ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ชวนรู้จักประเทศอิหร่าน ผ่าน 10 เรื่อง ท่ามกลางความขัดแย้งและการนองเลือดในสงครามตะวันออกกลาง จากดินแดนแห่งอารยธรรมเปอร์เซียอันยิ่งใหญ่ สู่ชาติที่ถูกโดดเดี่ยวจากโลกอาหรับ และถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ ก่อโดนไฟสงครามแผดเผากลางเมืองหลวง “กรุงเตหะราน” อันเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ
ดินแดนแห่งอารยธรรมเปอร์เซียอันยิ่งใหญ่
สำหรับ “อิหร่าน” มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน” เป็นประเทศใหญ่ที่สุดอันดับที่ 2 ในตะวันออกกลางและอันดับที่ 18 ในโลก มีประชากรเกือบ 90 ล้านคน “อิหร่าน” เป็นดินแดนแห่งอารยธรรมเปอร์เซียอันยิ่งใหญ่ มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาย้อนหลังนับพันปี เป็นชนชาติที่มีถิ่นกำเนิดจากเทือกเขาคอเคซัส โดย คนอิหร่านเป็น “ชาวเปอร์เซีย” ไม่ใช่ “ชาวอาหรับ” และใช้ภาษา “ฟาซี” (Farsi) ภาษาดั้งเดิมเป็นภาษาราชการ
ในอดีตเป็นที่ตั้งของ “จักรวรรดิเปอร์เซีย” ซึ่งย้อนกลับไปในยุคของ กษัตริย์ไซรัสมหาราช (Cyrus the Great) เมื่อราว 2,500 ปีก่อน ผู้รวบรวมดินแดนให้เป็นปึกแผ่นและสร้าง “เมืองเพอร์เซโปลิส (Persepolis)” ให้เป็นศูนย์กลางการปกครอง ส่งผลให้อารยธรรมเปอร์เซียมีอิทธิพลอย่างกว้างขวาง ทั้งในด้านสถาปัตยกรรม ศิลปะการทอพรม และความเชื่อทางศาสนา
ท่ามกลางความขัดแย้งไฟสงคราม “อิหร่าน” เป็นดินแดนแห่งมรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO ถึง 29 แห่ง อาทิ พระราชวังโกเลสถาน (Golestan Palace) สิ่งปลูกสร้างที่สวยงามในใจกลางกรุงเตหะราน หัวใจทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของอิหร่าน, ซากปรักหักพังเพอร์เซโปลิส บันไดหินแกะสลักและเสาเปอร์เซียโบราณ ตั้งตระหง่านมาแล้วกว่า 2,500 ปี ฯลฯ ล้วนฉายความงดงามและยิ่งใหญ่ของดินแดนแห่งนี้
กรุงเตหะราน ศูนย์กลางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ
ในปฏิบัติการสงครามโจมตี “อิหร่าน” ที่เกิดขึ้นในห้วงเวลานี้ พุ่งเป้าไปที่ “กรุงเตหะราน” เมืองหลวงของประเทศอิหร่าน ซึ่งเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ สำหรับ “กรุงเตหะราน” ตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขาโอบล้อมในตอนกลางค่อนไปทางเหนือของประเทศอิหร่าน บริเวณเชิงเขาเอลโบร์ซ ชื่อ “เตหะราน” แปลว่า “หุบเขาแห่งความสุข” ในภาษาเปอร์เซีย
มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานนับพันปี เริ่มจากการเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในเขตเมืองเรห์ ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนาจนกลายเป็นเมืองสำคัญ โดยในยุค ราชวงศ์กาจาร์ (Qajar dynasty) มีการวางผังเมือง ก่อสร้าง “พระราชวังโกเลสตาน” รวมถึงสถาปัตยกรรมต่าง ๆ สวนสาธารณะ และอาคารราชการมากมาย จนกลายเป็นกรุงเตหะรานอันยิ่งใหญ่ ในฐานะศูนย์กลางการปกครอง เศรษฐกิจ การค้า และวัฒนธรรม
ต่อมาในช่วงทศวรรษ 1920-1930 ได้มีการพัฒนาเมืองครั้งใหญ่ ทั้งการปรับปรุงภูมิทัศน์ของเมืองใหม่ บูรณะอาคารสถานที่ราชการและวังต่าง ๆ ด้วยการแต่งเติมเพิ่มศิลปกรรมแบบเปอร์เซียคลาสสิกเข้าไปทั่วเมือง หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงทศวรรษที่ 1950 - 1960 กรุงเตหะรานเต็มไปด้วยโครงการสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ และช่วงปลายทศวรรษที่ 70 จากอิทธิพลการปฏิวัติอิหร่านทำให้ภาพลักษณ์ใหม่ปรากฎสู่สายตาชาวโลก
ปัจจุบัน “กรุงเตหะราน” เป็นเมืองที่ผสานความเป็นมุมลิมแบบอิหร่านเข้ากับความเป็นตะวันตกและความทันสมัย โดยเฉพะการเป็นศูนย์กลางแห่งอายรธรรมเปอร์เซียที่โดดเด่นมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
