได้
มุมมองของ ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยปรากฏการณ์การสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โดยสิ่งที่ทำให้เตรียมอุดมศึกษาดูพิเศษ คือ การเป็นโรงเรียนที่เปิดรับเฉพาะระดับมัธยมปลาย ทำให้เด็กเก่งจำนวนมากที่จบมัธยมต้นจากโรงเรียนต่างๆ สนใจสอบเข้าโดยเฉพาะเมื่อโรงเรียนมีสถิติการสอบเข้ามหาวิทยาลัยสูง และหากมองให้ลึกปรากฏการณ์นี้ส่วนหนึ่งเป็นการแข่งขันของครอบครัวชนชั้นกลาง
เพราะหากมีโอกาสได้เข้ามาศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดม อย่างน้อยก็มีความมั่นใจในโอกาสในการเรียนต่อ และสร้างเครือข่ายทางสังคมของเด็กในการเจอกลุ่มเพื่อน และเรื่องของสภาพแวดล้อมเหมือนเอาเด็กที่มีแรงจูงใจสูงมาอยู่รวมกัน ทุกคนก็พากันเรียน พากันตั้งเป้าหมาย บางห้องติดวิศวะทั้งห้อง หรือ ติดแพทย์ทั้งห้อง และทั้งหมดนี้มันมีเรื่องของทุนทางสังคมด้วย เป็นตัวจูงใจทำให้คนอยากจะเข้าไปเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดม
ทั้งนี้ ประเด็นการสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมสะท้อนความเหลื่อมล้ำของระบบการศึกษาของไทย ตลอดจนโครงสร้างของระบบการศึกษาที่มีปัญหามานานและยังไม่ถูกแก้ไขอย่างจริงจัง
รศ.ดร. ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ อดีตคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) แสดงความคิดเห็นผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัวโดยวิพากษ์โดยชี้ให้เห็นว่าโรงเรียนคุณภาพสูงในระบบการศึกษาไทยอาจมีอยู่น้อยเกินไป เมื่อเทียบกับจำนวนเด็กทั้งประเทศ
อย่างไรก็ดี คนไทยจำนวนมากเชื่อว่าโอกาสที่ดีในชีวิตต้องเริ่มต้นจากการได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง เด่น ดัง และเป็นที่ยอมรับ แต่โรงเรียนที่มีครูเก่ง ทรัพยากรพร้อม บรรยากาศการเรียนรู้ที่ดี และมีโอกาสพานักเรียนไปสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำ กลับกระจุกตัวอยู่เพียงบางแห่ง โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ในขณะที่โรงเรียนจำนวนมากในต่างจังหวัด หรือแม้แต่ในเมืองเดียวกัน กลับมีทรัพยากรที่แตกต่างกันอย่างมาก ทั้งคุณภาพครู งบประมาณ สภาพแวดล้อม และโอกาสทางการศึกษา
“ผลที่ตามมา คือ ค่านิยมทางสังคม ที่หล่อหลอมขึ้นโดยไม่รู้ตัว พ่อแม่จำนวนมากเชื่อว่า ถ้าลูกไม่ได้เข้าโรงเรียนดัง อนาคตอาจเสียเปรียบ เด็กจึงต้องเริ่มแข่งขันกันตั้งแต่อายุยังน้อย ระบบกวดวิชาเฟื่องฟู ความเครียด ความกดดัน และความเหลื่อมล้ำยิ่งทวีคูณ เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ดราม่าหน้างานสอบ แต่คือภาพสะท้อนของระบบที่สร้างลำดับชั้นทางการศึกษาอย่างชัดเจน ความจริงที่น่าหดหู่คือ ระบบการศึกษาไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงมาก ระหว่างโรงเรียนชั้นนำกับโรงเรียนทั่วไป และตราบใดที่คุณภาพโรงเรียนยังต่างกันมาก เด็กและผู้ปกครองก็จะยังคงแห่กันไปแข่งขันเพื่อเข้าโรงเรียนไม่กี่แห่งเช่นเดิม”
