ในความเป็นไป
วรศักดิ์ มหัทธโนบล
ตั้งแต่เล็กจนโตเท่าที่มีความรู้เรื่องจีนนั้น มีคำคำหนึ่งที่ได้ยินค่อนข้างบ่อยคือคำว่า ฟานเหญิน (番人) คำนี้เป็นเสียงในภาษาจีนกลาง ที่ได้ยินเป็นเสียงจีนแต้จิ๋วที่ออกว่า ฮวนนั้ง และเสียงจีนแคะที่ออกเสียงว่า ฟ้านหงิ่น โดยเฉพาะตอนที่ขึ้นมาอยู่กรุงเทพฯ นั้นจะได้ยินบ่อยมาก
ตอนที่โตจนรู้ความแล้วจึงได้รู้ว่าคำคำนี้มีความหมายไม่สู้จะดีนัก คือหมายถึง คนเถื่อนหรือคนป่าเถื่อน ครั้นโตจนอยู่ในวัยทำงานแล้วจึงเข้าใจคำนี้มากขึ้น แต่มากอย่างไรจะกล่าวถึงต่อไปข้างหน้า ในเบื้องต้นนี้ขอกล่าวถึงความหมายของคำนี้ก่อน
นับแต่อดีตนับพันปีมาแล้วที่จีนมักจะมองชนชาติที่มิใช่จีน (Non-Han peoples) ว่าด้อยกว่าตน แล้วก็มองชนชาติเหล่านั้นเป็นชนป่าเถื่อน แม้เมื่อชาวตะวันตกที่เจริญกว่าจีนเข้ามายังประเทศจีนในศตวรรษที่ 19 แล้ว จีนก็ยังมองชาวตะวันตกเป็นชนป่าเถื่อนที่ด้อยกว่าตน และคงด้วยเหตุนี้ จีนจึงมีคำเรียกชาวตะวันตกหรือชนชาติอื่นที่มีนัยในเชิงด้อยค่า
คำว่า ฟานเหญิน แปลว่า คนต่างชาติ คนต่างถิ่น แต่ความหมายที่ตรงอย่างมีนัยสำคัญก็คือ คนนอกวัฒนธรรมจีน ความหมายนี้มีมิติที่ลึกซึ้งกว่าตรงที่ได้สรุปรวบยอดว่า ใครก็ตามที่อยู่นอกวัฒนธรรมจีนแล้วล้วนคือ ฟานเหญิน ทั้งสิ้น ส่วนที่ว่าวัฒนธรรมของใครเจริญกว่ากันนั้นย่อมเป็นอีกประเด็นหนึ่ง
จากนิยามข้างต้นของคำว่า ฟานเหญิน ทำให้อดคิดถึงคำว่า barbarian ไม่ได้ ด้วยคำคำนี้เป็นคำฝรั่งที่แปลว่า คนป่าเถื่อน เหมือนกัน ที่คิดถึงคำนี้มิได้อยู่ที่ความหมาย แต่อยู่ที่ที่มาของคำ นั่นคือ barbarian เป็นคำภาษากรีกโบราณคำว่า barbaros แปลว่า ผู้ที่ไม่ได้พูดภาษากรีก ที่โดยนัยแล้วก็คือ ชาวต่างชาติ
ด้วยเหตุที่กรีกเป็นชนชาติที่มีความเจริญทางอารยธรรมกว่าหลายชนชาติในยุโรปเวลานั้น พอคำว่า barbaros ถูกใช้ไปนาน ๆ เข้าก็กลายความหมายไปในทางที่ดูถูกเหยียดหยามชนชาติอื่นว่าเจริญด้อยกว่าตน
แต่ที่พิสดารก็คือ ว่ากันว่า คำว่า barbaros นี้มีที่มาจากคนกรีกฟังชาวต่างชาติไม่เข้าใจด้วยพูดกันคนละภาษา ฟังคนต่างชาติพูดทีไรก็ได้ยินเป็น “บาร์บาร์” (bar bar) อยู่ร่ำไป (คล้ายกับคำอุทานว่า “บลา บลา บลา” ในปัจจุบัน?) จนทำให้คำว่า บาร์บาร์ ถูกนำมาใช้เรียกคนต่างชาติด้วยเหตุนี้
