xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

“นายกฯหนู” ฝันสลายค่าไฟ 3 บาท หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าดิ่งเหว ข้าวของแพง – ส่งออก - ท่องเที่ยวทรุด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -  สงครามตะวันออกกลางที่ร้อนแรง ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทำให้ต้องลุ้นอย่างหนักว่าค่าไฟฟ้างวดหน้าจะพุ่งสูงแค่ไหน แต่ที่แน่ ๆ คำคุยเขื่องจะกดค่าไฟให้เหลือ 3 บาทต่อหน่วย ของพรรคภูมิใจไทย แกนนำจัดตั้งรัฐบาลในขณะนี้ น่าจะเป็นได้แต่เพียงฝันลม ๆ แล้ง ๆ 

ปลายเดือนมีนาคม 2569 นี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะประกาศอัตราค่าไฟงวดใหม่ (พฤษภาคม-สิงหาคม 2569) หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ มีหนาวเหน็บกันถ้วนหน้าแน่ เอาแค่จะตรึงเท่ากับงวดปัจจุบัน (มกราคม-เมษายน 2569) ซึ่งอยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย บอกได้คำเดียวว่ายากยิ่ง นั่นเพราะราคาน้ำมันและก๊าซฯ ที่นำเข้ามาปั่นไฟพุ่งไม่หยุดฉุดไม่อยู่

ปัจจัยที่ทำให้ค่าไฟฟ้างวดถัดไปมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้น เนื่องมาจากไทยนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากกาตาร์เป็นหลักเพื่อใช้ผลิตไฟฟ้า เมื่อเกิดวิกฤตในภูมิภาคดังกล่าว ทำให้ความเสี่ยงด้านการจัดหาและต้นทุนเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้น โดยแอลเอ็นจีที่มาจากตลาดจร ราคาจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 14-15 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู จากงวดปัจจุบันซื้อที่ราคาระดับ 10 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู

สงครามซึ่งดันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกให้สูงขึ้น บวกค่าขนส่งผ่านเส้นทางเดินเรือในตะวันออกกลางที่เพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ ส่งผลกระทบต่อต้นทุนนำเข้าพลังงานโดยรวม และการปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบต่อการขนส่งเชื้อเพลิงโดยตรง ทำให้อุปทานพลังงานตึงตัวและราคาสินค้าโภคภัณฑ์แพงขึ้น

นอกจากนั้น ภาวะสงครามทำให้นักลงทุนถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า ซึ่งจะทำให้การนำเข้าก๊าซ LNG ที่ใช้ราคาอ้างอิงเป็นสกุลเงินดอลลาร์มีราคาสูงขึ้นเมื่อคิดเป็นเงินบาท

 ทั้งการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และราคาก๊าซ LNG ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงในขณะนี้ กลายเป็น “โจทย์หิน” ที่ทำให้เป้าหมาย ค่าไฟฟ้า 3 บาทต่อหน่วย ของรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทยเข้าใกล้ภาวะ “ฝันสลาย” โดยคำนวณจากก๊าซธรรมชาติคิดเป็นต้นทุนกว่า 60% ของการผลิตไฟฟ้าไทย เมื่อราคา LNG ตลาดโลกพุ่งสูง ต้นทุนการผลิตจริงจะทะลุ 4-5 บาทต่อหน่วยทันที หากรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย ยังจะกดค่าไฟลงเหลือ 3 บาทต่อหน่วยตามที่หาเสียงไว้ขณะที่ต้นทุนนำเข้าเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้น รัฐบาลต้องแบกภาระส่วนต่างมหาศาล สวนทางกับฐานะการคลังในเวลานี้ 

ที่ต้องไม่ลืมเป็นอันขาดก็คือ ยังมีภาระหนี้ กฟผ. ที่หนักอึ้ง โดยปัจจุบัน กฟผ. ยังมีภาระหนี้สะสมจากการช่วยพยุงค่าไฟในอดีต หากรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย ฝืนกดราคาลงเหลือ 3 บาท จะยิ่งทำให้ กฟผ.ขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง และอาจกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว

