xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

วิกฤตช่างมัน ค่ากลั่นพุงกาง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ขณะที่ชาวบ้านชาวช่องและธุรกิจน้อยใหญ่ต่างโอดโอยคร่ำครวญจากราคาพลังงานแพงหูดับ เพราะสงครามตะวันออกกลาง แต่ทว่าบรรดาโรงกลั่นน้ำมันกลับอู้ฟู่จากค่ากลั่นที่สูงขึ้นเกินร้อยเปอร์เซ็นต์และสต็อกน้ำมัน สะท้อนโครงสร้างราคาพลังงานของไทยที่บิดเบี้ยวและไม่เคยได้รับการแก้ไขให้เป็นไปอย่างที่ถูกที่ควร

ราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากเกิดสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และจนบัดนี้ยังไม่มีทีท่าจะสงบลง โดยในช่วง 10 วันแรกของเดือนมีนาคม (1-10 มีนาคม 69) ราคาน้ำมันดิบดูไบเคลื่อนไหวขึ้นมาอยู่ที่ 99.14 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันสำเร็จรูป อย่างน้ำมันดีเซล ทะยานขึ้นไปแตะ 144.55 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันเบนซิน 95 ขยับขึ้นไปอยู่ที่ 105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล รวมถึงน้ำมันเครื่องบินที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 231.42 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

จากส่วนต่างของราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปที่ถ่างกว้างในช่วง 10 วันแรกของเดือนมีนาคม 2569 สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน ได้ประมาณการตัวเลขของค่าการกลั่นน้ำมันของโรงกลั่นในไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 6.06 บาทต่อลิตร ถือว่าเป็นค่าการกลั่นที่อยู่ในอัตราที่สูงมาก เมื่อเทียบกับตัวเลขประมาณการของเดือนก่อนหน้านี้ โดยในเดือนมกราคม 2569 เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 2.14 บาทต่อลิตร และเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ระดับ 2.09 บาทต่อลิตร

ทั้งนี้ ค่าการกลั่น คือ ส่วนต่างระหว่าง “ราคาน้ำมันดิบ” ที่ซื้อมา กับ “ราคาน้ำมันสำเร็จรูป” ที่ขายออกไปหน้าโรงกลั่น เปรียบเทียบง่าย ๆ เหมือนร้านเบเกอรี่ “ราคาน้ำมันดิบ” คือค่าแป้ง ส่วน “ราคาน้ำมันสำเร็จรูป” คือราคาขนมปังที่ขาย

ถึงแม้ค่าการกลั่นไม่ใช่กำไรทั้งหมด เป็นเพียง “กำไรเบื้องต้น” ที่โรงกลั่นยังต้องนำไปจ่ายค่าไฟฟ้า ค่าแรงพนักงาน ค่าบำรุงรักษาเครื่องจักร และดอกเบี้ยเงินกู้ก่อนจึงจะเป็นกำไรสุทธิ แต่ค่าการกลั่นที่เพิ่มสูงขึ้น สะท้อนถึงคาดการณ์กำไรจากค่าการกลั่นที่กลุ่มโรงกลั่นน้ำมันได้รับสูงขึ้นมากภายในเวลาอันสั้น และมีแนวโน้มค่าการกลั่นจะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากกลุ่มโรงกลั่นในภูมิภาคเอเชียหลายแห่งมีแผนปิดซ่อมบำรุงประจำปีในไตรมาสสอง

นอกจากกลุ่มโรงกลั่น จะได้รับกำไรมหาศาลจากส่วนต่างค่าการกลั่นที่สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์แล้ว โรงกลั่นยังได้รับประโยชน์จากกำไรจากสต็อกน้ำมัน (Stock Gain) เนื่องจากมีต้นทุนน้ำมันดิบที่ซื้อไว้ก่อนหน้านี้ในราคาต่ำ สวนทางกับสภาพของประชาชนที่ต้องแบกรับภาระราคาน้ำมันขายปลีกที่แพงขึ้น และทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เข้ามาแบกรับภาระอุดหนุนราคากลับมาติดลบ

ถามว่า โรงกลั่นน้ำมันที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากค่าการกลั่น (GRM) และกำไรจากสต็อกน้ำมัน (Stock Gain) ในช่วงสถานการณ์เดือนมีนาคม 2569 คือใคร คำตอบคือ กลุ่มผู้ประกอบการที่มีกำลังการผลิตสูง และ ความซับซ้อนของโรงกลั่น (Complex Refinery) ที่สามารถผลิตผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงอย่างดีเซลและน้ำมันเครื่องบินได้มาก อาทิ

