ในความเป็นไป
วรศักดิ์ มหัทธโนบล
มนุษย์ทุกคนล้วนมีอายุ มนุษย์จึงให้ความสำคัญกับอายุ โดยเริ่มจากตั้งคำถามกับอายุว่า ทำไมจึงต้องมี เมื่อมีแล้วทำไมจึงมีจำกัด หรือทำอย่างไรจึงมีอายุยืนยาว ฯลฯ อายุจึงอยู่ในความสนใจศึกษาของมนุษย์มายาวนาน จนนำไปสู่คติความเชื่อเกี่ยวกับอายุตามมา
อายุในภาษาจีนคือคำว่า ซุ่ย (岁) โดยกำหนดเวลาหนึ่งปีตามปฏิทินจันทรคติของจีนให้เท่ากับ 12 เดือนในปีปกติ ซึ่งจะมีจำนวนวัน 354-355 วัน และเท่ากับ 13 เดือนในปีอธิกมาส ซึ่งก็คือในหนึ่งปีจะมี 13 เดือน
ที่สำคัญ ชาวจีนจะนับอายุตั้งแต่แรกที่ตั้งครรภ์ด้วย เมื่อทารกคลอดออกจากท้องแม่ก็จะมีอายุหนึ่งขวบ จากเหตุนี้ ชาวจีนจึงมีอายุมากกว่าชนชาติอื่นหนึ่งขวบเสมอ โดยนัยแล้วจึงเข้ากับคติว่ามีอายุ “มาก” ซึ่งถือเป็นมงคลของชีวิต
จากคติการนับอายุของชาวจีนดังกล่าว ทำให้คิดถึงงานศึกษาประวัติศาสตร์จีนชิ้นหนึ่งที่มีการระบุอายุของบุคคลต่างงานศึกษาทั่วไป คือนอกจากท่านจะระบุอายุของบุคคลเป็นปกติแล้วก็ยังวงเล็บอายุแบบจีนไว้ด้วย โดยอายุในวงเล็บท่านจะใช้คำว่า sui (ซุ่ย) แทน year old เพื่อสื่อว่า หากนับแบบจีนแล้ว บุคคลคนนั้นจะมีอายุเท่านี้ คือต่างจากอายุตามการนับทั่วไปหนึ่งขวบปี
ที่ท่านต้องระบุเช่นนั้นก็เพื่อจะบอกว่า หากเราไปอ่านพงศาวดารจีนที่เขียนโดยคนจีนในอดีตแล้ว อายุของบุคคลคืออายุที่นับแบบจีน ซึ่งจะไม่ตรงกับอายุที่นับตามระบบปัจจุบัน เพื่อจะได้ไม่สับสนว่า แท้จริงแล้วบุคคลคนนั้นอายุเท่าไรกันแน่
การนับอายุแบบจีนจึงนอกจากจะต่างไปจากการนับของชาติอื่นแล้ว จีนก็ยังมีคติความเชื่อในเรื่องอายุอีกด้วย และผู้ที่กำหนดให้อายุของคนจีนมีคติรองรับย่อมเป็นใครไปไม่ได้ นอกเสียจากนักปราชญ์ที่ชื่อว่า ขงจื่อ
ทั้งนี้ขงจื่อได้แบ่งเกณฑ์อายุของบุคคลในแต่ละช่วงวัยว่า ในช่วงอายุขณะหนึ่งของบุคคลพึงมีมวลพลังชีวิตหรือความรู้สึกนึกคิดในช่วงนั้นอย่างไร โดยการแบ่งช่วงอายุนี้ปรากฏในตำรา บทสนทนา (หลุนอี่ว์, 论语) ของขงจื่อ ตำรานี้มีผู้แปลเป็นภาษาไทยหลายสำนวน ในที่นี้จะยกเอางานแปลของ สุวรรณา สถาอานันท์ อดีตศาสตราจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาอ้างถึง (โดยแบ่งย่อหน้าและวรรคตอนใหม่) ดังนี้
