xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

วิวัฒนาการระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญของสวีเดน (77) : ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรครั้งแรกของสวีเดน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



คนแคระบนบ่ายักษ์
ไชยันต์ ไชยพร

หลังขึ้นสู่อำนาจในปี ค.ศ. 1738 นโยบายเดินหน้าทำสงครามเพื่อ “ความรุ่งเรือง มั่งคั่งและยิ่งใหญ่ของสวีเดนภายในก้าวเดียว”  ครั้งแรกของฝ่าย the Hats กลับต้องลงเอยด้วยความพ่ายแพ้ในปี ค.ศ. 1743 ทำให้สวีเดนกลับเป็นฝ่ายที่จำเป็นต้องขอเจรจากับรัสเซียเพื่อยุติสงคราม และในการเจรจาสันติภาพ รัสเซียกลับเป็นฝ่ายที่ยื่นเงื่อนไขต่อรองเกี่ยวกับประเด็นผู้สืบราชสันตติวงศ์ต่อจาก Frederick I ในสวีเดน ที่ในที่สุดแล้ว สวีเดนภายใต้รัฐบาล the Hats จำต้องยอมรับตามความต้องการของรัสเซียอย่างไม่มีเงื่อนไข

และการดำเนินโยบายต่างประเทศของ the Hats ที่มีเป้าหมายเพื่อความรุ่งเรือง มั่งคั่งและยิ่งใหญ่ของสวีเดนกลับตาลปัตรต้องลงเอยอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัสเซีย ทั้งที่ๆ the Hats ฝักใฝ่ในฝรั่งเศสมากกว่า

การบริหารราชการแผ่นดินในช่วงสี่ปีแรกของ the Hats กลับล้มเหลว และสงครามระหว่างสวีเดน-รัสเซียในช่วงระหว่าง ค.ศ. 1741-1743 ได้กลายจุดอ่อนและมลทินของรัฐบาล the Hats ที่พร้อมที่จะถูกถล่มโจมตีจาก the Caps และฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยในที่ประชุมสภาฐานันดร แต่ the Hats ก็สามารถเอาตัวรอดได้จากปัจจัยที่ไม่คาดฝันที่อำนวยให้เบี่ยงเบนการโจมตีจากฝ่ายตรงข้ามได้ โดยในช่วงแรกที่หลังจากการพลิกผันที่รัสเซียตกลงเจรจาสันติภาพกับตุรกี ส่งผลให้สวีเดนต้องโดดเดี่ยวในการทำสงครามกับรัสเซีย ซึ่งในขณะนั้น กองทัพสวีเดนก็อยู่ในสถานะที่ลำบาก และฐานันดรนักบวชและฐานันดรชาวนาไม่เห็นด้วยที่จะให้ส่งกองกำลังไปทำสงครามกับรัสเซียในฟินแลนด์อีก

แต่บังเอิญที่ Charles VI แห่งออสเตรีย-ฮังการีและจักรพรรดินี Anna แห่งรัสเซียได้สิ้นพระชนม์ลงพร้อมกันในเดือนเดียวกัน ทำให้ภูมิทัศน์อำนาจในการเมืองระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงไป พร้อมกับการได้รับการสนับสนุนจากฝรั่งเศส รวมทั้งปัจจัยเรื่องการจารกรรมที่ the Hats สามารถกล่าวหา the Caps ว่าทรยศต่อชาติโดยแอบติดต่อกับรัสเซีย ทำให้ the Caps ไม่สามารถแสดงบทบาทอภิปรายโจมตีคัดค้านการทำสงครามกับรัสเซียได้ ส่งผลให้ที่ประชุมสภาฐานันดรลงมติให้สวีเดนประกาศสงครามกับรัสเซีย
 
แต่หลังจากกองทัพสวีเดนก็พ่ายแพ้สงครามอย่างยับเยิน ทั้งจากการคาดสถานการณ์ผิดพลาดและกองทัพที่ไม่มีประสิทธิภาพ แต่ the Hats ก็สามารถเอาตัวรอดได้จากการโยนความผิดให้กับนายพลทั้งสองที่เป็นผู้บัญชาการกองกำลังการรบในฟินแลนด์ อีกทั้งยังมีเหตุบังเอิญที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันจากการสิ้นพระชนม์ของ Ulrika Eleonora ในปี ค.ศ. 1741 ที่ทำให้ที่ประชุมสภาฐานันดรจะต้องหันมาพิจารณาการแต่งตั้งผู้สืบราชสันตติวงศ์โดยเร่งด่วนตามข้อเสนอของฝ่าย the Hats ที่ผสานกับข้อเสนอตัวผู้สืบราชสันตติวงศ์จากทางฝ่ายรัสเซียที่เป็นเงื่อนไขในการเจรจาสันติภาพ และการเกิดกบฎชาวนาที่สร้างความหวั่นวิตกให้กับผู้คนจนลืมที่จะคิดถึงความผิดพลาดของ the Hats ในปี ค.ศ. 1739 ที่เริ่มนำสวีเดนเข้าสู่สงครามกับรัสเซียในสงครามระหว่างรัสเซียกับตุรกี และการดันทุรังที่จะประกาศสงครามกับรัสเซียอีกในปี ค.ศ. 1741

และแม้ว่าการปราบปรามกบฏชาวนาจาก Dalarna จะทำให้ the Hats รอดจากภัยคุกคามที่อันตรายที่สุด แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นได้ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกในสตอคโฮล์ม โดยเฉพาะในหมู่อภิชนชั้นสูงในฐานันดรอภิชนได้เกิดความหวาดกลัวที่จะเกิด  “รัฐบาลภายใต้การปกครองของชาวนา”  ขึ้น