1.ไทยออยล์ (TOP) ได้รับประโยชน์สูงสุดในเชิงปริมาณ เนื่องจากเป็นโรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยด้วยกำลังการผลิตกว่า 275,000 บาร์เรลต่อวัน ด้วยขนาดกำลังการผลิตที่ใหญ่ที่สุด ทำให้ได้รับประโยชน์จากส่วนต่างค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้น 6.06 บาทต่อลิตร ในสเกลที่สูงกว่ารายอื่น และการบริหารจัดการคลังน้ำมันขนาดใหญ่ ทำให้มีโอกาสเกิด Stock Gain มหาศาลเมื่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

2. กลุ่ม ปตท. (PTTGC และ IRPC) ได้รับประโยชน์ในเชิงโครงสร้าง เนื่องจากกลุ่ม ปตท. เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในโรงกลั่นหลัก 3 แห่ง (TOP, PTTGC, IRPC) ซึ่งรวมกันแล้วมีกำลังการผลิตเป็นสัดส่วนหลักของประเทศ โดย PTTGC และ IRPC ได้ประโยชน์เพิ่มเติมนอกเหนือจากค่าการกลั่นน้ำมัน คือการฟื้นตัวของสเปรดปิโตรเคมีที่มักจะปรับตัวดีขึ้นตามราคาน้ำมัน

3.สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC) ได้ประโยชน์จากค่าการกลั่นบริสุทธิ์ โดย SPRC เป็นโรงกลั่นที่มีสัดส่วนรายได้หลักมาจากค่าการกลั่นน้ำมันโดยตรง (Pure Play) และเน้นการผลิตผลิตภัณฑ์สายเบนซินและดีเซลคุณภาพสูง การมีประสิทธิภาพในการกลั่นสูง (Complex Refinery) ทำให้สามารถตักตวงกำไรจากค่าการกลั่นที่พุ่งสูงขึ้น 175% ได้อย่างเต็มที่

สรุปภาพรวมกำไรโรงกลั่น ประมาณการเดือนมีนาคม 2569 เมื่อค่าการกลั่น ทะยานขึ้นกว่า 6.06 บาทต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 175% จากช่วงปกติ คาดการณ์ว่าโรงกลั่นในไทยจะสามารถสร้างกำไรรวมกันได้ในระดับหลายหมื่นล้านบาทในช่วงวิกฤตราคาพลังงานนี้

สถานการณ์เช่นนี้ ส่งผลให้หุ้นในกลุ่มโรงกลั่นยักษ์ใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้ง TOP, SPRC, BCP, PTTGC และ IRPC กลายเป็นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ขณะเดียวกัน หุ้นบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ซึ่งมีรายได้และกำไรสัมพันธ์โดยตรงกับราคาน้ำมันตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น นักลงทุนต่างคาดผลประกอบการของ PTTEP มีแนวโน้มได้รับแรงหนุนตามไปด้วย

สำหรับผลประกอบการ PTTEP ปี 2568 มีกำไรสุทธิ 60,273 ล้านบาท ยอดขายปิโตรเลียมเฉลี่ยสูงสุดใหม่กว่า 509,906 บาร์เรลต่อวัน และตั้งเป้าเพิ่มการขายในปี 2569 อีก 10% บริษัทยังเตรียมจ่ายเงินปันผลรวม 8.75 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเกือบ 6%

ส่วน ปตท. (PTT) รายงานผลประกอบการปี 2568 (ณ 31 ธันวาคม 2568) มีกำไรสุทธิแข็งแกร่งถึง 90,166.37 ล้านบาท เติบโตเล็กน้อย 0.1% จากปีก่อนหน้า โดยยังคงเป็นบริษัทที่ทำกำไรสุทธิสูงสุดในตลาดหุ้นไทย รายได้รวมกว่า 2.7 ล้านล้านบาท และมีแผนจ่ายปันผลรวมปี 2568 อยู่ที่ 2.30 บาทต่อหุ้น

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. เผยว่า ปีที่ผ่านมา เป็นปีที่โลกมีความผันผวนสูงมาก ทั้งเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และราคาพลังงาน แต่ ปตท.สามารถยืนหยัดได้ด้วยกลยุทธ์ที่ผ่านการวิเคราะห์มาอย่างรอบด้าน โดยมุ่งเน้นธุรกิจหลัก Hydrocarbon ซึ่ง ปตท.มีความเชี่ยวชาญ พร้อมทบทวนกลยุทธ์และปรับพอร์ตธุรกิจ Non-Hydrocarbon อีกทั้งสร้างความแข็งแรงจากภายใน ยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานผ่านโครงการสำคัญ