“เมื่ออายุ 15 เราตั้งใจมั่นกับการร่ำเรียน (จื้ออี๋ว์เสี่ว์ย, 志于学), เมื่ออายุ 30 เราตั้งหลักได้มั่นคง (เอ๋อร์ลี่, 而立), เมื่ออายุ 40 เราไม่พะวงสงสัย (ปู้ฮั่ว, 不惑), เมื่ออายุ 50 เรารู้บัญญัติสวรรค์ (จือเทียนมิ่ง, 知天命), เมื่ออายุ 60 หูของเราฟังโดยไม่หวั่นไหว (เอ๋อร์ซุ่น, 耳顺), เมื่ออายุ 70 เราทำตามใจปรารถนาได้โดยไม่ละเมิด (ฉงซินสั่วอี้ว์ ปู้อี๋ว์จี่ว์, 从心所欲, 不逾矩)”
ในที่นี้จะขยายความการแบ่งช่วงอายุของขงจื่อในแต่ละช่วงคือ ช่วงอายุ 15 ที่ให้บุคคลตั้งใจเรียนนั้น ไม่ได้หมายความว่าคนจีนเริ่มเรียนตอนอายุ 15 หากคือเรียนในชั้นที่สูงขึ้น โดยการเรียนก่อนอายุ 15 คือการเรียนให้อ่านออกเขียนได้จนถึงมีความรู้ทั่วไป ซึ่งในกรณีของขงจื่อนั้นได้เรียนตำราชั้นสูงจนแตกฉานก่อนอายุ 20
เมื่อเรียนสำเร็จตามสมควรของบุคคลแต่ละคนแล้ว (จะเรียนแค่พื้นฐานหรือในระดับสูงก็ตามที) ก็จะประกอบสัมมาชีพมีความมั่นคงจนถึงอายุ 30 จากนั้นชีวิตก็จะลงตัวมีประสบการณ์ชีวิตที่เจนจบเมื่ออายุ 40 นั่นคือ รู้จักโลกดีพอควรแล้ว
ส่วนที่ว่ารู้บัญญัติสวรรค์ตอนอายุ 50 นั้น คล้ายกับการปลงตกในชีวิต ด้วยเวลานั้นคนที่มีอายุ 50 ถือว่ามีอายุยืนแล้ว ในขณะที่เกณฑ์อายุเฉลี่ยก็อยู่ในราวๆ นั้น ผิดกับปัจจุบันที่มนุษย์มีอายุที่ยืนยาวมากขึ้น จนเกณฑ์เฉลี่ยของบางประเทศจะอยู่ที่ 70 ก็มี เหตุดังนั้น การรู้บัญญัติสวรรค์ก็คือ การยอมรับใน “โชคชะตาฟ้าลิขิต” ซึ่งเป็นคำเดียวกัน และเป็นคำที่คนจีนชอบพูดกันเมื่อปลง ดังคำพูดที่ว่า “แล้วแต่ฟ้าลิขิต” เป็นต้น
เพราะฉะนั้น พอถึงอายุ 60 จึงไม่ต่างกับกำไรชีวิตที่อยู่ยืนยาวมาจนปูนนี้ ถึงตอนนี้ก็ไม่รู้สึกเกรงกลัวอะไรอีก เป็นชีวิตที่พร้อมจะได้ยินได้ฟังทุกเรื่องแม้แต่ความตาย ตราบจนมีอายุไปถึง 70 ก็สามารถทำอะไรได้ตามใจปรารถนา เพียงแต่ไม่ไปละเมิดขนบจารีตของสังคมเท่านั้น
การที่ขงจื่อแบ่งช่วงอายุควบคู่ไปกับการดำเนินชีวิตในแต่ละช่วงดังกล่าว ขงจื่อมิได้แบ่งขึ้นมาอย่างลอยๆ หากแต่ประมวลจากที่ตนได้ศึกษา และจากประสบการณ์ชีวิตที่ตนได้พบเจอมาในแต่ละช่วง และเมื่อกำหนดเป็นเกณฑ์ออกมา ชาวจีนก็เห็นคล้อยตามไปด้วย
ดังนั้น การที่ขงจื่อจากโลกไปในวัย 72 ขวบปี จึงถือว่าได้ใช้ชีวิตตามเกณฑ์ที่ตนแบ่งไปได้ด้วยดี และถือว่ามีอายุยืนยาวมากแล้วสำหรับยุคนั้น
