ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - จับตาสถานการณ์แรงงานข้ามชาติลักลอบทำงานอย่างผิดกฎหมายในประเทศไทย การจับกุมลูกจ้างทุนจีนหลอกขายสินค้าปลอมให้แก่นักท่องเที่ยวย่านเศรษฐกิจใจกลางกรุงเทพฯ ตลอดจนการจับกุมต่างด้าวลอบทำงานผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง และปัญหาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายที่คุกคามระบบสาธารณสุขไทย การแบกรับภาระค่ารักษาพยาบาลหลักมนุษยธรรม
ล่าสุด กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เปิดปฏิบัติเชิงรุกระดมกวาดล้างเครือข่ายต่างด้าวลูกจ้างทุนจีน ที่ลักลอบหลอกลวงนักท่องเที่ยวจำหน่ายสินค้าปลอมให้กับนักท่องเที่ยว พบการใช้นอมินีและการตั้งธุรกิจผิดกฎหมายในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจประเทศอย่างมาก ยังกระทบภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศไทยในฐานะแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของโลก
ปฏิบัติดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่ได้รับการร้องเรียนว่ามีแรงงานต่างด้าว ลักลอบการจำหน่ายสินค้าที่ปลอมเครื่องหมายการค้าให้แก่นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวในประเทศ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวของไทย โดยจับกุมผู้ต้องหาเป็นชาวเมียน 2 ราย คนไทย 1 ราย พร้อมของกลาง เป็นสินค้าปลอมเครื่องหมายการค้าหลายรายการ อาทิ แว่นตา เสื้อ ผ้าคลุมไหล่ และสินค้าแบรนด์เนมประเภทต่าง ๆ ที่นำมาจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยว และมีการแจ้งความดำเนินคดีในฐานความผิด “ร่วมกันเสนอจำหน่ายซึ่งสินค้าที่ปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักร”
หรือก่อนหน้านี้ ปฏิบัติการของกรมการจัดหางาน ร่วมกับสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง และ อย. จับกุมแรงงานจีน 13 ราย ขณะไลฟ์สดขายสินค้าในห้างสรรพสินค้าย่านรัชดา ทั้งที่ถือเพียงวีซ่าท่องเที่ยว และไม่มีใบอนุญาตทำงาน พร้อมตรวจยึดผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีฉลากภาษาไทยและไม่มีเครื่องหมาย อย. มาดำเนินการตามกฎหมาย
โดยที่ผ่านมาทางการไทยดำเนินการปราบปรามแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายอย่างเต็มกำลัง นส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลสั่งการฝ่ายความมั่นคงบูรณาความร่วมมือร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ตรวจสอบการทำงานของแรงงานด้าวและสถานประกอบการอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการลักลอบทำงานผิดกฎหมาย หากพบทำงานผิดกฎหมายจะดำเนินคดีโดยเด็ดขาด
“คนต่างด้าวที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่ทำได้ มีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 – 50,000 บาท และจะถูกส่งกลับประเทศต้นทาง รวมถึงห้ามขอใบอนุญาตทำงานเป็นเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้รับโทษ ขณะที่นายจ้าง/สถานประกอบการที่รับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน หรือให้คนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ มีโทษปรับตั้งแต่ 10,000 – 100,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน หากกระทำผิดซ้ำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 – 200,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน และห้ามจ้างคนต่างด้าวทำงานเป็นเวลา 3 ปี”
