xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

เลือกตั้งโมฆะ + รบ.แดง - ส้ม - เขียว สูตรล้ม “ภูมิใจไทย”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ถ้าพิจารณาจากสถานการณ์การเมือง ณ ต้องนี้ คงต้องยอมรับว่า “ค่ายสีน้ำเงิน-พรรคภูมิใจไทย” นั้น มีอำนาจการต่อรองสูงยิ่ง กระทั่งสามารถควบคุมการจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ไม่ว่าจะเป็นการที่ “ค่ายสีแดง-พรรคเพื่อไทย” ยกขบวนกันไป “มอบตัว” ถึงที่ทำการพรรคว่าจะสนับสนุน “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” ให้เป็นนายกรัฐมนตรี รวมถึงสามารถบีบ “เพื่อนรักที่กอดคอร่วมสู้” อย่าง “ค่ายสีเขียว-พรรคกล้าธรรม” ของ “ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า” ให้หลุดพ้นจากวงโคจรร่วมรัฐบาลอย่างเจ็บปวดที่สุดด้วยข้ออ้างในเรื่อง “สีเทา” บวกกับ “ลุง” ที่ไม่ต้องการให้ร้อยเอก ธรรมนัสร่วมรัฐบาล เพราะเจ็บแค้นเคืองโกรธเมื่อครั้งปฏิบัติล้มกลางสภาแต่แผนแตกเสียก่อน

ดังนั้น ถ้าสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไปก็หมายความว่า พรรคภูมิใจไทยจะมีความได้เปรียบทางการเมืองขั้นสุด ขณะที่พรรคอื่นๆ จะตกเป็นเบี้ยล่าง ซึ่งไม่ใช่เฉพาะแค่พรรคเพื่อไทยและพรรคกล้าธรรมเท่านั้น หากยังรวมถึง “พรรคประชาชน” ที่เพลี่ยงพล้ำชนิดที่อาจจะยากที่ฟื้นคืนชีพกลับมาเลยก็ว่าได้ ด้วยบทเรียนที่ผ่านมาทำให้เห็นแล้วว่า การที่พรรคภูมิใจไทยอยู่ในอำนาจนั้นน่ากลัวสักเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อสามารถยึด “กระทรวงมหาดไทย” จนสามารถสร้าง “เครือข่ายสีน้ำเงิน” ได้ทั่วประเทศ

ถามว่าแล้วจะหยุดยั้งพรรคภูมิใจไทยได้อย่างไร

ก็ต้องตอบว่า มีความเป็นไปได้ 2 ทางหรือที่เรียกว่า “สูตรล้มรัฐบาลสีน้ำเงิน” ซึ่งเป็นสิ่งที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” และ “เนวิน ชิดชอบ” กริ่งเกรงมากที่สุด เพราะจะทำให้ภาวะ “ฝันอร่อย” สูญสลายไปโดยสิ้นเชิง

สูตรแรกก็คือ “การเลือกตั้งเป็นโมฆะ” โดยเป็นผลมาจากการใช้ “บาร์โค้ด” ของ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)” ที่ทำให้การเลือกตั้ง “ไม่เป็นความลับ” รวมถึงกรณี “บัตรเขย่ง” ที่ใช้กลไก “เครือข่ายสีน้ำเงิน” บริหารจัดการการเลือกตั้งให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการจนทำให้การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มีปัญหาในเรื่องความบริสุทธิ์ยุติธรรม

โดยเฉพาะกรณี “บาร์โค้ด” เพราะมีนักกฎหมายระดับเกจิหลายคนมองเห็นว่า ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ โดยหนึ่งในคนสำคัญก็คือ “วิษณุ เครืองาม”

นายวิษณุ อธิบายว่า การตีความกฎหมายเรื่องนี้ได้ 2 แนวทาง คือ แนวทางที่ 1 ผลการลงคะแนนเลือกตั้งไม่ลับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำผิดและขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะบาร์โค้ดทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงอย่างไร ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 แนวทางที่ 2 ผลการลงคะแนนยังเป็นไปในทางลับ โดยพิจารณาตอนกากบาทลงคะแนนในคูหา โดยความเห็นส่วนตัว ตนเห็นด้วยกับแนวทางที่ 1 ว่าไม่ได้ลับ เพราะสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ คำว่าลับในรัฐธรรมนูญมาตรา 85 หมายความว่า ต้องเป็นความลับตลอดเวลา ถ้าลับแบบหลังจากเลือกไปแล้ว อีก 2 เดือนมาเปิดดูแล้วรู้ว่าใคร ถือว่าเลือกตั้งโดยลับไม่ได้