มั่งคั่งน้ำมัน ทรัพยากรพลังงาน
ประเทศอิหร่านมีทรัพยากรพลังงานมหาศาล ตามรายงานของ Visual Capitalist เดือน ม.ค. 2569 ระบุว่า อิหร่าน เป็นประเทศอันดับ 3 ของโลก ที่มีปริมาณสำรองน้ำมันดิบมากที่สุด ปริมาณสำรองน้ำมันมากถึง 209 พันล้านบาร์เรล รองจาก อันดับ 1 คือ เวเนซูเอล่า และ อันดับ 2 คือ ซาอุดีอาระเบีย นอกจากนี้ อิหร่าน มีก๊าซธรรมชาติสำรองมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจาก “มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากนานาชาติ” ยาวนานหลายทศวรรษ เพื่อกดดันให้ยุติโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านนั้นได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจประเทศ ช่วงปี 2025 อิหร่านเผชิญกับภาวะวิกฤต อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงกว่าร้อยละ 40 - 60 ค่าเงินเรียลอ่อนค่าลงอย่างหนัก ประชากรจำนวนมากตกอยู่ในความยากจน และแม้อิหร่านจะพยายามสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับ จีน รัสเซีย และเวเนซุเอลา เพื่อเลี่ยงการคว่ำบาตร แต่รายได้หลักจากการขายน้ำมันยังคงถูกจำกัด
ทั้งนี้ หัวใจหลักของความตึงเครียดทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ คือ “โครงการนิวเคลียร์” ซึ่งอิหร่านยืนยันว่าเพื่อวัตถุประสงค์ทางสันติ แต่ระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่พุ่งสูงถึงร้อยละ 60 ในปี 2025 สร้างความกังวลให้กับนานาชาติว่าอิหร่านใกล้จะสร้างระเบิดนิวเคลียร์ได้สำเร็จ
ชนวนคความขัดแย้งที่เกิดขึ้นขยายอิทธิพลผ่านสงครามตัวแทน เครือข่ายกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค เช่น ฮิซบอลเลาะห์, ฮามาส และฮูตี ทำให้อิหร่านกลายเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับอิสราเอล ซึ่งมองว่าโครงการนิวเคลียร์และการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธเป็นภัยคุกคามต่อความคงอยู่ของรัฐ
นับถือนิกายชีอะฮ์
ประชากรของอิหร่านส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม นับศาสนาอิสลาม นิกายชีอะฮ์ นั่นทำให้อิหร่านแตกต่างจากชาติมุสลิมอื่นๆ ตามข้อมูลเปิดเผยว่าประชากรโลกมุสลิมมีราว 2,000 ล้านคน โดยกว่า 85 - 90% เป็นนิกายซุนนี ขณะที่อิหร่านมีประชากรกว่า 90 ล้านคน และส่วนใหญ่นับถือนิกายชีอะฮ์
รอยร้าวระหว่าง ซุนนี กับ ชีอะฮ์ ไม่ได้เริ่มจากหลักความเชื่อที่ต่างกัน แต่เริ่มจากการเมืองหลังการจากไปของท่านนบีมุฮัมหมัดในปี ค.ศ. 632 ซึ่งท่านไม่ได้วางตัวทายาทไว้ ทำให้เกิดภาวะสุญญากาศทางการเมืองและจิตวิญญาณ ชาวมุสลิมกลุ่มใหญ่เห็นว่าควรเลือก ผู้นำ (คอลีฟะฮ์) จากผู้ที่เหมาะสมและเป็นที่ยอมรับ จนได้ "อะบูบักร์" มิตรสหายใกล้ชิดเป็นผู้นำคนแรก แต่มีคนอีกกลุ่มที่ไม่พอใจ เพราะเชื่อว่าผู้นำต้องสืบเชื้อสายมาจากท่านศาสดาเท่านั้น ซึ่งผู้ที่เหมาะสมที่สุดคือ "อะลี" ลูกพี่ลูกน้องและบุตรเขยของท่านศาสดา
อีกทั้ง หลังเกิดโศกนาฏกรรมที่คาร์บาลาในปี ค.ศ. 681 กรณีท่านฮุสเซน หลานของท่านศาสดาถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม โดยกองทัพของฝ่ายปกครองซุนนี สร้างความแค้นแก้ชาวนิกายชีอะห์ตลอดมา
ล้างระบอบกษัตริย์ สู่เทวาธิปไตย
ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 อิหร่านอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ปาห์ลาวี ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ค.ศ.1979 เกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่จากความไม่พอใจต่อการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งเกิดการคอร์รัปชันและอิทธิพลตะวันตก จากการเร่งพัฒนาประเทศให้ทันสมัยตามแบบตะวันตกภายใต้การปฏิวัติขาว (White Revolution) กลับสร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มอนุรักษนิยมและนักบวชทางศาสนา ประกอบกับการที่ต่างชาติเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรน้ำมันดิบ และการปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมืองอย่างรุนแรง ได้กลายเป็นเชื้อไฟที่นำไปสู่การล้มล้างระบอบกษัตริย์ มีการลุกฮือขึ้นโค่นล้มระบอบกษัตริย์ และสถาปนาสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ภายใต้การนำของ อยาตอลลาห์ รูฮอลลาห์ โค