ที่ผ่านมา รัฐบาลมักใช้ กฟผ.รับภาระต้นทุนเชื้อเพลิง (ค่า FT) แทนประชาชนไปก่อน ปัจจุบัน ณ ต้นปี 2569 กฟผ. ยังคงมีภาระหนี้ค้างรับ (AF) จากการพยุงค่าไฟในอดีตประมาณ 9.8 หมื่นล้านบาท หากรัฐบาลสั่งตรึงค่าไฟที่ 3 บาทต่อหน่วย ในขณะที่ต้นทุน LNG พุ่งสูง หนี้ส่วนนี้อาจทะลุ 1.5 - 2 แสนล้านบาท ภายในสิ้นปี ซึ่งจะกระทบต่ออันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) และความสามารถในการลงทุนขยายโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าของ กฟผ. แม้หนี้ กฟผ. จะไม่ใช่หนี้รัฐบาลโดยตรง แต่หากสถานะการเงินของรัฐวิสาหกิจวิกฤต รัฐบาลอาจต้องเข้ามาค้ำประกันเงินกู้หรืออุดหนุนงบประมาณ

ในปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลมีแผนกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลสูงถึง 1.2 ล้านล้านบาท การนำเงินงบประมาณไปอุดหนุนค่าไฟจะยิ่งเพิ่มสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 65-67% ให้เข้าใกล้เพดานวินัยการเงินการคลังที่ 70% เร็วขึ้น

 ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์  อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตคณะกรรมการการนโยบายการเงิน (กนง.) ประเมินว่าหากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดสนิท ไทยจะเผชิญกับการขาดแคลนพลังงานถึง 1 ใน 3 ของความต้องการใช้ในประเทศ กระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานของไทยทันที และประเมินหากราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นทุก 10 ดอลลาร์ จะทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันในไทยขยับขึ้น 2 บาท ต่อลิตร ส่งผลกระทบต้นทุนขนส่ง ราคาสินค้าเกือบทุกประเภท เงินเฟ้อ รวมทั้งราคา LNG ที่นำเข้าผลิตไฟฟ้ามีแนวโน้มปรับขึ้นตามน้ำมัน ทำให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มในรอบถัดไป

 หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าทิ้งดิ่ง 

ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่พุ่งสูง และสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยังไร้สัญญาณคลี่คลาย บวกกับการประกาศหยุดผลิต LNG ชั่วคราวของผู้ผลิตรายใหญ่ในตลาดโลก ส่งผลให้ราคาก๊าซในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าปรับตัวลงแรงตั้งแต่เปิดตลาดหุ้นช่วงเช้าวันที่ 4 มีนาคม 2569 โดยฉุดตลาดหุ้นร่วงลงกว่า 8.01% (117.52 จุด) หลุดแนวรับสำคัญที่ 1,400 จุด นำไปสู่การใช้มาตรการเซอร์กิตเบรกเกอร์ (Circuit Breaker) เพื่อหยุดพักการซื้อขายชั่วคราวและลดความตื่นตระหนก เมื่อปิดตลาด SET Index ปิดลบ 81.90 จุด หลังจากฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยจากการหยุดพักการซื้อขาย และในวันถัดมาตลาดหุ้นกลับมาเขียวขานรับอิหร่านเปิดกว้างเจรจรายุติสงคราม แต่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง

ประเทศไทยมีสัดส่วนการนำเข้า LNG ประมาณ 27% ของการใช้ก๊าซทั้งหมด หรือเกือบ 1 ใน 3 ของระบบ ทำให้โรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงหลักต้องเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน และกลายเป็นแรงฉุดสำคัญของดัชนี ขณะที่การประกาศใช้มาตรการ Circuit Breaker ส่งผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทั้งด้านลบและบวก

 กลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ คือ กลุ่มโรงไฟฟ้า กลุ่มนี้เผชิญกับแรงขายหนักที่สุด (Panic Selling) เนื่องจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) และขนาดเล็ก (SPP) ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคา LNG ในตลาดโลกที่ดีดตัวสูงขึ้น นักลงทุนกังวลว่าผู้ผลิตไฟฟ้าจะไม่สามารถผลักภาระต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นไปยังค่าไฟได้ทั้งหมดในทันที ทำให้ส่วนต่างกำไร (Margin) ลดลง ตัวอย่างหุ้นที่ได้รับผลกระทบ อาทิ GULF, GPSC และ BGRIM 

