xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ย้อนรอยคดีทารุณกรรมสุนัข “มอลลี่” ถอดบทเรียนกฎหมายคุ้มครองสัตว์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - จากคดีทารุณกรรมสุนัข “มอลลี่” พันธุ์ไซบีเรียน ฮัสกี้ เพศเมีย อายุ 2 ปี ด้วยการราดน้ำมันแล้วจุดไฟเผา จนมีอาการบาดเจ็บสาหัสก่อนเสียชีวิตระหว่างรักษา โดยมีการจับกุมตัวผู้กระทำผิดอย่างทันท่วงที ปลุกกระแสสังคมให้หันมามองปัญหาทารุณกรรมสัตว์ที่ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รวมทั้ง เรียกร้องให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินการอย่างเคร่งครัด และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

ขณะที่ ประเทศไทยมีการบังคับใช้กฎหมายคุมครองสัตว์ที่มีการบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2557 ที่มีโทษหนักทั้งจำทั้งปรับ แต่กลับพบผู้กระทำทารุณกรรมสัตว์อย่างไร้ความปราณี ไม่เกรงกลัวกฎหมาย จนเป็นข่าวครึกโครมอย่างต่อเนื่อง

การพลัดหลงออกจากบ้านของ  “มอลลี่”  พันธุ์ไซบีเรียน ฮัสกี้ เพศเมีย อายุ 2 ปี ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เป็นจุดเริ่มต้นโศกนาฎกรรมสะเทือนใจคนรักสัตว์ หลังมีพลเมืองดีพบตัวสุนัข  “มอลลี่”  ในสภาพมีบาดแผลไฟไหม้อย่างรุนแรง ต่อมา  นายสมชัย ชนะวรรณโน เจ้าของสุนัขมอลลี่ เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา

โดยเปิดเผยว่าตนได้เลี้ยงสุนัขสายพันธุ์ไซบีเรียน ฮัสกี้ เพศเมีย อายุ 2 ปี มีชื่อว่า “มอลลี่”  ไว้ที่บ้าน ต่อมาเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 03.00 น. “มอลลี่” ได้หลุดออกจากรั้วบ้าน ไปเที่ยววิ่งไล่เป็ดไก่ในหมู่บ้านใกล้เคียงแล้วหายไป จนในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16.00 น. ได้รับแจ้งจากเพื่อนบ้านว่าพบสุนัขมอลลี่ นอนบาดเจ็บใกล้ริมสระน้ำ ภายในซอย 5 ถนนแหลมขวัญหมู่ที่ 8 ตำบลพะวง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา สภาพบาดเจ็บมีบาดแผลถูกไฟไหม้บริเวณหลังและลำตัวลักษณะถูกราดด้วยน้ำมันแล้วจุดไฟเผา จากนั้นได้นำตัวสุนัขส่งไปรักษาที่คลินิกรักษาสัตว์ ก่อนมีการส่งต่อไปรักษาที่โรงพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์หาดใหญ่

ย้อนเส้นทางชีวิตสุนัขมอลลี่ พันธุ์ไซบีเรียน ฮัสกี้ เพศเมีย อายุ 2 ปี ถูกรับเลี้ยงโดย “นายสมชัย” หลังจากเจ้าของคนเก่าประกาศหาบ้านใหม่ในการรับอุปการะ “มอลลี่” โดยยกข้ออ้างเรื่องสุขภาพจิตป่วยซึมเศร้าและภาระเรื่องครอบครัว ส่งผลให้ไม่มีศักยภาพดูแล “มอลลี่” อย่างไรก็ดี สุนัขมอลลี่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากเจ้าของใหม่เสมือนสมาชิกในครอบครัว กระทั่งเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น

ขณะเดียวกัน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เมื่อ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ทรงมีพระเมตตารับ “มอลลี่” ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ เพื่อให้ได้รับการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดที่กรุงเทพมหานคร โดย Watchdog Thailand Foundation หรือ WDT เผยว่าพระเมตตาครั้งนี้นับเป็นความหวังครั้งสำคัญของชีวิตเล็กๆ หนึ่งชีวิต ท่ามกลางความสะเทือนใจของสังคม ซึ่งมีประชาชนจำนวนมากร่วมส่งกำลังใจ ขอให้สุนัขมอลลี่เข้มแข็งและผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัย

