ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -ถือเป็นเรื่องที่ต้องจับตาทีเดียวสำหรับการประกาศปรับกลยุทธ์ในการเลือกตั้งของ “พรรคส้ม-พรรคประชาชน” หลังต้องพบกับความล้มเหลวในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนการจัดตั้ง “เครือข่ายอาสาสมัคร(อสส.)” หรือ “อาสาส้ม” เพื่อทะลวงจุดบอด ให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้านทั่วทั้งประเทศ หลังจัดสัมมนาเพื่อถอดบทเรียนเมื่อวันที่ 21-22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคส้ม สรุปเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า “สิ่งที่เราพ่ายแพ้การเลือกตั้งในครั้งนี้ คือการทํางานพื้นที่ ที่อาจตั้งรับไม่ดีพอ และทํางานเชิงรุกมากไม่เพียงพอ จึงจัดตั้งเครือข่าย เมื่อฝั่งเขามีเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ ฝั่งเราก็พร้อมจะมีเครือข่ายอาสาประชาชน...บทเรียนจากสัมมนา 2 วันที่ผ่านมา ทำให้เราเห็นความจริงอย่างชัดเจนว่า การชนะสนามความคิดเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เราเคยประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งปี 62 และ 66 เราเคยเป็นพรรคอันดับหนึ่ง แต่เมื่อกลุ่มการเมืองชนชั้นนำเอาจริง รวมพลังกันแบ่งพื้นที่ ใช้เครือข่ายระบบอุปถัมภ์ ใช้สงครามข่าวสาร และรุมโจมตีทุกทิศทาง เราก็เห็นแล้วว่าการเมืองในพื้นที่คือสนามที่เราต้องเสริมกำลังอย่างจริงจัง ภารกิจต่อไปของพวกเราจึงไม่ใช่เพียงการเอาชนะทางความคิด แต่คือการสร้างความเข้มแข็งในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ
“ระบบจัดตั้งของเราจะไม่ใช่ระบบเงิน ไม่ใช่หัวคะแนน ไม่ใช่เครือข่ายอุปถัมภ์ เครือข่ายกลไกรัฐราชการ แต่เราจะทำระบบอาสาสมัครของพรรคประชาชนที่ยึดโยงกันด้วยอุดมการณ์ ทำงานใกล้ชิดประชาชนอย่างแท้จริง เป้าหมายขั้นต่ำของเราคือการสร้างเครือข่ายอาสาส้มให้ครอบคลุมกว่า 75,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ ผมรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่นี่เป็นการต่อสู้เดียวที่จะสามารถเอาชนะระบบจัดตั้งอุปถัมภ์ค้ำชูเหล่านี้ได้” หัวหน้าพรรคประชาชนกล่าว
ถ้าถอดนัยจากคำให้สัมภาษณ์ของ “เท้ง-ณัฐพงษ์” ก็สามารถสรุปได้ว่า พรรคประชาชนต้องการใช้ “อาสาส้ม” เพื่อสู้กับ “เครือข่ายของบ้านใหญ่” ที่แข็งแกร่งในพื้นที่
คำถามแรกที่เกิดขึ้นก็คือ ทำไมพรรคประชาชนถึงเพิ่งคิดได้ เพราะถ้าแกนนำของพรรคประชาชนไม่ได้นั่งอยู่ “บนหอคอยงาช้าง” และลงไปสัมผัสสถานการณ์ในพื้นที่จริงๆ ก็ย่อมน่าจะรับรู้ถึงความจริงของ “ระบบบ้านใหญ่” มาตั้งนานแล้วว่า มีความเข้มแข็งเพียงใด แต่ด้วยความยึดมั่นถือมั่นและหลงอยู่กับมโนภาพของผลการสำรวจความเห็นที่ชนะในทุกโพล ทำให้พวกเขามิได้ใส่ใจที่จะดำเนินการ
ยิ่งถ้าย้อนหลังกลับไปดูการเลือกตั้งระดับ “ท้องถิ่น” ในช่วงที่ผ่านมาของ “พรรคส้ม” ก็ยิ่งเห็นชัดว่า พวกเขาไม่ประสบความสำเร็จเลยก็ว่าได้ ทั้งระดับเทศบาลหรือนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งน่าจะเป็นการส่งสัญญาณให้พรรคประชาชนได้รับทราบและปรับตัวมานานพอสมควร