โดยกระทรวงแรงงานได้เร่งจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว ป้องกันการทำงานผิดกฎหมายและแย่งอาชีพคนไทย พร้อมเปิดสายด่วน 1506 ให้ประชาชนแจ้งเบาะแส นายจ้างและแรงงานต่างด้าวที่ฝ่าฝืนมีโทษปรับและจำคุก
นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่าหากพบการกระทำผิดจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด และขอย้ำว่าแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยต้องเคารพกฎหมาย โดยแรงงานต่างด้าวต้องมีเอกสารประจำตัวบุคคลและใบอนุญาตทำงานถูกต้อง รวมทั้งต้องไม่ทำงานที่สงวนไว้สำหรับคนไทย
นอกจากนี้ ยังเกิดปัญหาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายสะเทือนระบบสาธารณสุขไทย เพราะต้องแบกรับภาระค่ารักษาพยาบาลดำเนินการตามหลักมนุษยธรรม
พล.ต.นพ. เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ตีแผ่สถานการณ์ปัญหาผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัวเผยว่า รพ.มงกุฎวัฒนะประสบปัญหานายจ้างไทยลักลอบนำแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายที่เจ็บป่วยมาทิ้งไว้ให้ทางโรงพยาบาลดูแล โดยปฏิเสธความรับผิดชอบ
"รพ.มงกุฎวัฒนะขอความช่วยเหลือด่วนที่สุด เนื่องจาก นายอธิป นายจ้างไทย ได้ลักลอบนำแรงงานพม่าเข้ามาทำงานโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย แล้วนำลูกจ้างมาทิ้งให้เป็นภาระกับ รพ.มงกุฎวัฒนะ เนื่องจากเกิดอาการเจ็บป่วย โดยปฏิเสธความรับผิดชอบของการเป็นนายจ้างเหมือนนายจ้างเลวทุกๆ รายที่ผ่านมา รพ.มงกุฎวัฒนะขอประกาศให้ทราบทั่วกันว่า รพ.มงกุฎวัฒนะไม่มีงบประมาณใดๆ ที่จะนำมาช่วยรักษาคนต่างด้าวที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนสิทธิประกันสังคมอย่างถูกต้องตามกฎหมายนะครับ
“การนำคนต่างด้าวที่เป็นแรงงานเถื่อนมาทิ้งให้เป็นภาระแก่ รพ.มงกุฎวัฒนะ เกิดขึ้นหลายครั้งหลายครา โดยไม่เคยมีใครรับผิดชอบ แม้แต่กระทรวงแรงงานก็ไม่เด็ดขาด ปล่อยปละละเลย ครั้งนี้ รพ.มงกุฎวัฒนะจึงมีความจำเป็นต้องเด็ดขาดและขอประกาศความไร้มนุษยธรรม ทั้งนี้เพื่อมิให้ รพ.มงกุฎวัฒนะต้องแบกภาระแรงงานเถื่อนผิดกฎหมายจากนายจ้างไทยซ้ำซากอีกต่อไป และขอความกรุณากระทรวงแรงงานได้โปรดดำเนินการอย่างจริงจังและเด็ดขาดกับ นายอธิป จันทร์เดิม นายจ้างไทยคนนี้ด้วย เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างเช่นนี้อีก”
อ้างอิงข้อมูลจากเครือข่ายประชากรข้ามชาติ เปิดเผยแรงงานข้ามชาติในไทยที่มีอยู่ประมาณ 3.6 ล้านคน โดยเป็นแรงงานในระบบประกันสังคม จำนวน 1,396,810 คน แบ่งเป็นจ่ายเงินซื้อประกันเอกชนด้วยตนเอง จำนวน 725,952 คน, จ่ายเงินซื้อประกันสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 723,910 คน จ่ายเงินซื้อประกันทางเลือก จำนวน 90,000 คน และ กองทุน ท.99 จำนวน 739,804 คน
ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าแรงงานต่างด้าวจำนวนกว่าครึ่งอยู่นอกระบบ ดังนั้น หากเกิดกรณีเจ็บป่วยจำเป็นต้องเข้าโรงพยาบาล อาจต้องชำระค่าใช้จ่ายทั้งหมดด้วยตัวเอง ซึ่งมีแนวโน้มสูงว่าไม่มีศักยภาพจ่ายและเป็นภาระแก่ระบบสาธารณสุขไทย