ขณะที่ “สมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีตกรรมการการเลือกตั้ง แสดงความคิดเห็นเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า “ใครคือไอ้โม่ง เรื่องบาร์โค้ด บนบัตรชมพู วันนี้ ลับไม่ลับ ขัดไม่ขัด โมฆะไม่โมฆะ คงต้องไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่หากจบว่า ผิด ต้องมีคำตอบว่า ใครคือไอ้โม่ง ที่ตัดสินใจให้มีสิ่งนี้ในบัตรเลือกตั้ง ปี 2569 ก่อนหน้านี้ไม่เคยมี ปี 2566 ที่มีคิวอาร์โค้ด ก็แค่เชื่อมโยงไปแค่ล็อตการจัดส่งเพื่อตรวจสอบว่า บัตรนี้ส่งไปไหน ไว้ตรวจสอบเวลามีปัญหา ไม่ได้เชื่อมละเอียดถึงต้นขั้วแต่ละใบเหมือนของปี 69 ใครคือ ไอ้โม่ง ที่คิดให้มีการเปลี่ยนแปลง? หากจะบอกว่า โรงพิมพ์เสนอ แต่ต้องมีคนไปบอกว่า ให้ทำแบบนี้ คนนั้นคือไอ้โม่ง

“ไอ้โม่ง ไม่ใช่พนักงาน กกต. เล็ก ๆ ที่มีหน้าที่จัดซื้อจัดจ้างแน่นอน เพราะเด็ก ๆ จะไม่ริเริ่มทำสิ่งที่แตกต่างเองยกเว้นว่าจะมีเจ้านายสั่ง ไอ้โม่ง จึงอาจเป็นเจ้านาย คนใดคนหนี่งที่มีอำนาจปกครองบังคับบัญชา ตั้งแต่ ผอ.สำนัก รองเลขาธิการ เลขาธิการ ทีมที่ปรึกษาหน้าห้อง กกต. หรือ ไปถึง กกต. คนใดคนหนึ่ง เมื่อไอ้โม่งสั่ง เจ้าหน้าที่ก็ต้องสนอง บอกโรงพิมพ์ให้ดำเนินการ โดยอาศัยช่องว่างการตีความในระเบียบ กกต. เกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง ที่ระบุว่า สามารถทำรหัสเพื่อป้องกันการทุจริตได้ ไอ้โม่ง ไม่ต้องรับผิด เพราะโรงพิมพ์เสนอตามเงื่อนไขช่องว่างใน TOR กรรมการจัดซื้อจัดจ้างที่ทำสัญญา กรรมการตรวจรับการจ้าง ทุกคนก็ทำงานไปตามระเบียบ

“แล้วถามว่าใครต้องรับผิดชอบ คำตอบ คือ กรรมการการเลือกตั้ง 7 คน ต้องรับผิดชอบ เพราะเป็นผู้อนุมัติและกำกับดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แล้วอาจไล่ลงมาที่ เลขา รองเลขา ผอ. สำนัก เจ้าหน้าที่ระดับล่าง เพื่อร่วมกันหารยาว แบ่งกันร่วมรับผิดชอบความเสียหายหลายพันล้านที่เกิดขึ้น ส่วนการจะเอาผิดกับไอ้โม่ง คือ ข้างล่างต้องชี้ขึ้น ว่าใครสั่ง และข้างบนต้องชี้ลงว่า คนนี้เสนอ ง่าย ๆ แค่นี้ หรือจะช่วยกันปิดปากและหารค่าเสียหายก็แล้วแต่คิด”

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงทำให้ค่ายสีน้ำเงินเต้นเร่าๆ เป็นเจ้าเข้า พร้อมกับส่ง “องครักษ์ผู้พิทักษ์” อย่าง “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ที่มีชื่อติดโผรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีของนายอนุทินด้วยออกมาทำหน้าที่ “เนติบริกร” เพื่อยืนยันว่า “ลับ” โดยอ้างว่า ไม่จำเป็นต้อง “ลับสุดยอด” เพราะ “ลับเฉพาะกกต.” ก็เพียงพอแล้ว