ส่วนกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ คือกลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น หุ้นกลุ่มนี้มักเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับราคาน้ำมันโลกที่พุ่งขึ้นจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยกลุ่มพลังงานต้นน้ำที่ได้อานิสงส์จากราคาขายน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้นตามราคาตลาดโลก อาทิ PTTEP ส่วนกลุ่มโรงกลั่นมีโอกาสบันทึกกำไรจากสต็อกน้ำมันในระยะสั้นเมื่อราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

สำหรับกลุ่มค้าปลีกน้ำมัน ที่ต้องให้ความร่วมมือให้ตรึงราคาน้ำมันเพื่อบรรเทาค่าครองชีพ เช่น PTT และ OR ในขณะที่ต้นทุนนำเข้าสูงขึ้น อาจกดดันกำไรขั้นต้นของสถานีบริการน้ำมันในระยะสั้น

 คนไทยรับสภาพ “เดอะแบก” ค่าครองชีพพุ่ง 

นอกจากจะต้องลุ้นค่าไฟฟ้างวดถัดไปแล้ว มาวิเคราะห์เจาะลึกกันว่าสงครามตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะกระทบเป็นโดมิโนต่อราคาสินค้ารายตัวและต้นทุนค่าครองชีพของคนไทยที่ต้องกลายเป็น “เดอะแบก” ระดับไหน

 ภาคส่วนแรกคือ ภาคการเกษตร ไทยนำเข้าวัตถุดิบแม่ปุ๋ยจากต่างประเทศเกือบ 100% โดยตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตปุ๋ยไนโตรเจน (ยูเรีย) คาดว่าต้นทุนปุ๋ยเคมี จะปรับตัวสูงขึ้น 20-30% ตามราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลก หากเส้นทางขนส่งติดขัด เมื่อต้นทุนปุ๋ยและน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถไถ/เครื่องสูบน้ำพุ่งสูงขึ้น จะกดดันให้ราคาพืชผล เช่น ข้าว ปาล์มน้ำมัน และพืชไร่ ต้องปรับตัวสูงขึ้นตาม แต่เกษตรกรอาจได้กำไรน้อยลง เนื่องจากต้นทุนการผลิตพุ่งแรงกว่าราคาขาย 

สำหรับกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ราคาสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตจะได้รับผลกระทบจากค่าขนส่งและบรรจุภัณฑ์เป็นหลัก โดยกลุ่มอาหารสด : เนื้อหมู ไก่ ไข่ จะแพงขึ้นจากต้นทุนอาหารสัตว์ ซึ่งเกี่ยวพันกับราคาธัญพืชและค่าขนส่งเรือ คาดว่าราคาจะขยับขึ้น 5-10%

น้ำมันพืชและสินค้ากึ่งสำเร็จรูป : ต้นทุนการผลิตในโรงงานที่ใช้ก๊าซหุงต้ม (LPG) และน้ำมันเตา รวมถึงพลาสติกบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเป็นผลผลิตจากปิโตรเคมี จะปรับตัวสูงขึ้น

ค่าขนส่งโลจิสติกส์ : ทุกๆ 1 บาทที่ราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้นประมาณ 3-5%

นักวิเคราะห์เศรษฐกิจ ประเมินว่า หากราคาน้ำมันดิบยืนเหนือ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล เป็นเวลานานกว่า 3 เดือน คาดว่าอัตราเงินเฟ้อ (CPI) มีโอกาสพุ่งสูงขึ้นไปแตะระดับ 3.5% - 5.0% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้เพียง 1-2%