รื้อโครงสร้าง สังคายนาค่าการกลั่น - ลดภาษี

ศ.ดร. พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สถานะกองทุนน้ำมัน ณ วันที่ 8 มีนาคม 2569 ติดลบแล้วกว่า 700 ล้านบาท จากนโยบายตรึงราคาดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร ขณะที่ราคาน้ำมันสำเร็จรูป ณ โรงกลั่นสิงคโปร์พุ่งสูงขึ้นอย่างมากโดยเฉพาะดีเซลที่พุ่งขึ้นเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า และมีเปอเซนต์การเพิ่มขึ้นสูงกว่าการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบ ถ้าหากสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลางไม่คลี่คลาย ภาระอุดหนุนอาจพุ่งขึ้นถึงวันละ 1,000 ล้านบาท

ศ.ดร.พรายพล กล่าวถึงประเด็นค่าการกลั่นเมื่อต้นเดือนมีนาคม 2569 ที่พุ่งขึ้นกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์จากเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ว่า เนื่องจากโครงสร้างราคาขายปลีกน้ำมันของไทยอ้างอิงราคาหน้าโรงกลั่นที่สิงคโปร์ ซึ่งรวมค่าการกลั่นที่กำหนดโดยกลโกตลาดโลกไว้ด้วย ช่วงที่น้ำมันขาดแคลนหรือความต้องการสูงค่าการกลั่นจะดีดตัวสูงขึ้นตาม กลายเป็นภาระแฝงในราคาน้ำมันที่คนไทยต้องจ่าย ประเทศไทยจำเป็นต้องสังคายนาโครงสร้างราคาใหม่ อาจปรับสูตรการอ้างอิงราคาโรงกลั่นที่มีราคาต่ำสุดในสิงคโปร์ และกำหนดเพดานค่าการกลั่นในภาวะไม่ปกติเพื่อความเป็นธรรมต่อผู้บริโภคมากขึ้น

น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว. กรุงเทพฯ ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ชี้ว่า แม้น้ำมันจะถูกกลั่นในประเทศไทยทั้ง 100% และไทยยังเป็นผู้ส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปรายใหญ่ แต่รัฐบาลกลับปล่อยให้ผู้ประกอบการอ้างอิง “ราคานำเข้าจากสิงคโปร์” ในการกำหนดราคาขาย การอ้างอิงสูตรนี้ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ค่าใช้จ่ายทิพย์” ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าสูญเสียระหว่างทาง สิ่งเหล่านี้ถูกบวกเพิ่มเข้าไปในราคาน้ำมันทุกหยด ทำให้คนไทยต้องซื้อน้ำมันแพงกว่าชาวต่างชาติที่ซื้อน้ำมันส่งออกจากไทยเสียอีก

“พอนำเข้าสิงคโปร์... มันก็เกิดค่าขนส่งทิพย์ ค่าประกันภัยทิพย์ ค่าน้ำมันรั่วสูญเสียระหว่างทางทิพย์... แต่มันอยู่ในสูตรที่เขาบวกเงินเรา รัฐบาลเลิกได้ไหม? พูดกันมานานแล้ว” น.ส.รสนา เรียกร้อง

นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายทิพย์แล้ว โครงสร้างราคายังมีการบวกเพิ่มต้นทุนที่ประชาชนไม่ควรต้องแบกรับ เช่น ค่าปรับปรุงคุณภาพน้ำมันจากยูโร 4 เป็นยูโร 5 ที่ถูกผลักภาระมาให้ผู้บริโภคจ่ายทั้งหมด

อีกทั้งยังรวมถึงค่าสำรองน้ำมันตามกฎหมาย ซึ่งโดยหลักการแล้วควรเป็นความรับผิดชอบและต้นทุนของผู้ประกอบการเอง แต่รัฐบาลกลับใจดีอนุญาตให้กลุ่มทุนนำต้นทุนส่วนนี้มาบวกเข้าไปในราคาน้ำมันหน้าปั๊ม กลายเป็น “ไขมัน” ส่วนเกินที่รีดเอาจากกระเป๋าของประชาชนผู้ใช้น้ำมันทุกวัน