คำถามสำคัญจึงควรย้อนกลับไปที่กระทรวงศึกษาธิการ ว่าจะทำอย่างไรให้โรงเรียนดีไม่ได้มีอยู่แค่ไม่กี่แห่ง การแก้ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เพิ่มกฎระเบียบในวันสอบ หรือจัดการคิวให้เป็นระเบียบขึ้น แต่ต้องปฏิรูประบบในระดับโครงสร้าง เช่น กระจายคุณภาพครูและทรัพยากรให้โรงเรียนทั่วประเทศอย่างจริงจัง ยกระดับโรงเรียนในทุกพื้นที่ให้มีมาตรฐานใกล้เคียงกันลดการผูกอนาคตของเด็กไว้กับชื่อเสียงโรงเรียนเพียงไม่กี่แห่ง ปรับระบบคัดเลือกและการวัดผลให้สะท้อนศักยภาพที่หลากหลาย ไม่ใช่แข่งขันกันด้วยข้อสอบเพียงอย่างเดียว
รศ.ดร. ประพันธ์ศิริ ระบุว่าหากโรงเรียนส่วนใหญ่ในประเทศมีคุณภาพใกล้เคียงกัน เด็กอาจไม่จำเป็นต้องดิ้นรนเพื่อเข้าโรงเรียนดังเพียงไม่กี่แห่งอีกต่อไป แต่ตราบใดที่ความเหลื่อมล้ำยังคงอยู่ ภาพเด็กจำนวนมากแย่งกันเข้าสู่ประตูโรงเรียนไม่กี่แห่ง จะยังคงเป็นภาพสะท้อนระบบการศึกษาไทยต่อไป
ขณะที่ ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค ระบุว่าสังคมไทยมีภาพจำและความเชื่อมั่นต่อโรงเรียนกลุ่มนำอย่างมาก เนื่องจากเชื่อว่าเป็นเส้นทางสำคัญในการเข้ามหาวิทยาลัย นอกจากนี้ การเข้าเรียนในโรงเรียนดังยังหมายถึงการได้เข้าสู่เครือข่ายทางสังคมของเด็กกลุ่มเก่ง ซึ่งถือเป็นต้นทุนชีวิตสำคัญในสังคมไทย จึงทำให้ผู้ปกครองและนักเรียนจำนวนมากพยายามแข่งขันเพื่อให้ได้เข้าเรียนในโรงเรียนเหล่านี้
ปรากฏการณ์การกระจุกตัวของนักเรียนในโรงเรียนดังยังสะท้อนถึงวิกฤตของโรงเรียนขนาดเล็กในชนบท ที่ปัจจุบันรัฐจัดสรรงบประมาณการศึกษาตามระบบรายหัวหมายความว่า โรงเรียนที่มีนักเรียนจำนวนมากจะได้รับงบประมาณและทรัพยากรมากตามไปด้วย ขณะที่โรงเรียนขนาดเล็กซึ่งมีนักเรียนลดลงจากอัตราการเกิดที่ต่ำอยู่แล้ว กลับได้รับงบประมาณลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้ขาดแคลนทรัพยากรและไม่สามารถพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครองได้
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้แม้แต่นักเรียนเก่งในต่างจังหวัดหรือโรงเรียนประจำจังหวัดจำนวนไม่น้อยยังรู้สึกว่าต้องเดินทางเข้าสอบเข้าโรงเรียนชื่อดังในกรุงเทพฯ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้ามหาวิทยาลัย เมื่อเด็กที่มีแรงจูงใจในการเรียนสูงไหลออกจากท้องถิ่นไปกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ โรงเรียนในชนบทจึงยิ่งถูกทอดทิ้งและขาดโอกาสในการพัฒนา
ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคได้เสนอแนวทางลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาผ่านการผลักดันร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ โดยเน้นการปฏิรูประบบบริหารงบประมาณการศึกษาให้ตั้งอยู่บนหลักความเสมอภาค พร้อมเสนอให้รัฐบาลกระจายอำนาจและงบประมาณไปยังโรงเรียนในท้องถิ่น เพื่อยกระดับคุณภาพโรงเรียนให้ใกล้เคียงกันมากขึ้น แทนการปล่อยให้เด็กเก่งต้องแข่งขันเข้าสู่โรงเรียนในเมืองใหญ่เพียงอย่างเดียว
โดยเป้าหมายสำคัญของการกระจายอำนาจคือการเสริมพลังให้กับโรงเรียนที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มชั้นนำ โดยเฉพาะโรงเรียนตามอำเภอหรือชุมชนต่างๆ เมื่อโรงเรียนใกล้บ้านมีคุณภาพและได้รับความไว้วางใจจากผู้ปกครอง ก็จะช่วยลดความจำเป็นที่เด็กต้องเดินทางเข้าสอบแข่งขันในเมืองใหญ่