สำหรับคดีความเกี่ยวกับเรื่องนี้นั้น แบ่งออกเป็น 2 คดีสำคัญคือ

หนึ่ง - กรณียื่นฟ้อง กกต.เอาผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นำโดยพรรคประชาชนยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นอกจากนี้ยังมีภาคประชาชน ได้ยื่นฟ้องในประเด็นนี้เช่นกัน โดยในวันที่ 17 มีนาคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตฯ จะนัดตรวจคำฟ้อง

สอง - ภาคประชาชน นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และนักการเมืองบางพรรค ยื่นคำร้องไปยังผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้พิจารณาส่งคำวินิจฉัยไปศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาสั่งให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ และบางส่วนยื่นฟ้องศาลปกครอง ขอคุ้มครองชั่วคราวไม่ให้ประกาศผลการเลือกตั้ง นำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ ปัจจุบันเรื่องนี้ผู้ตรวจการแผ่นดิน สั่งการให้ กกต.ชี้แจงปม “บาร์โค้ด” ภายใน 15 วัน เบื้องต้น กกต.ได้ยื่นขอขยายระยะเวลา โดยผู้ตรวจการแผ่นดิน ขีดเส้นตายต้องแจงภายใน 27 กุมภาพันธ์นี้

สูตรที่สองคือ การจัดตั้ง “รัฐบาลไฟจราจร” หรือ “รัฐบาลแดง+ส้ม+เขียว” เพื่อปลดแอดออกจาก “ค่ายสีน้ำเงิน” ตามที่มีการแสดงความคิดเห็นในโลกสังคมออนไลน์แล้วสื่อนำไปถามต่อ ซึ่งแม้โอกาสเป็นจริงจะค่อนข้างยาก โดยเฉพาะการจับมือกันระหว่าง “พรรคประชาชนกับพรรคกล้าธรรม” แต่ก็ต้องบอกว่า เป็นสูตรที่จะสามารถล้มรัฐบาลที่นำค่ายสีน้ำเงินได้

ถามว่า ทำไมการจับมือตั้งรัฐบาลไฟจราจรจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

คำตอบคงต้องเริ่มจาก “พรรคเพื่อไทย” ที่วันนี้ต้องจำยอม “กินน้ำใต้ศอก” เพียงเพราะแกนนำของพรรคมีความเห็นว่า การได้ร่วมรัฐบาลจะทำให้ค่ายสีแดงสามารถสร้างผลงานเพื่อฟื้นฟูศรัทธาจากมวลชนดีกว่าจะไปเป็นฝ่ายค้าน รวมถึงติดปัญหา “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ยังมีคดีความจนไม่อาจกระดิกกระเดี้ยได้ แต่หลงลืมไปว่า การปล่อยให้ค่ายสีน้ำเงินอยู่ในอำนาจนั้นมีผลในทางลบกับพรรคเช่นไร นอกจากนี้ ล่าสุดในการเสนอชื่อรัฐมนตรีของพรรคก็มีรายงานข่าวตรงกันจากสื่อหลายสำนักว่า พรรคภูมิใจไทยตีกลับรายชื่อ “3 รัฐมนตรี” คือ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สมศักดิ์ เทพสุทินและประเสริฐ จันทรรวงทอง” และขอให้เลือกคนรุ่นใหม่มาแทน

แน่นอน มองในเชิงบวก ก็ต้องบอกว่า ขอความร่วมมือในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับรัฐบาลในช่วงแรกๆ แต่ถ้ามองทางลบก็ต้องบอกว่า นี่คือการไม่ให้เกียรติกันอย่างที่สุด

สำหรับ “พรรคกล้าธรรม” นั้น ในความเป็นจริงควรเป็นพรรคที่ค่ายสีน้ำเงินออก “บัตรเชิญ” เป็นพรรคแรกเสียด้วยซ้ำไป เพราะถ้าไม่มีพรรคกล้าธรรม นายอนุทินก็ไม่สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ แต่กลับกลายเป็นพรรคที่ถูกบีบถูกเล่นเกมต่อรองในทุกๆ รูปแบบ รวมทั้งปฏิบัติการ “ซื้องูเขียว” เพื่อให้มาอยู่ฝ่ายตนเองดังที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้