อย่างไรก็ตาม ใช่แต่สังคมจีนเท่านั้นที่มีเกณฑ์การแบ่งอายุดังกล่าว สังคมอินเดียเองก็มีเช่นกัน เกณฑ์อายุของอินเดียมีที่มาจากศาสนาพราหมณ์ที่เรียกว่า อาศรมสี่ ที่เป็นการแบ่งชีวิตออกเป็นสี่ช่วงอายุหรือสี่ช่วงชีวิต โดยแต่ละช่วงของ อาศรมสี่ มีดังนี้
ช่วงพรหมจรยอาศรม เป็นช่วงในวัยศึกษา อายุในช่วงนี้จะอยู่ระหว่าง 8 จนถึง 25 ปี ในช่วงนี้คนอินเดียจะร่ำเรียนวิชาความรู้จากคัมภีร์ พระเวท ซึ่งเป็นคัมภีร์ของศาสนาพราหมณ์ คัมภีร์นี้มีทั้งหมดสี่เล่มคือ ฤคเวท สามเวท ยชุรเวท และ อาถรรพเวท
ช่วงคฤหัสถ์ถาศรม ช่วงนี้เป็นวัยครองเรือนซึ่งมีอายุระหว่าง 25 ถึง 50 ปี เป็นช่วงวัยทำงานปักหลักปักฐานให้แก่ชีวิต ซึ่งรวมถึงการสร้างครอบครัว ส่วนอาชีพก็พึงเป็นอาชีพสุจริต ไม่เพียงเท่านั้น บุคคลในช่วงวัยนี้ยังพึงมีหน้าที่ต่อสังคมส่วนรวมอีกด้วย
ช่วงวานปรัสถาศรม เป็นช่วงบำเพ็ญเพียรโดยมีอายุระหว่าง 50 จนถึง 75 ปี ช่วงนี้บุคคลจะปลีกตัวจากทางโลกไปอยู่ตามป่าตามเขา เพื่อบำเพ็ญตนด้วยการเจริญศีลภาวนาและต้องละจากทรัพย์สินเงินทองและครอบครัว
ช่วงสันยัสตาศรม เป็นช่วงที่บุคคลพึงสละทิ้งทั้งภาระและพันธะของชีวิตเพื่อมุ่งไปสู่การหลุดพ้นหรือ “โมกษะ” โดยจะคืนชีวิตให้แก่พระพรหม ช่วงนี้จึงถือเป็นช่วงสุดท้ายของชีวิตที่จะมีอายุตั้งแต่ 75 ปีขึ้นไป
จะเห็นได้ว่า การแบ่งช่วงอายุของจีนกับอินเดียมีความแตกต่างกันในบั้นปลาย โดยฝ่ายจีนมีคติด้วยการปล่อยให้ชีวิตอิสรเสรี ไม่ติดยึดในสิ่งใดอีก ส่วนฝ่ายอินเดียมีคติไปทางหลุดพ้นหรือ “โมกษะ” สำหรับลักษณะร่วมของฝ่ายจีนกับฝ่ายอินเดียในเรื่องอายุก็คือ ต่างมีคติเรื่องอายุวัฒนมงคลหรือการมีอายุยืน โดยในยุคที่สาธารณสุขหรือการแพทย์ยังไม่ได้เจริญก้าวหน้าดังทุกวันนี้นั้น การมีอายุ 70 ปีก็ถือว่าอายุยืนมากแล้วสำหรับสังคมทั้งสอง
โดยที่หากกล่าวเฉพาะจีนแล้ว เราจึงเห็นชาวจีนอวยพรให้บุคคลมีอายุยืนหมื่นปี หมื่นปี หมื่นๆ ปีอยู่เสมอ
แม้การมีอายุยืนจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ต้องยืนด้วยฐานสุขภาพที่ดีตามวัยด้วย วัยมากขึ้นร่างกายก็โรยราตามอายุ และอาจมีโรคาพยาธิมาแทรกแซงบ้าง ขอเพียงอย่าเพียบหนักเจ็บปวดทนทุกข์ทรมานก็พอ ถึงตอนนั้นจะมีอายุถึง 80, 90, หรือ 100 ปีก็นับว่าประเสริฐยิ่ง
แต่ถ้าอายุยืนแล้วต้องนอนป่วยติดเตียงจนกระทั่งตายก็ไม่มีประโยชน์อะไร