ทว่า สิ่งที่ปรากฏก็คือ พรรคประชาชนยังคงส่ง “ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งสส.” โดยไม่สนใจที่จะลงรายละเอียดอย่างจริงๆ จังๆ บางจังหวัดถึงกับต้องถามกันให้แซ่ดว่า เป็นใคร มาจากไหน ด้วยที่ผ่านมาไม่เคยทำงานในพื้นที่เลย ทำให้ประชาชนตั้งคำถามว่า พรรคประชาชนตั้งใจจะทำเช่นนั้น ใช่หรือไม่ เพราะถ้าจะว่าไปก็ไม่ต่างอะไรจากการส่ง “เสาไฟฟ้า” ซึ่งทำให้มีการมองกันว่า ดูถูกประชาชนเกินไป
นอกจากนี้ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับ “ระบบบ้านใหญ่” ที่เตรียมการมานานผ่านระบบหัวคะแนนและการทำงานในพื้นที่ ทั้งงานบวช งานศพ งานแต่ง รวมถึงการให้ความช่วยเหลือเมื่อประชาชนเดือดร้อน ก็ยิ่งทำให้หลายคนทำใจไม่ได้ที่จะเลือกผู้สมัครของพรรคประชาชนแม้จะชื่นชอบในแนวความคิดและอุดมการณ์ของพรรคก็ตามที
“โอฬาร ถิ่นบางเตียว” อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา แสดงความคิดเห็นผ่านการให้สัมภาษณ์สื่อเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า หากต้องการแก้ไขจริงๆ พรรคส้มเอง จะต้องสร้างมวลชนของตนเองในพื้นที่จริงๆ ใช้ระยะเวลา หากมองไปแล้วจะเห็นว่า บางคนต้องการเป็นผู้ใหญ่บ้าน จะต้องลงพื้นที่ไม่น้อยกว่า 3 ปี หากใช้เวลาเพียง 45 วันผมเชื่อว่าไม่พอ หากเป็นอาสาพรรคส้มเพียง 20 วันแล้วไปลงสมัคร ส.ส.พรรคส้ม เชื่อว่าไปไม่รอด ถึงแม้จะมีอาสาสมัครก็ตาม แต่ยังต้องอาศัยโป๊กเกอร์คือผู้จ่ายเงิน หรือหัวจ่าย ไม่มีเงินไปไม่รอดแน่นอน
“ในการแก้ปัญหาของพรรคส้ม อันดับแรกจะต้องเป็นพรรคมวลชนจริงๆ ตราบใดที่พรรคยังมีเจ้าของ มีแกนนำทางจิตวิญญาณ ทุกการเลือกตั้งจะต้องให้อิสระจริงๆ กับผู้สมัคร และต้องส่งเสริมให้ผู้สมัครมีความโดดเด่น ไม่ใช่รอแต่ผู้นำทางจิตวิญญาณ อาทิ การเลือกตั้ง อบจ.บางคนยังไม่รู้จัก แต่จะรอว่าธนาธรจะมาวันไหน เห็นได้จากการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา รอว่าธนาธรจะมาวันไหน ถือว่าล้มเหลว แกนนำทางจิตวิญญาณจะต้องสร้างพรรคที่ได้รับการสนับสนุนจากมวลชน ส่งเสริมให้ผู้สมัครมีความโดดเด่นจริงๆ ตัวเองอยู่ห่างๆ ไม่ใช่ครอบงำอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ คณะกรรมการระดับภาค ระดับจังหวัด จะต้องไม่ส่งคนของตัวเองไปครอบงำ ต้องให้คนในจังหวัดนั้นมีความโดดเด่นจริงๆ ส่งเสริมให้ตัวผู้สมัครให้มีความเชื่อมั่น ก่อนที่จะเป็นผู้สมัครจะต้องให้ระยะเวลาเป็นที่รู้จักในทางสังคม 2-3 ปี เหมือนกับที่นักการเมืองทั่วไปเขาทำกัน”อาจารย์โอฬารให้ความเห็น
คำถามที่สองที่ตามมาก็คือ อาสาสมัครส้มจะประสบความสำเร็จได้มากน้อยแค่ไหน เพราะเมื่อพิจารณาแล้วทำท่าจะกลายเป็น “อาสาส้ม(เน่า)” เสียมากกว่า เพราะถ้าดูจากแนวคิดของประชาชนที่ต้องการสร้างเครือข่ายครอบคลุม 75,000 หมู่บ้านแล้ว ก็ไม่ต่างจากการจัดตั้ง “หมู่บ้านเสื้อแดง” เพื่อเรียนรู้ปลูกฝังแนวคิด “ประชาธิปไตย” ในอดีต ซึ่งดำเนินการโดยแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
ต้องยอมรับว่า แม้การจัดตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งปี 2554 ส่งผลให้พรรคเพื่อไทยกวาดสส.ได้มากถึง 265 ที่นั่งและ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีต่อจากพี่ชายได้สำเร็จ ทว่า ในเวลาต่อมา “หมู่บ้านเสื้อแดง” ก็ได้กลายเป็น “ตำบลกระสุนตก” และในท้ายที่สุดก็ค่อยๆ เลือนหายไปอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
