"ปัญญาพลวัตร"
"ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"
ในห้วงเวลาที่เสียงตะโกนดังกว่าการไตร่ตรอง และความเร็วของการแชร์ข่าวสารแซงหน้าความเร็วของการอ่านทำความเข้าใจ ถ้อยคำของจอร์จ ออร์เวลล์ ที่เขียนไว้เมื่อกว่าเจ็ดทศวรรษก่อนกลับดังกังวานราวกระจกบานใหญ่ที่ถูกยกขึ้นมาตั้งกลางห้องประชุมของมนุษยชาติ มิใช่เพื่อให้เราเห็นคนอื่น หากแต่เพื่อบังคับให้เราเห็นตัวเอง
ออร์เวลล์มิได้กล่าวหาว่ามนุษย์เลวร้าย เขาเพียงเตือนด้วยสายตาของนักสังเกตการณ์ผู้เปี่ยมด้วยความรักต่อมนุษยชาติว่า สิ่งมีชีวิตที่เรียกตนเองว่า 'สัตว์ผู้มีเหตุผล' นั้น มีแนวโน้มอันลึกซึ้งที่จะปกป้อง 'ความรู้สึกว่าตนถูกต้อง' มากกว่าจะแสวงหาความจริง มนุษย์ไม่กลัวความจริงเท่ากับกลัวการสูญเสียความมั่นใจว่าตนเองอยู่ฝ่ายที่ถูก เราจึงสร้างโลกสองใบขึ้นในจิตสำนึก ใบหนึ่งเต็มไปด้วยความชั่วร้ายของ 'เขา' อีกใบหนึ่งสะอาดบริสุทธิ์ด้วยศีลธรรมของ 'เรา'
ปรากฏการณ์นี้มิได้ดำรงอยู่เฉพาะในสมรภูมิสงคราม หากฝังรากลึกอยู่ในทุกพื้นที่ของความเห็นต่าง ในสนามเลือกตั้ง ในสภาผู้แทนราษฎร ในหน้าจอโทรศัพท์มือถือ และแม้กระทั่งในวงสนทนาระหว่างเพื่อนสนิท หากจะมีสังคมใดที่บาดแผลจากปรากฏการณ์นี้ปรากฏชัดเจนราวเส้นรอยร้าวบนกำแพงเก่า สังคมการเมืองไทยย่อมเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่สะเทือนใจที่สุด
ในทางจิตวิทยาสังคม ปรากฏการณ์ที่ออร์เวลล์พรรณนาสอดคล้องกับสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า 'อคติเพื่อยืนยันความเชื่อ' (confirmation bias) ผสมผสานกับ 'อคติแห่งกลุ่ม' (in-group bias) กล่าวคือ มนุษย์มีแนวโน้มจะแสวงหา ตีความ และจดจำข้อมูลในทิศทางที่สนับสนุนความเชื่อเดิมของตน ขณะเดียวกันก็มองกลุ่มของตนด้วยสายตาอันอ่อนโยนเสมอ
แต่ในบริบทการเมืองไทย อคติเหล่านี้มิได้ดำรงอยู่ในฐานะเพียงข้อจำกัดทางจิตวิทยาส่วนบุคคล หากถูกยกระดับเป็น 'ศีลธรรมแบบเลือกข้าง' (selective morality) ที่ทำงานเป็นระบบ มีโครงสร้าง และมีพลังทำลายล้างสูง เปรียบเสมือนโรคภูมิแพ้ตนเอง (autoimmune disease) ที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายหันมาทำลายเซลล์ของตนเอง ศีลธรรมแบบเลือกข้างก็คือ 'ระบบภูมิคุ้มกันทางศีลธรรม' ที่ทำลายความสามารถของสังคมในการแยกแยะถูกผิดอย่างตรงไปตรงมา
ลองพิจารณาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสังคมไทย เมื่อนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามถูกกล่าวหาว่าทุจริต เสียงประณามจะดังราวฟ้าผ่า แต่เมื่อนักการเมืองฝ่ายตนถูกกล่าวหาในทำนองเดียวกัน เสียงเดียวกันนั้นกลับเงียบงันราวทุ่งหญ้าหลังพายุ หรือหากจะมีเสียงก็เป็นเสียงอธิบายว่า 'มันเป็นความจำเป็น' หรือ 'บริบทมันต่างกัน' กลไกนี้ทำงานอย่างเท่าเทียมกันในทุกสี ทุกค่าย ทุกขั้วอำนาจ ราวกับมันเป็นโรคประจำถิ่นของการเมืองไทย
มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) เคยชี้ให้เห็นว่าอำนาจมิได้ทำงานผ่านการกดขี่เพียงอย่างเดียว หากยังทำงานผ่าน 'ระบอบแห่งความจริง' (regime of truth) ที่กำหนดว่าอะไรคือความรู้ที่ถูกต้อง อะไรควรถูกพูดถึง และอะไรควรถูกปิดบัง ในการเมืองไทย แต่ละฝ่ายต่างสร้าง 'ระบอบแห่งความจริง' ของตน ระบอบที่ข้อเท็จจริงเดียวกันถูกตีความต่างกันสุดขั้ว ขึ้นอยู่กับว่าผู้ตีความยืนอยู่ฝั่งใดของรอยร้าวทางการเมือง