แต่ความหวาดกลัวดังกล่าวนี้เองกลับกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองของ the Hats ที่ the Hats ทำให้เห็นว่า ภายใต้ความแตกต่างทางความคิดและการแบ่งฝักฝ่ายออกเป็นขั้วพรรคการเมืองนั้นลึกๆแล้วเป็นความขัดแย้งในประเด็นการสืบราชสันตติวงศ์ ทั้งๆ ที่สาเหตุหลักของความไม่พอใจของพวกชาวนาหรือฝ่าย the Caps ไม่ได้อยู่ที่ประเด็นการสืบราชสันตติวงศ์เท่ากับนโยบายเดินหน้าทำสงครามที่ผิดพลาดล้มเหลวของ the Hats และจากการใช้ประเด็นการสืบราชสันตติวงศ์เป็นข้ออ้างบังหน้าความล้มเหลวของพวกตน the Hats สามารถฟื้นตัวจากความตกต่ำเสียหายและกลับมาได้ครองอำนาจได้ต่อไป โดยการกุเรื่องและโฆษณาชวนเชื่อให้เกิดความตื่นตระหนกในประเด็นความขัดแย้งเห็นต่างในการสืบราชสันตติวงศ์

 สภาฐานันดร ค.ศ. 1742-43: ความล้มเหลวของ the Caps:

ความอ่อนแอไม่เป็นเอกภาพ ไร้ประสบการณ์และการเคารพในหลักการกฎหมาย 


อันที่จริง ในช่วงวิกฤตของฝ่าย the Hats ที่กล่าวไปโดยเฉพาะวิกฤตในช่วงหลังที่ฝ่าย the Hats ประกาศสงครามกับรัสเซียและพ่ายแพ้ในเวลาต่อมา ย่อมเป็นโอกาสทองของ the Caps ที่จะโจมตีและระดมเสียงในที่ประชุมสภาฐานันดร ค.ศ. 1742-1743 ในการถอดถอนโค่นล้มฝ่าย the Hats ในสภาบริหารและคณะกรรมาธิการสำคัญๆ ต่างๆ โดยบรรยากาศทั่วไปในที่ประชุมสภาฐานันดรขณะนั้นสะท้อนความโกรธแค้นของผู้คนทั้งประเทศและต้องการที่จะให้ the Hats ต้องรับผิดชอบ ซึ่งเสียงข้างในสภาฐานันดรได้ลงมติแต่งตั้ง Ungern-Sternberg ซึ่งเป็นคนของ the Caps ให้ประธานสภาคนใหม่ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีของฝ่าย the Caps ที่ได้เสียงข้างมากสนับสนุน

อีกทั้งการแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งคณะกรรมาธิการลับในครั้งนี้ ได้มีข้อยกเว้นจากสถานการณ์วิกฤตของประเทศ ให้แต่งตั้งบุคคลจากฐานันดรชาวนาเข้าดำรงตำแหน่งในคณะกรรมาธิการลับได้ ทำให้ the Caps มีฐานมั่นคงในคณะกรรมาธิการลับ แต่ฐานันดรพ่อค้าคนเมืองยังสนับสนุน the Hats อยู่

แม้ว่า บรรดาผู้นำฝ่าย the Caps จะประกาศว่าพวกเขาจะ  “ทวงความยุติธรรมกลับคืนมา”  แต่ก็กลับล้มเหลว สาเหตุที่ล้มเหลวคือ  “ความตกระกำลำบากไม่ได้ทำให้พวกเขาเป็นพรรคที่มีประสิทธิภาพ แต่ความสำเร็จก็ดูจะทำให้พวกเขาลดความมุ่งมั่นจนไม่สามารถจะเป็นพรรคที่มีประสิทธิภาพด้วย”  นั่นคือ คณะกรรมาธิการลับที่อยู่ภายใต้ the Caps กลับเป็นคณะกรรมาธิการที่โดดเด่นแตกต่างจากคณะกรรมาธิการลับทุกชุดที่มีมาในสมัย the Hats ครองอำนาจตั้งแต่ ค.ศ. 1738 เพราะคณะกรรมาธิการลับภายใต้ the Caps กลับมีความประนีประนอม (moderation) และเคร่งครัดเคารพหลักการกติกากฎหหมาย

อีกทั้งบรรดาผู้นำในคณะกรรมาธิการลับชุดดังกล่าวนี้ยังกลับทำอะไรผิดพลาดไม่รอบคอบ สร้างความไม่พอใจให้กับฐานเสียงที่สนับสนุนพวกเขาอย่างจริงจัง ถึงขนาดที่มีพวกที่ดูอยากจะยุบเลิกพรรคไปเสียเลยดีกว่าแทนที่จะรณรงค์ต่อสู้เพื่อพรรค ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ Ungern-Sternberg เพราะคณะกรรมาธิการลับฝ่าย the Caps ไม่พยายามที่จะต่อสู้เพื่อพรรคหรือมุ่งที่จะโจมตีเล่นงาน the Hats อย่างจริงๆจังๆ แต่กลับประนีประนอมและเคร่งครัดในกฎกติกา จนทำให้คนจำนวนหนึ่งเห็นว่า ไม่รู้ว่าพวกตนจะต่อสู้หรือรณรงค์เพื่อพรรคกันอีกต่อไปทำไม และจากความอ่อนแอไม่เป็นเอกภาพ ไร้ประสบการณ์และการเคารพในหลักการกฎหมายของทางฝั่ง the Caps นี้เองที่ทำให้ the Hats สามารถเอาตัวรอดจากวิกฤตในที่ประชุมสภาฐานันดร ค.ศ. 1742-43 ไปได้อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้ว

ในตอนต่อไปจะได้กล่าวถึง  สภาฐานันดรกับปัญหากรณีสืบราชบัลลังก์ 

(โปรดติดตามตอนต่อไป)