อย่างไรก็ดี ต้องไม่ลืมเช่นกันว่า การทำงานของเครือข่ายหมู่บ้านเสื้อแดงก็ย่อมมี “แกนนำคนเสื้อแดง” ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่ยึดโยงกับฐานเสียงของบรรดาแกนนำม็อบหรือแกนนำพรรคเพื่อไทยทั้งสิ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่พรรคส้มจะจัดตั้งเครือข่ายอาสาส้มได้ง่ายในระดับพื้นที่
ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ อาสาส้มจะฝ่าด่าน “เครือข่ายบ้านใหญ่” ที่ฝังรากลึกมาอย่างต่อเนื่องยาวนานได้อย่างไร เพราะจริงๆ แล้วคำว่า “บ้านใหญ่” ในการเมืองไทยมิได้ขีดวงอยู่เพียงแค่บรรดา “ผู้มีอิทธิพล” ในพื้นที่เท่านั้น หากแต่ยังเป็นระบบที่ตัวนักการเมืองผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งลงไปทำงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิดประชาชนผ่านการรับฟังปัญหา การให้ความช่วยเหลือหรือความสนิทชิดเชื้อประเภทเข้านอกออกในเสมือนหนึ่งเป็นญาติสนิทมิตรสหาย
บ้านใหญ่บางรายก็ให้คำจำกัดความว่า “ใจถึงพึ่งได้”
หรือบางรายก็มีมอตโต้ประเภท “พวกกันสำคัญเสมอ”
“นพพร ขุนค้า” อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จ.ฉะเชิงเทรา ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อเอาไว้ในประเด็นนี้ว่า การตั้งเครือข่ายอาสาสมัคร (อสส.) หรือ “อาสาส้ม” ครอบคลุมทุกหมู่บ้านทั่วไทยนั้น ต้องขอตั้งคำถามก่อนว่า “อาสาสมัครเหล่านี้มีหน้าที่ทำอะไร และมีหน้าที่ทำได้เพียงใด” การสู้กับบ้านใหญ่นั้นต้องยอมรับว่าวิถีสังคมไทยเวลาจะพบเจอผู้แทน ถ้าไม่เห็นหน้าแบบเช้าไม่ถึงเย็นไม่ถึง ก็ดูเป็นไปได้ยาก เพราะ ส.ส.เขตต้องมีอัตลักษณ์แบบนี้ ถ้าถามว่าการตั้ง อสส.ในหมู่บ้านดีไหม ก็บอกว่าดี เป็นการทำให้มีความใกล้ชิดกับในพื้นที่ดีขึ้น เพราะถือเป็นจุดอ่อน ปชน.อยู่แล้ว เพราะ ปชน.ห่างพื้นที่ เวลาเลือกตั้งจะคัดผู้สมัครมาใหม่ มากันเพียงครั้งหนึ่ง และเราจะเห็นหน้ากันแค่เพียงครั้งคราวเดียวเท่านั้น แต่ถ้าจะทำงานกันอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนรับฟังปัญหาพื้นที่ และนำปัญหานั้นไปสู่การแก้ปัญหา อย่างไรก็ตามในฐาน ปชน.จะฝ่ายค้านยังสามารถขับเคลื่อนงานในสภาได้ ถ้านำปัญหาประชาชนเข้าไปสู่การแก้ไข โดยเฉพาะการแก้กฎหมาย ที่ทำให้เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็อาจจะทำให้ใกล้ชิดพื้นที่มากขึ้น
“ต้องขอย้ำว่า ปชน.ต้องลดช่องว่างระหว่างพรรคกับพื้นที่ ต้องมีความใกล้ชิดกับพื้นที่มากขึ้น หากจะใช้คำว่าบทเรียน ก็อย่าไปอาศัยกระแสในโลกออนไลน์หรือแชมป์โพล ต้องลงมาสัมผัสพื้นที่กับชาวบ้านจริงๆ แม้จะเป็นฝ่ายค้านก็ยังทำงานได้ ไปแก้ปัญหาให้กันประชาชนช่วยควบคุมและตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่น หากผลงานโดดเด่น ไม่ทิ้งพื้นที่และต่อไปอย่าห่างพื้นที่อีก สามารถชนะเลือกตั้งได้ในวันข้างหน้า”นพพรให้ความเห็นทิ้งท้าย
ถึงตรงนี้...สรุปรวมความได้ว่า “อาสาส้ม” ก็คือ ระบอบที่พรรคประชาชนวางที่จะนำมาใช้เพื่อการต่อสู้กับ “ระบอบบ้านใหญ่” เพียงแต่จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ไม่ทราบได้ เพราะตราบใดที่ทุกอย่างยังคงขึ้นอยู่กับ “ระบอบเอกและผองเพื่อน” สุดท้ายก็มิอาจเข้าถึงประชาชนระดับรากหญ้าได้เหมือนเช่นที่ผ่านมา.