ผลจากการปรับขึ้นราคาพลังงานและสินค้าอุปโภคบริโภค ประชาชนไทยจะมีภาระค่าใช้จ่ายรายเดือน หรือค่าครองชีพเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 8% - 12% ต่อครัวเรือน ยกตัวอย่าง ครอบครัวที่มีรายจ่ายเดือนละ 20,000 บาท อาจต้องจ่ายเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1,600 - 2,400 บาทต่อเดือน โดยส่วนใหญ่หมดไปกับค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน และค่าอาหาร วิกฤตนี้จะซ้ำเติมปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยที่มีระดับสูงกว่า 90% ของ GDP เนื่องจากรายได้โตไม่ทันรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยพลังงานโลก

 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ออกมาตรการเข้มงวดเพื่อควบคุมราคาสินค้าและป้องกันการฉวยโอกาสท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ห้ามกักตุนสินค้า และตรวจสอบการปรับขึ้นราคาต้องสอดคล้องกับต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นจริง ประสานงานกับผู้นำเข้าเพื่อตรวจสอบระดับสต็อกสินค้าและกระจายห่วงโซ่อุปทานออกจากพื้นที่เสี่ยง และประเมินต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น เพื่อวางแผนนโยบายช่วยเหลือที่ตรงจุด

กรมการค้าภายใน ย้ำให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 อย่างเคร่งครัด ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาหรือกักตุนหากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และต้องติดป้ายแสดงราคาสินค้าให้ชัดเจน ครบถ้วน และห้ามปฏิเสธการจำหน่ายสินค้าโดยไม่มีเหตุอันควร

 นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์  เลขาธิการสมาพันธ์ผู้ค้าปลีกแห่งเอเชียแปซิฟิก (FARPA) ระบุว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 3 เดือน ความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะเริ่มสั่นคลอนและชะลอการใช้จ่าย โดยราคานํ้ามันที่ดันสูงขึ้นจะกระทบต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน ขนส่ง และการเงินก่อนส่งผ่านสู่ราคาสินค้า จึงเสนอให้รัฐโฟกัสแก้ปัญหาที่ต้นนํ้าและภาคการผลิต ควบคู่บริหารต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ เพื่อชะลอการส่งผ่านต้นทุนและประคองกำลังซื้อ

ส่งออกกระทบหนักอาจวูบ 6 หมื่นล้าน 

สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ยังฉุดการส่งออกของไทย โดยรองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า ไทยส่งออกไปตะวันออกกลาง 15 ประเทศ มูลค่า 4 แสนล้านบาท ในปี 2568 หรือราว 4% ของส่งออกรวม โดย 70% กระจุกในกลุ่ม GCC เช่น ซาอุดีอาระเบีย, UAE หากเส้นทางเดินเรือหรือสายการบินสะดุด 2 เดือน จากมูลค่าส่งออกเฉลี่ยเดือนละ 3.3 หมื่นล้านบาท ความเสียหายอาจแตะ 6 หมื่นล้าน

วิกฤตสงครามในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เปรียบเสมือนฝันร้ายของภาคการส่งออกไทย เพราะนี่คือเส้นทางยุทธศาสตร์ของการค้าโลก โดยมีผลกระทบต่อค่าขนส่งและสินค้าไทย ทั้งค่าระวางเรือพุ่งสูงแบบก้าวกระโดด อาจพุ่งขึ้นสูงถึง 50-100% ในเวลาอันสั้น และหากเรือไม่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซ การอ้อมเส้นทางไปทางแหลมกู๊ดโฮป (แอฟริกาใต้) จะเพิ่มเวลาเดินทางอีก 10-15 วัน ทำให้ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและค่าเช่าเรือสูงขึ้น ตู้คอนเทนเนอร์หมุนเวียนกลับมาไม่ทัน จะเกิดปัญหาตู้ขาดแคลนซ้ำรอยช่วงโควิด-19

สำหรับสินค้าส่งออกของไทยที่จะได้รับผลกระทบ อาทิ สินค้าเกษตรและอาหารที่เน่าเสียง่าย การขนส่งที่ล่าช้าจะกระทบต่อคุณภาพสินค้า เช่น ผลไม้สด เนื้อสัตว์แช่แข็ง ซึ่งไทยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ไปตะวันออกกลาง สินค้ากลุ่มยานยนต์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อาจเผชิญภาวะ “Supply Chain Disruption” เนื่องจากบางชิ้นส่วนต้องนำเข้าผ่านเส้นทางนี้