ทั้งนี้ การจับมือกันของพรรคเพื่อไทยกับพรรคกล้าธรรมนั้น ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่ยากก็คือ การที่ “พรรคส้ม” หรือ “พรรคประชาชน” จะเห็นด้วยกับการจัดตั้ง “รัฐบาลไฟจราจร” เพราะดันประกาศตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้งว่า ไม่ขอร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมและร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ด้วยข้ออ้างในเรื่อง “เทาๆ” แต่กลับเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ทั้งๆ ที่ถ้าจะว่าไปแล้ว ความเทานั้นมีอยู่ทุกพรรค โดยเฉพาะพรรคที่พรรคส้มเคยหลงเหลี่ยมให้การสนับสนุนจนติดปีกอยู่ทุกวันนี้

อย่างไรก็ดี แนวคิดที่อาจทำให้สูตรนี้เป็นไปได้มาจากแนวคิดของ “ปริญญา เทวนฤมิตรกุล” อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อาจารย์ปริญญาเริ่มต้นวิเคราะห์ว่า ถ้าพรรคภูมิใจไทยมีพรรคเพื่อไทย แต่ไม่มีพรรคกล้าธรรม อำนาจต่อรองของพรรคเพื่อไทยจะมาก เพราะถ้าพรรคเพื่อไทยถอนตัว รัฐบาลก็อยู่ไม่ได้ ในทางกลับกันถ้ามีแต่พรรคตกล้าธรรมไม่มีพรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรมอำนาจต่อรองก็จะมาก ดีที่สุดสำหรับพรรคภูมิใจไทยคือตั้งรัฐบาลที่มีทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคกล้าธรรม

อย่างไรก็ดี ถ้าพรรคภูมิใจไทยไม่เอาพรรคกล้าธรรมจริงๆ นอกจากเรื่องภาพลักษณ์รัฐบาลแล้ว ก็อาจจะเป็นเพราะพรรคภูมิใจไทยต้องการได้ ส.ส. มากขึ้นไปอีกในคราวหน้า ซึ่งก็ต้องได้ ส.ส. เขตมากขึ้น ดังนั้น พรรคกล้าธรรมที่เป็นอุปสรรคของการได้ ส.ส.เขตมากขึ้น ก็ต้องไปเป็นฝ่ายค้าน

“แต่ผมว่ายังไม่แน่หรอกครับ เพราะต้องดูว่าคุณธรรมนัสจะแผลงฤทธิ์อะไรบ้าง แล้วถ้าเพื่อไทยไม่พอใจกับกระทรวงที่ภูมิใจไทยแบ่งให้ เพื่อไทยอาจถูกคุณธรรมนัสชวนไปยกมือให้อีกข้างก็ได้”
 
อาจารย์ปริญญาขยายความต่อไปว่า ฉากทัศน์ของการเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ทางพรรคฝ่ายค้านก็ต้องส่ง “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” มาแข่งกับ “อนุทิน ชาญวีรกูล” อยู่แล้ว ซึ่งคำถามก็คือจะเกิดอะไรขึ้นถ้าร้อยเอกธรรมนัสชวนพรรคเพื่อไทยไปโหวตให้นายณัฐพงษ์ โดยพรรคกล้าธรรมไม่ร่วมรัฐบาล แล้วนายณัฐพงษ์ก็ให้เหตุผลว่า ยอมรับการโหวตของพรรคกล้าธรรมก็เพื่อจะยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่เพราะเลือกตั้งคราวนี้มีปัญหามาก ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

ทั้งนี้ แนวคิดของอาจารย์ปริญญาดูจะได้รับความสนใจจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ตัดสินใจเลือกพรรคภูมิใจไทยเพื่อสู้กับพรรคประชาชน แต่ไม่พอใจที่พรรคภูมิใจไทยไปเชื้อเชิญให้ “พรรคเพื่อไทย” ซึ่งพวกเขาเอาเลือดเอาเนื้อเอาชีวิตต่อสู้กับระบอบทักษิณมาเป็นเวลากว่าทศวรรษเข้ามาร่วมรัฐบาล และกำลังกลายเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งขยายวงไปสู่มวลหมู่ด้อมส้มที่พร้อมจะให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะจากสารพัดปัญหาไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้น

อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้จนกว่าจะถึงวันเลือกนายกรัฐมนตรี.