 น.สพ.ธนากร ชูนุ้ย  นายสัตวเเพทย์ ประจำโรงพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดเผยว่าวันแรกที่รับ “มอลลี่” มารักษา ทั่วตัวมีแผลจากไฟไหม้ และมีสภาพเซลล์ผิวหนังเน่า ในระดับ 4.5 จากระดับเลวร้ายที่สุดคือระดับ 5 และยังพบอาการติดเชื้อในกระแสเลือด เม็ดเลือดขาวมีปริมาณมาก อวัยวะภายในล้มเหลว ค่าไต ค่าตับน่าเป็นห่วงอย่างมาก

จากนั้นทางคณะแพทย์ได้เพาะเลี้ยงเชื้อแบคทีเรียและให้ยาฆ่าเชื้อชนิดกว้าง รักษาอาการแผล ให้เลือด รวมถึงให้ยาความดัน แต่ตลอดทั้งคืน ทว่า สุนัขมีอาการทรุดลง เริ่มมีลิ่มเลือดอุดตัน ขาหน้าขวาและหลัง ไม่มีชีพจร จึงมีสีม่วงดำ อวัยวะภายในล้มเหลว ตับวาย จนกระทั่งหมดลมหายใจเสียชีวิตในเวลาต่อมา หลังฮึดสู้และทนพิษบาดแผลมาหลายวัน

ท่ามกลางกระแสในโซเซียลมีเดียเรียกร้องให้ทางการดำเนินการจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ 2557 อย่างเคร่งครัด เพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันขึ้นอีก รวมทั้ง มีประชาชนคนรักสัตว์ร่วมกับกลุ่ม The hope songkhla ตั้งรางวัลนำจับยอดรวมกว่า 87,000 บาท


และปฏิบัติของตำรวจชุดสืบสวนตำรวจภูธร จ.สงขลา ชุดสืบสวน สภ.เมืองสงขลา และชุดพิสูจน์หลักฐาน นำสู่การจับกุม  “นายเจริญ คำวุ่น” หรือ “ยาว” อายุ 56 ปี โดยแจ้งข้อหาวางเพลิงเผาทรัพย์และทารุณกรรมสัตว์ ซึ่งผู้ต้องหาสารภาพถึงแรงจูงใจในการก่อเหตุกับตำรวจว่า สุนัขมอลลี่เข้าไปกัดไก่ในเล้าที่เลี้ยงไว้ข้างบ้านพัก จากนั้นจึงหยิบไม้ไล่ตีและราดน้ำมันก่อนจุดไฟเผาด้วยความโกรธ

ขณะที่ พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี  ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 (ผบช.ภ.9) แถลงข่าวการหลังจับกุมผู้ต้องหาทารุณกรรมสุนัขมอลลี่ โดยขอความร่วมมือประชาชนและเจ้าของสัตว์เลี้ยงดูแลสัตว์ในครอบครองอย่างใกล้ชิด ไม่ไปสร้างความเดือดร้อนรำคาญหรือสร้างอันตรายต่อผู้อื่น และขอประชาชนมีความเมตตาต่อสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์จรจัด หากพบปัญหาสัตว์สร้างความเดือดร้อนห้ามกระทำการทารุณกรรมโดยเด็ดขาด

คดีสุนัขมอลลี่ได้รับความสนใจในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง ขณะเดียวกัน ทำให้สังคมไทยหันมาตระหนักในเรื่องปัญหาทารุณกรรมสัตว์มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะหลังจากเพจ  “กองทุนพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์” เผยแพร่ข้อความรับสั่งกรณีสุนัขมอลลี่ถูกทำร้ายจนเสียชีวิต โดยมีการจับกุมผู้กระทำผิดได้แล้วนั้น โดยระบุว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ทรงแสดงความรู้สึกสะเทือนใจและกังวลต่อกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะพระราชบัญญัติคุ้มครองสัตว์ ที่ผ่านมาเคยมีหลายกรณีที่ผู้กระทำความผิดสามารถหลุดพ้นจากความผิดได้

ทรงระบุว่า ขณะนี้ยังทรงโกรธและสะเทือนใจอย่างมาก จึงต้องพยายามตั้งสติ ก่อนจะออกมาพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองสัตว์ โดยทรงกังวลว่าหากไม่มีการดำเนินการอย่างจริงจัง เหตุการณ์ลักษณะนี้อาจเกิดขึ้นซ้ำอีก และจะบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกฎหมายฉบับดังกล่าว

พระเจ้าวรวงศ์เธอฯ ทรงวิงวอนให้เจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์และสามารถยับยั้งพฤติกรรมทารุณกรรมสัตว์ได้อย่างแท้จริง พร้อมทั้งสะท้อนความห่วงใยว่าเหตุการณ์อันน่าเศร้าเช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้นอีก และควรเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองสัตว์ในประเทศไทย