สู่ระบอบการปกครอง “เทวาธิปไตยอิสลาม” (Islamic theocracy) ผสานองค์ประกอบทางศาสนาเข้ากับการเมือง โดยมีหลัก Velayat-e Faqih หรือ การปกครองโดยนักนิติศาสตร์อิสลาม (Guardianship of the Islamic Jurist) รัฐธรรมนูญปี 1979 กำหนดให้ศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์เป็นศาสนาประจำรัฐ และให้อำนาจสูงสุดแก่ผู้นำสูงสุด (Supreme Leader) ซึ่งอยู่เหนือประธานาธิบดีและหน่วยงานทุกภาคส่วน
ช่องแคบฮอร์มุซ จุดยุทธศาสตร์สำคัญ”
ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ประเทศอิหร่าน เป็นจุดสำคัญในการขนส่งน้ำมันและก๊าซ เป็นช่องทางออกทางทะเลเพียงจุดเดียวจากอ่าวเปอร์เซีย โดยประมาณ 1 ใน 5 ของน้ำมันของโลก (ประมาณ 17-18 ล้านบาร์เรลต่อวันของน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมัน) เป็นเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่ออ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมานและทะเลอาหรับ หากเส้นทางนี้ถูกปิดกั้นจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมหาศาลมหาศาล
ที่ผ่านมา อิหร่าน มักขู่ว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อตอบโต้แรงกดดันจากตะวันตก ซึ่งเคยประกาศว่าหากอิหร่านถูกขัดขวางไม่ให้ส่งออกน้ำมันก็จะไม่ให้มีการส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งที่ผ่านมาอิหร่านได้ใช้ข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และกองกำลังในน่านน้ำ เพื่อขัดขวางหรือปิดกั้นการเดินเรือในช่องแคบ
ช่องแคบฮอร์มุซ เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เปราะบางต่อการโจมตีและการเมืองระหว่างประเทศ ช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางเดินเรือ แต่เป็นเครื่องมือต่อรองที่มีอำนาจทำลายล้างเศรษฐกิจโลก
ผู้นำสูงสุด กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ
เหตุการณ์สำคัญ 28 ก.พ. 2569 มีรายงานข่าวยืนยันของสื่อรัฐบาลอิหร่าน ระบุว่า อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดในวัย 86 ปี ได้เสียชีวิตลง จากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลและสหรัฐฯ ที่มุ่งเป้าไปยังที่พักในใจกลางกรุงเตหะรานของอิหร่าน
กล่าวสำหรับระบอบการปกครองของอิหร่านนำโดยผู้นำสูงสุดซึ่งคนล่าสุด คือ อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 1989 โดยผู้นำสูงสุดมีหน้าที่กำกับดูแลกองทัพ รวมถึงกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ที่ทรงอิทธิพล แต่งตั้งหัวหน้าฝ่ายตุลาการ และควบคุมสื่อของรัฐ รวมถึง แต่งตั้งสมาชิกครึ่งหนึ่งของสภาผู้พิทักษ์ (6 คน) ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบผู้สมัครรับเลือกตั้งและสามารถยับยั้งกฎหมายของรัฐสภาได้ และสมาชิกของสภาพิจารณาความเหมาะสม ซึ่งทำหน้าที่แก้ไขข้อพิพาททางกฎหมายและให้คำแนะนำด้านนโยบายอำนาจของประธานาธิบดีอิหร่าน ซึ่งได้รับเลือกจากการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยเป็นเพียงในนามเท่านั้น เนื่องจากนโยบายและการแต่งตั้งต้องได้รับการอนุมัติจากผู้นำสูงสุด
ทั้งนี้ การเสียชีวิตของ คาเมเนอี ท่ามกลางสงครามได้สร้างสุญญากาศทางอำนาจครั้งสำคัญในระบบเทวาธิปไตยของอิหร่าน ความกังวลเรื่องการสืบทอดอำนาจและความไร้เสถียรภาพในภูมิภาคกลับทวีความรุนแรงขึ้น