รวมทั้ง เสนอแนวคิดเรื่องการจัดห้องเรียนแบบคละความสามารถ แทนการคัดแยกนักเรียนตามระดับคะแนน ซึ่งมักแบ่งเป็นห้องเรียนสำหรับเด็กเก่งและเด็กอ่อน โดยมองว่าการนำเด็กที่มีแรงจูงใจและความรับผิดชอบแตกต่างกันมาเรียนร่วมกัน จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนทุกคน เด็กที่มีแรงจูงใจต่ำจะได้เรียนรู้และพัฒนาตนเองไปพร้อมกับเพื่อนที่มีแรงจูงใจสูง เพราะ
โดยเชื่อว่าระบบจะป้องกันปัญหาที่ครูอาจลดความคาดหวังต่อเด็กในห้องที่ถูกมองว่าอ่อน ซึ่งมักทำให้เด็กกลุ่มนี้ได้รับโอกาสในการพัฒนาน้อยลง และช่วยลดความเหลื่อมล้ำภายในโรงเรียน เพราะทรัพยากรและครูที่มีความเชี่ยวชาญจะไม่ถูกทุ่มให้กับนักเรียนกลุ่มเก่งเพียงอย่างเดียว
“หากประเทศไทยต้องการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในระยะยาว จำเป็นต้องปรับโครงสร้างการจัดสรรทรัพยากรและการบริหารการศึกษาใหม่ เพื่อให้โรงเรียนทุกแห่งมีโอกาสพัฒนาอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่ปล่อยให้การแข่งขันกระจุกตัวอยู่ในโรงเรียนเพียงไม่กี่แห่งดังเช่นที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน” ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ประธานอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค กล่าว
ขณะที่ ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักวิจัยจาก ไบโอเทค สวทช. โพสต์แสดงความคิดเห็นต่อปรากฎการณ์สอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมโดยระบุว่า ที่ใดมีความเป็นเลิศ ที่นั่นย่อมมีการแข่งขัน การที่สถาบันชั้นนำจะดึงดูดคนเก่งและคัดกรองอย่างเข้มข้นเป็นเรื่องปกติมาก แต่ในบริบทของไทย คือ ช่องว่างความเหลื่อมล้ำ ซึ่งการศึกษาขั้นพื้นฐานควรต้องสมดุลกว่านี้
และตั้งคำถามอย่างน่าสนใจ สมมติว่ารัฐบาลสามารถเนรมิตโรงเรียนมัธยมที่มีอุปกรณ์ล้ำสมัยและครูระดับหัวกะทิ ไปตั้งไว้ในทุกจังหวัดได้จริง ๆ การแข่งขันแย่งชิงกันเข้าโรงเรียนศูนย์กลางดั้งเดิมแบบนี้จะลดลงไหม ? ส่วนตัวคิดว่า ยาก! ต่อให้โรงเรียนแถวบ้านจะดีขึ้นแค่ไหน การแข่งขันเพื่อเข้าสู่ยอดพีระมิดก็จะยังดุเดือดอยู่ดี
“จากประสบการณ์สิ่งที่สถาบันระดับตำนานมี ไม่ใช่แค่หลักสูตร แต่มีสิ่งที่สร้างไม่ได้ในวันเดียว นั่นคือ การได้เรียนท่ามกลางเพื่อนที่เก่งระดับท็อป มีเป้าหมายสูง และทะเยอทะยาน คือ แรงผลักดันที่หาไม่ได้ง่ายๆ นอกจากนี้ เครือข่ายศิษย์เก่า รุ่นพี่รุ่นน้องที่จบไปเป็นผู้นำในทุกวงการ คือสินทรัพย์ที่มองไม่เห็นแต่ทรงพลังมากในชีวิตจริง และปฏิเสธไม่ได้ว่าการสอบติด คือ เครื่องหมายการันตี ถึงความพยายามและศักยภาพ ซึ่งสังคมยังคงให้คุณค่ากับสิ่งนี้”
ดร.อนันต์ ทิ้งท้ายว่าการแก้ปัญหาการศึกษาด้วยการกระจายทรัพยากรให้เท่าเทียม เป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อยกระดับฐานรากให้เด็กทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่ดีโดยไม่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องยอมรับธรรมชาติที่ว่า โรงเรียนที่เป็นยอดพีระมิด ก็จะยังคงมีการแข่งขันที่ดุเดือดต่อไป เพราะมันเป็น Fact ที่เปลี่ยนยาก
สุดท้ายคงต้องยอมรับว่าความเหลื่อมล้ำของระบบการศึกษาไทยเป็นโจทย์ข้อยาก.