ถึงตรงนี้เราก็จะสังเกตได้ว่า ทั้งจีนและกรีกต่างก็มีจุดร่วมในการมองชนต่างชาติว่าเป็นชนป่าเถื่อนที่คล้ายกัน จุดร่วมที่ว่านี้ก็คือ “ภาษา” ถ้าจะถอดเป็นคำพูดเวลาที่ชนสองชาตินี้เจอคนต่างชาติก็จะได้ประมาณว่า “พวกที่ไม่พูดภาษากรีก” หรือ “พวกที่ไม่พูดภาษาจีน” เป็นต้น
ด้วยเหตุนั้น หากยึดเอาความหมายเดิมของคำกรีกก็ดีหรือคำจีนก็ดีก็จะเห็นได้ว่า ทั้งคำว่า บาร์บาร์รอส และคำว่า ฟานเหญิน มิได้มีความหมายเชิงลบมาแต่แรก แต่เป็นคำที่ถูกใช้เรียกคนอีกชาติหนึ่งที่มีภาษาต่างไปจากตน ในแง่นี้ “ภาษา” จึงคือพื้นฐานที่สำคัญของความต่างในทางวัฒนธรรมนั้นเอง
แต่ด้วยเหตุที่ทั้งสองชาติต่างก็มีความเจริญทางวัฒนธรรม พอคำทั้งสองถูกใช้ไปนานวันเข้า ความหมายจึงถูกเปลี่ยนไปในทางที่ดูถูกเหยียดหยามชนชาติอื่นไปโดยปริยาย
หากกล่าวเฉพาะจีนแล้ว ชนชาติที่มิใช่จีนที่จีนเห็นว่าด้อยความเจริญกว่าตนได้ปรากฏใน บันทึกรีต (หลี่จี้, 禮記) ซึ่งเป็นปกรณ์โบราณที่ขงจื่อได้รวบรวมและเรียบเรียงขึ้นมา ปกรณ์นี้ได้กล่าวถึงชนชาติที่มิใช่จีนเอาไว้ในบทที่ว่าด้วย “ชนชาติแห่งทิศทั้งห้า” (五方之民) ว่าชนชาติเหล่านี้มีปฏิสัมพันธ์กับชนชาติจีนทั้งอยู่ร่วมกันและทำศึกกัน โดยความตอนหนึ่งในบทนี้บรรยายว่า
“ชนชาติ ณ เบื้องบูรพาทิศของรัฐคือ อี๋ (夷) ชนชาตินี้แต่งผมเผ้าเป็นกระเซิง มีลายสักที่ผิวหนัง บางกลุ่มของชนชาตินี้มิรับอาหารที่ปรุงผ่านความร้อน
ชนชาติ ณ เบื้องทักษิณทิศของรัฐคือ หมาน (蛮) ชนชาตินี้นิยมสักใบหน้าด้วยลวดลายต่างๆ และเดินโดยหันสองปลายเท้าเข้าหากัน บางกลุ่มของชนชาตินี้มิรับอาหารที่ปรุงผ่านความร้อน
ชนชาติ ณ เบื้องประจิมทิศของรัฐคือ หญง (戎) ชนชาตินี้แต่งผมเผ้าเป็นกระเซิงและสวมใส่อาภรณ์หนังสัตว์ บางกลุ่มของชนชาตินี้ดำรงชีวิตด้วยน้ำนมและเนื้อสัตว์เพียงสถานเดียว โดยมิรับเบญจธัญพืช
ชนชาติ ณ เบื้องอุดรทิศของรัฐคือ ตี๋ (狄) ชนชาตินี้สวมใส่อาภรณ์ขนนกและอาศัยอยู่ในถ้ำ บางกลุ่มของชนชาตินี้ดำรงชีวิตด้วยน้ำนมและเนื้อสัตว์ โดยมิรับเบญจธัญพืช
“ส่วนชนชาติอี๋ หมาน หญง และตี๋ ณ ที่ราบภาคกลางต่างอาศัยในถิ่นตนโดยสงบ พอใจในรสอาหาร อาภรณ์ที่สวมใส่ ข้าวของเครื่องใช้อันสะดวก และถ้วยชามรามไหอันพรักพร้อมของตน