กล่าวสำหรับพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 กำหนดว่า ห้ามผู้ใดกระทำการอันเป็นการทารุณกรรมสัตว์ หากฝ่าฝืนจะมีโทษ จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 ดร.สาธิต ปรัชญาอริยะกุล เลขาธิการและผู้อำนวยการสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) เปิดเผยว่าการใช้น้ำมันราดตัวสุนัขแล้วจุดไฟเผาให้ตายทั้งเป็นวิธีการที่ทารุณโหดร้ายมาก เป็นวิธีการกระทำที่เกินกว่าสมควร และเป็นการทารุณโหดร้ายกับสัตว์เกินสัดส่วนความจำเป็นที่จะป้องกันชีวิตและทรัพย์สิน พร้อมเรียกร้องให้ดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด

อย่างไรก็ตาม ส่วนสำคัญของกฎหมายขึ้นอยู่กับผู้ปฏิบัติและวิธีการบังคับใช้กฎหมาย ในการอำนวยความยุติธรรมทั้งต่อคนและสัตว์ในสัดส่วนที่สมดุลกัน และต้องสร้างความเมตตาธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม พร้อมกับสำนึกความรับผิดชอบของคนเลี้ยงสัตว์ ที่การดูและสวัสดิภาพของสัตว์ที่เหมาะสม และไม่ไปละเมิดและสร้างความเสียหายเดือดร้อนให้กับผู้อื่นด้วย สังคมจึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข และกรณีสัตว์เลี้ยงไปสร้างความเดือดร้อนเสียหายให้กับผู้อื่น เจ้าของสัตว์ก็ย่อมต้องมีส่วนรับผิดชอบตามกฎหมายเช่นกัน

ขณะที่  น.สพ.สุพิชฌาย์ แก้วมา   รองผู้อำนวยกานฝ่ายพัฒนาระบบบริการและประกันคุณภาพโรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดเผยว่าพบการทารุณกรรมสัตว์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การให้ยาเบื่อซึ่งยากต่อการรักษา เพราะช่วงเวลาหลังรับยาตายได้ทันที ซึ่งวิธีการที่พบมากตอนนี้ คือ การทุบตี และในกรณีราดน้ำมันจุดไฟเผาหาได้ไม่ง่ายนัก

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีบางทีตามสัญชาตญาณอาจจะไปรบกวนทำให้เสียทรัพย์สิน แต่ไม่อยากให้ทำร้ายและแนะให้ไปพูดคุยกับเจ้าของ อย่าใช้ความรุนแรงกับสัตว์เลี้ยง เพราะการใช้ความรุนแรงไม่ใช่ทางออก


มูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ Watchdog Thailand Foundation - WDT เปิดเผยว่าคดีของมอลลี่ ไซบีเรียนวัย 2 ขวบ ไม่ใช่แค่เหตุสะเทือนใจของคนรักสัตว์ แต่เป็นสัญญาณอันตรายทางสังคมที่เราไม่ควรมองข้าม โดยอ้างอิงงานศึกษาทางอาชญาวิทยาและจิตวิทยาสังคมทั่วโลกชี้ตรงกันว่า พฤติกรรมทารุณสัตว์อย่างรุนแรง เป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนสำคัญของความเสี่ยงต่อความรุนแรงในรูปแบบอื่น เพราะแก่นของมันคือการไม่เห็นอีกชีวิตหนึ่งเป็น “สิ่งมีชีวิตที่มีความรู้สึก” แต่เป็นเพียงวัตถุให้ระบายอารมณ์

“สังคมที่ปล่อยให้ความโหดร้ายต่อสัตว์ถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็ก กำลังลดทอนมาตรฐานความเห็นอกเห็นใจของตัวเองลงโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น คดีนี้ไม่ใช่แค่การเรียกร้องความยุติธรรมให้มอลลี่ แต่คือการตั้งหลักทางสังคมใหม่ว่า การทารุณกรรมสัตว์ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว มันคือภัยสาธารณะ” มูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ ระบุ

 การจากไปของสุนัขมอลลี่ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์สร้างความสะเทือนใจแก่บรรดาคนรักสัตว์ แต่เป็นบทเรียนของปัญหาการทารุณกรรมสัตว์ การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเป็นโจทย์ข้อยากที่ทุกฝ่ายต้องหาทางออกร่วมกัน.