“... พวกนี้ทั้งหมดเนี่ยมันก็เป็นไขมันที่เอาให้ประชาชนแบก” น.ส.รสนา ตั้งคำถาม รวมทั้งยังเรียกร้องว่า ช่วงวิกฤติน้ำมันแพง รัฐบาลควรลดการเก็บภาษีสรรพสามิตลงเพื่อตรึงราคา หยุดเล่นกลล้วงกระเป๋าประชาชนมาตรึงราคา

การประกาศตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน ของรัฐบาลแต่ตรึงราคาแค่น้ำมันดีเซลไม่เกิน 29.94 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 15 วัน โดยเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป รัฐบาลพูดสวยพูดหล่อว่า “เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนจากสถานการณ์ความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก ตามนโยบายการดูแลพลังงานของภาครัฐ” รัฐบาลจึงควรลดการเก็บภาษีสรรพสามิตดีเซลที่เก็บสูงถึงลิตรละ 6.92 บาท ลงไปบ้าง ไม่ใช่ไปล้วงกองทุนน้ำมันมาชดเชยรวมภาษีรัฐบาลด้วยถึงลิตรละ 11.73 บาท ใช่หรือไม่?!

กองทุนน้ำมันเป็นเงินส่วนใหญ่ทีรีดจากผู้ใช้น้ำมันเบนซินเพื่อชดเชยดีเซลมาโดยตลอด ครั้งนี้ชดเชยสูงถึงลิตรละ 11.73 บาท ซึ่งมีภาษีสรรพสามิตสูงถึง 6.92 บาท แบบนี้ควรเรียกว่าเป็น “การบรรเทาภาระประชาชน” หรือไม่ !?

รัฐบาลเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันกลุ่มเบนซินก็เก็บสูงถึงลิตรละ 6.75 -7.50 บาท ซ้ำยังจะรีดเพิ่มขึ้น จึงให้ผู้ประกอบการประกาศขึ้นราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินอีกลิตรละ 50 สตางค์ ในเช้าวันที่ 10 มีนาคม 2569 แทนที่รัฐบาลจะลดการเก็บภาษีลงไปแทน หรือหาทางลดไขมันอื่น ๆ ลงไป

ที่ผ่านมารัฐบาลและผู้ประกอบการได้อิ่มหนำสำราญ ด้วยการผลักภาระทุกอย่างมากองบนหลัง บนบ่าประชาชน ผู้ประกอบการได้กำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วยจาก “น้ำมันกลั่นในประเทศ แต่ได้ราคานำเข้าจากสิงคโปร์” และยังผสมน้ำมันเอทานอล ไบโอดีเซลราคาแพงกว่าน้ำมันพื้นฐานอีก ไขมันเหล่านี้คือแอกที่ประชาชนต้องแบก

ขอบคุณภาพกราฟิกจาก “กรณ์ จาติกวณิช”
ตอนราคาน้ำมันดิบตลาดโลกราคาถูกแค่ 60-70 เหรียญ (12-14 บาทต่อลิตร) กำไรจากไขมันส่วนเกินเหล่านี้ทำให้ประชาชนไม่เคยได้ใช้น้ำมันราคาถูก เมื่อเกิดวิกฤตสงคราม น้ำมันดิบตลาดโลกพุ่งแตะระดับ 100 เหรียญ (20 บาทต่อลิตร) ถ้ายังมีไขมันกำไรส่วนเกินพวกนี้ ประชาชนจะทุกข์มากกับการแบกแอกราคาที่ไม่เป็นธรรมเช่นนี้ท่ามกลางวิกฤตต่อไป

“ในวันนี้ยังสามารถหวังให้รัฐบาลที่อ้างสโลแกน “พูดแล้วทำ” ช่วยลดไขมันที่ไม่เป็นธรรม ที่แทรกอยู่ใน “กลไกตลาดโลภ” ลงไปบ้าง ตามที่พูดหล่อ ๆ ไว้ พอจะเป็นไปได้ไหม?!?” น.ส.รสนา กล่าว และเรียกร้องให้รัฐบาลแก้วิกฤตราคาน้ำมันแพงอย่างจริงจัง โดยใช้วิกฤตสงครามนี้ปลดภาระราคาน้ำมันจากหลังประชาชนด้วยการถอดรื้อโครงสร้างราคาน้ำมันที่เอาเปรียบประชาชนคนไทยออกไป ดังนี้

1.รัฐบาลใช้อำนาจ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการประกาศยกเลิกราคาน้ำมันสำเร็จรูปอ้างอิงราคานำเข้าจากสิงค์โปร์ เพราะน้ำมันสำเร็จรูปกลั่นในประเทศไทยทั้งหมด ไม่มีการนำเข้าจากสิงคโปร์ หากทำได้จะทำให้ราคาน้ำมันลดลงได้ลิตรละ 1-2 บาท