“ชนชาติ ณ เบื้องทิศทั้งหมดนี้มิได้ใช้ภาษาร่วมกัน ทั้งยังมีความคุ้นชินที่ต่างกัน ยามจักสื่อสารแลกเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดในหมู่ชนชาติที่แตกต่างกันเหล่านี้ กับชนชาติเบื้องบูรพาทิศจักใช้คำว่า จี้ (寄) เบื้องทักษิณทิศจักใช้คำว่า เซี่ยง (象) เบื้องประจิมทิศจักใช้คำว่า ตี๋ตี (狄鞮) และเบื้องอุดรทิศจักใช้คำว่า อี้ (譯)”
อนึ่ง เบญจธัญพืชในปกรณ์นี้หมายถึงธัญพืชห้าชนิดคือ ข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าวเจ้า ข้าวบาเล่ย์ และข้าวฟ่าง ธัญพืชเหล่านี้ให้แคลอรี่มากกว่าครึ่งหนึ่งที่มนุษย์บริโภคในแต่ละวัน การที่บางชนชาติไม่บริโภคธัญพืชทั้งห้าจึงมีความหมายสองนัย
นัยหนึ่ง ไม่บริโภคธัญพืชทุกชนิด ไม่เฉพาะแต่ห้าชนิดที่กล่าวไป อีกนัยหนึ่ง ชี้ให้เห็นถึงความล้าหลังของชนชาตินั้น ที่ไม่รู้จักบริโภคอาหารที่มีคุณค่าไม่แพ้เนื้อสัตว์ อีกทั้งเนื้อสัตว์ที่บริโภคก็ไม่ผ่านการปรุงให้สุกอีกด้วย
ที่สำคัญ ทั้งสองนัยต่างบอกให้รู้ว่า ชนชาติแห่งทิศทั้งห้ายังไม่หลุดพ้นจากชีวิตแบบเก็บของป่า-ล่าสัตว์ไปเสียทั้งหมด ในขณะที่ชนชาติจีนได้ยุติชีวิตเช่นว่าไปนานแล้ว
จะเห็นได้ว่า วิถีชีวิตของชนชาติตามที่เอ่ยชื่อมานี้ต่างจากชนชาติจีนโดยสิ้นเชิง ความต่างนี้ทำให้ชนชาติจีนเห็นว่าตนมีวัฒนธรรมที่เจริญกว่าชนชาติเหล่านี้ และด้วยทัศนะเช่นนี้เองที่ทำให้ชนชาติจีนเห็นชนชาติที่มิใช่จีนเป็นชนป่าเถื่อนไปในที่สุด
อย่างไรก็ตาม นอกจากคำว่า ฟานเหญิน แล้ว คำที่มีความหมายว่า ป่าเถื่อนหรือคนป่าเถื่อนก็ยังมีอีกคำหนึ่งคือคำว่า เหย่หญิน (野蛮) ที่แปลว่า ป่าเถื่อน ไร้อารยธรรม โหดร้าย คำคำนี้มีความหมายในเชิงพฤติกรรมของบุคคลที่มีบริบทเฉพาะ ผิดกับคำว่า ฟานเหญิน ที่มีความหมายในบริบททางวัฒนธรรมและสังคม
เพราะฉะนั้นแล้ว คำว่า คนป่าเถื่อน ในที่นี้จึงควรเป็นคำว่า ฟานเหญิน มากกว่า เพราะถึงแม้จะมีนัยในเชิงดูถูกเหยียดหยามคนต่างวัฒนธรรมก็ตาม แต่ความหมายเดิมที่หมายถึงคนต่างชาตินั้น ถือเป็นความหมายกลาง ๆ ที่สำคัญ ปัจจุบันนี้จีนมิได้ใช้คำนี้อย่างพร่ำเพรื่อดังอดีตอีกต่อไปแล้ว เพราะถ้าขืนยังใช้อยู่อีกก็คงไม่มีใครเข้าพบคบหาเป็นแน่แท้