นักวิเคราะห์ประเมินว่าหากวิกฤตยืดเยื้อต้นทุนส่งออกรวมอาจเพิ่มขึ้น 10-15% เป้าหมายการส่งออกในปี 2569 อาจขยายตัวต่ำ หรืออาจถึงขั้นติดลบ หากสถานการณ์รุนแรงจนกระทบเศรษฐกิจโลก

 ท่องเที่ยว - ทัวร์สุขภาพ คาดสูญกว่าแสนล้าน 

สำหรับผลกระทบด้านการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประเมินว่า มีนาคม 2569 นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเข้าไทยราว 2.8 ล้านคน ตํ่ากว่าเป้าเดิม 3 ล้านคน ลดลงประมาณ 150,000 คน จากตลาดตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา

ส่วนแนวโน้มทั้งปี 2569 ททท. ประเมินไว้ 2 ฉากทัศน์ กรณี “Best Case” หากจบใน 2 สัปดาห์ ตลาดระยะไกลฟื้นใน 1 เดือน จีนยังโตต่อเนื่อง และอาจย้ายปลายทางมาไทย คาดทั้งปีโต 6 – 9% หรือ 35 – 36 ล้านคน แทบไม่กระทบ ส่วนกรณี “Worst Case” หากยืดเยื้อเกิน 3 เดือน การฟื้นตัวกลับของตลาดระยะไกลจะฟื้นช้า คาดนักท่องเที่ยว เหลือ 30 – 31 ล้านคน ลดลง 5 – 8% จากปี 2568 โดยยุโรป อเมริกา และตะวันออกกลางกระทบหนัก

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อและรุนแรง จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ อาจหายไปประมาณ 2-3 ล้านคน จากเป้าหมายเดิม รายได้จากการท่องเที่ยวอาจสูญเสียไปกว่า 1.5 - 2.5 แสนล้านบาท โดยตลาดตะวันออกกลาง กลุ่มนักท่องเที่ยวมีกำลังซื้อสูง นิยมเข้ามาใช้บริการ Medical Tourism (ตรวจสุขภาพ/ศัลยกรรม) มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริป (เฉลี่ย 10-14 วัน) ประมาณ 80,000 - 120,000 บาทต่อคน สูงกว่าค่าเฉลี่ยรวมของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั่วไปซึ่งอยู่ที่ประมาณ 45,000 - 55,000 บาทต่อทริป (เฉลี่ย 8-9 วัน) การหายไปของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เพียง 1 แสนคน อาจหมายถึงรายได้การท่องเที่ยวที่หายไปกว่า 1 หมื่นล้านบาท ทันที

นอกจากนั้น ยังกระทบต่อหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลที่เน้นลูกค้าต่างชาติ เช่น กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS), บำรุงราษฎร์ (BH) จะได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากลูกค้าชาวตะวันออกกลางเป็นฐานรายได้หลักในส่วนของ International Patient โดย BH มีสัดส่วนรายได้จากลูกค้าต่างชาติ ประมาณ 64-67% มีสัดส่วนจากลูกค้าตะวันออกกลาง 18-24% ถือว่าสูงมาก หากการเดินทางหยุดชะงักจะกระทบกำไรโดยตรง

ส่วน BDMS มีสัดส่วนรายได้จากลูกค้าต่างชาติประมาณ 28-30% มีสัดส่วนจากลูกค้าตะวันออกกลาง4-5% กระทบในวงจำกัด เนื่องจากฐานรายได้หลัก ประมาณ 70%มาจากผู้ป่วยชาวไทย ดังนั้น BH มีความเสี่ยงเชิงลบ (Downside Risk) สูงกว่า BDMS ในเชิงโครงสร้างรายได้ หากสงครามในตะวันออกกลางขยายวงกว้างจนกระทบการบินระยะไกล

 เศรษฐกิจไทยท่ามกลางความเสี่ยงเยี่ยงนี้ “รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย” ยังพลัสไหวไหม