2.ยกเลิกการส่งออกน้ำมันโดยเด็ดขาดชั่วคราวจนกว่าพ้นวิกฤติ จากปัจจุบันไทยส่งออกน้ำมันมูลค่าไม่ต่ำกว่าปีละ 3 แสนล้านบาท

3.น้ำมันดิบในประเทศแม้ให้สัมปทานต่างชาติไปแล้ว แต่ควรกำหนดให้ขายโรงกลั่นในประเทศก่อนส่งออกก็จะทดแทนการไม่สามารถนำเข้าน้ำมันและก๊าซมีเทนเหลว (LNG) ราคาแพงจากสหรัฐอเมริกา และตะวันออกกลาง ที่อาจขนส่งไม่ได้จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

4.ต้องให้คนไทยทุกครัวเรือนได้ใช้ก๊าซหุงต้มจากอ่าวไทยก่อนภาคส่วนอื่น ถ้าทำได้ก็ไม่ต้องเอาเงินกองทุนน้ำมันมาชดเชยก๊าซหุงต้มล้วงกระเป๋าคนใช้น้ำมัน จะช่วยให้ราคาน้ำมันถูกลงอีกหลายบาทต่อลิตร

ก๊าซอ่าวไทย เป็นก๊าซคุณภาพดี สามารถแยกเป็น LPG ที่ใช้ในครัวเรือนและเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ปัจจุบันโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้มที่ใช้ในครัวเรือนถูกเปลี่ยนไปอ้างอิงราคานำเข้าจากซาอุดิอารเบียทั้งที่ก๊าซผลิตได้ในไทยปีละ 3 ล้านตัน เพียงพอที่คนไทยจะใช้ในครัวเรือนปีละ 2 ล้านตัน อีกล้านตันให้กิจการอื่นใช้ แต่มีการเล่นมายากลด้วยการไปอ้างอิงราคาว่านำเข้าจากซาอุฯ 100% เสมือนว่าไทยไม่มีก๊าซธรรมชาติเลยทั้งที่นำเข้าเพียงปีละ 10-15% เท่านั้น ซึ่งใช้หลักเกณฑ์ไม่ต่างจากกรณีน้ำมันสำเร็จรูป ที่กลั่นเอง 100% ในประเทศ แต่คิดราคาประชาชนในราคานำเข้าจากสิงคโปร์

ส่วนอุตสาหกรรมปิโตรเคมี จากเดิมที่รมว.พลังงานคนก่อนกำหนดให้ต้องซื้อ LPG ในราคา “พลูก๊าซ” แต่รมว.พลังงานคนปัจจุบัน เปลี่ยนให้กลับมาไม่ต้องซื้อก๊าซ LPG ในราคาพลูก๊าซ ทำให้ปิโตรเคมีได้กลับมาใช้ LPG ราคาในประเทศ และไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตอีกด้วย ขณะที่ประชาชนที่ใช้ก๊าซหุงต้มต้องจ่ายภาษีสรรพสามิต ใช่หรือไม่ จึงขอถามรัฐบาลว่ายุติธรรมกับประชาชนผู้บริโภคไหม?

5.การยกเว้นภาษีบุคคลธรรมดา ติดตั้ง ‘โซลาร์รูฟท็อป’ นำค่าใช้จ่ายหักลดหย่อนฯ ได้ 2 แสนบาท ยังเกาไม่ถูกที่คัน เพราะการแก้ปัญหาให้ถูกจุด รัฐบาลต้องมีนโยบายใช้ระบบหักลบกลบหน่วย (Net Metering) เป็นวิธีประหยัดไม่ต้องใช้แบตเตอรีที่ยังมีราคาแพง ระบบสายส่งไฟฟ้ามาจากภาษีของประชาชน ประชาชนจึงควรมีสิทธิฝากไฟฟ้าที่ผลิตได้ไว้ในระบบสายส่งด้วย

ความซับซ้อนซ่อนเงื่อนในโครงสร้างราคาพลังงาน ที่ทำให้คนไทยใช้น้ำมันและก๊าซฯแพงหูฉี่ เป็นเรื่องที่รัฐบาลปรับรื้อใหม่ได้ถ้าต้องการทำจริง เว้นเสียแต่อิ่มหมีพีมันไปกับทุนพลังงานจึงคิดแค่ “ถอดสูท ลดใช้แอร์” โชว์หล่อไปวัน ๆ