ทั้งนี้ สิทธิการรักษาสำหรับคนต่างด้าวออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1. บุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิหรือบุคคลไร้รัฐ (กลุ่ม ท.99) 2. แรงงานต่างด้าวที่ลงทะเบียนถูกต้อง 3. กองทุนประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าว สำหรับแนวทางปฏิบัติสำหรับกลุ่มไม่มีสิทธิรักษา ส่วนกลุ่มผู้ไม่มีสัญชาติไทยที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคมหรือประกันสุขภาพกระทรวงสาธารณสุข และไม่ใช่บุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิตามที่มติ ครม.กำหนด หากเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลรัฐ จะต้องชำระค่ารักษาเองเต็มจำนวน
อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่มีความสามารถในการชำระค่าบริการ หน่วยบริการสามารถพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม โดยงบประมาณบางส่วนอาจได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายองค์กรนานาชาติ ซึ่งการดูแลคนต่างด้าวภายใต้ระบบสาธารณสุขไทย เป็นการผสมผสานระหว่างความจำเป็นทางกฎหมายและความรับผิดชอบทางมนุษยธรรม
ตามข้อมูลเผยภาระค่ารักษาพยาบาลของแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โรงพยาบาลรัฐต้องแบกรับค่ารักษาที่ไม่สามารถเรียกเก็บได้ถึงเกือบ 13,000 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมและความจำเป็นในการจัดการระบบสิทธิรักษาพยาบาลสำหรับผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทย
นายอนรรฆ พิทักษ์ธานิน ผู้อำนวยการศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่าปัจจุบันระบบหลักประกันสุขภาพสำหรับแรงงานข้ามชาติยังมีความท้าทายด้านความทั่วถึง ความเท่าเทียม และความเป็นเอกภาพ แม้จะมีหลายกลไก แต่ยังไม่สามารถทำให้ทุกคนเข้าถึงสิทธิได้จริง
โดยผลสำรวจแรงงานข้ามชาติในพื้นที่กรุงเทพฯ และสมุทรสาคร พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อาศัยในไทยเกิน 5 ปี อายุเฉลี่ย 36 ปี ทำงานในภาคบริการและอุตสาหกรรมการผลิต แต่ข้อมูลที่น่ากังวลคือ เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามยังไม่รู้หรือไม่แน่ใจในสิทธิสุขภาพของตนเอง และมีเพียง 7.3% ที่ระบุว่าเข้าใจสิทธิอย่างชัดเจน ขณะที่ราว 30% ยอมรับว่ายังไม่รับรู้สิทธิเลย
ผลสำรวจเจ้าหน้าที่รัฐพบว่า ส่วนใหญ่เห็นด้วยอย่างยิ่งว่าแรงงานข้ามชาติควรได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียม โดยให้คะแนนเฉลี่ย 8.6 จาก 10 คะแนน แต่มีความกังวลเรื่องภาระงบประมาณ ความแออัด และภาระงานของโรงพยาบาล
ข้อเสนอสำคัญ ต้องออกแบบเชิงระบบให้ครอบคลุม เหมาะสม มีประสิทธิภาพ และไม่เป็นภาระของทุกภาคส่วน เช่น การแก้ไขมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 จะเป็นการสร้าง โอกาส (OPPORTUNITY) เชิงระบบ เป็นการเปิดทางให้ บอร์ด สปสช. สามารถออกแบบระบบที่ครอบคลุมบุคคลไม่มีสัญชาติไทยได้อย่างเป็นทางการ โดยกำหนดหลักเกณฑ์การร่วมจ่ายเข้ากองทุนได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยสร้างกลไกกลาง ลดภาระโรงพยาบาล เปิดช่องให้แรงงานซื้อสิทธิได้ด้วยตนเอง ลดการพึ่งพานายจ้าง และออกแบบระบบให้รองรับการย้ายถิ่น
สถานการณ์แรงงานต่างด้าวเผชิญปัญหาทับซ้อนหลายมิติ นับเป็นความท้าทายของรัฐบาลไทย