นับแต่ความขัดแย้งทางการเมืองระลอกใหญ่ที่เริ่มต้นราวปี ๒๕๔๘ สังคมไทยถูกแบ่งออกเป็นค่ายต่าง ๆ ที่แต่ละค่ายดำรงอยู่ภายใน 'จักรวาลแห่งเรื่องเล่า' (narrative universe) ของตน ผู้สนับสนุนฝ่ายหนึ่งมองเห็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความเท่าเทียม ขณะที่อีกฝ่ายมองเห็นภัยคุกคามต่อสถาบันและความมั่นคงของชาติ ทั้งสองฝ่ายต่างมีหลักฐานสนับสนุนมุมมองของตน ต่างมีเหตุการณ์จริงที่ยกมาอ้าง แต่ต่างก็เลือกจะ 'ไม่เห็น' หลักฐานที่กระทบภาพลักษณ์ของฝ่ายตน
ปรากฏการณ์นี้เปรียบได้กับผู้คนสองกลุ่มที่ยืนอยู่คนละฝั่งของภูเขาลูกเดียวกัน ฝั่งหนึ่งเห็นแต่ทุ่งหญ้าเขียวขจี อีกฝั่งเห็นแต่หน้าผาชัน ทั้งสองฝ่ายต่างยืนยันว่าตนเห็น 'ความจริง' ของภูเขา และต่างก็พร้อมจะกล่าวหาอีกฝ่ายว่าโกหก ทั้งที่ทั้งคู่เห็นเพียงด้านเดียว
เมื่อเข้าสู่ยุคสื่อดิจิทัลและสื่อสังคมออนไลน์ ปรากฏการณ์นี้ยิ่งถูกขยายจนเกินสัดส่วน ที่เรียกว่า 'ฟองสบู่กรอง' (filter bubble) คือสถานการณ์ที่อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มดิจิทัลคัดกรองข้อมูลที่ตรงกับความสนใจและความเชื่อเดิมของผู้ใช้มาให้ ทำให้แต่ละคนอยู่ในโลกที่ความเชื่อของตนถูกยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับอยู่ในห้องที่มีแต่กระจกสะท้อนภาพตัวเอง
ฟองสบู่กรองนี้ทำงานร่วมกับวัฒนธรรมการเมืองแบบ 'อุปถัมภ์-ศรัทธา' ซึ่งสายสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับผู้ตามมีลักษณะคล้ายความผูกพันทางอารมณ์มากกว่าสัญญาทางนโยบาย ผู้สนับสนุนจึงปกป้องผู้นำของตนมิใช่เพราะนโยบาย แต่เพราะความรู้สึกว่า 'คนของเรา' กำลังถูกกระทำ การวิพากษ์ผู้นำของฝ่ายตนจึงถูกตีความว่าเป็นการ 'ทรยศ' มากกว่าจะเป็นการ 'ตรวจสอบ'
สังคมประชาธิปไตยที่สุขภาพดีจำเป็นต้องมี 'พื้นที่สาธารณะ' (public sphere) ที่พลเมืองสามารถแลกเปลี่ยนเหตุผลอย่างเสรีและเท่าเทียม โดยปราศจากการครอบงำของอำนาจหรืออคติทางกลุ่ม เงื่อนไขสำคัญคือผู้เข้าร่วมต้องพร้อมจะปล่อยวางอัตลักษณ์ทางกลุ่มชั่วคราว เพื่อให้ 'พลังของข้อถกเถียงที่ดีกว่า' เป็นเครื่องชี้ขาด มิใช่พลังของจำนวนหรือความดัง
แต่ในสังคมไทยร่วมสมัย พื้นที่สาธารณะในอุดมคติเช่นนี้แทบจะเป็นสิ่งที่ไม่มีจริง สิ่งที่ดำรงอยู่คือ 'สนามรบทางวาทกรรม' ที่แต่ละฝ่ายเข้ามาพร้อมข้อสรุปที่กำหนดไว้แล้ว และมองหาเพียงอาวุธที่จะทำลายอีกฝ่าย มิใช่ความจริงที่จะนำไปสู่ฉันทามติ สภาผู้แทนราษฎรซึ่งควรเป็นพื้นที่แห่งเหตุผลสูงสุดของสังคม กลับกลายเป็นเวทีที่ 'ความภักดีต่อพรรค' สำคัญกว่า 'ความซื่อสัตย์ต่อหลักฐาน' การอภิปรายมิได้มุ่งค้นหาความจริง หากมุ่งทำลายความชอบธรรมของฝ่ายตรงข้าม
ปรากฏการณ์นี้ปรากฏชัดในทุกวิกฤตทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตรัฐธรรมนูญ การยุบพรรค คดีทุจริต หรือแม้แต่การจัดการภัยพิบัติ ทุกเหตุการณ์ถูกอ่านผ่านกรอบคิดของความภักดีมากกว่ากรอบคิดของความเป็นธรรม หากรัฐบาลที่ 'เรา' สนับสนุนล้มเหลว เราจะอธิบายว่า 'สถานการณ์มันยาก' แต่หากรัฐบาลที่ 'เขา' สนับสนุนล้มเหลว เราจะประณามว่า 'ไร้ความสามารถ'
แม็กซ์ เวเบอร์ (Max Weber) เคยแยกแยะระหว่าง 'จริยศาสตร์แห่งความเชื่อมั่น' (ethic of conviction) กับ 'จริยศาสตร์แห่งความรับผิดชอบ' (ethic of responsibility) กล่าวคือ ผู้ยึดมั่นในจริยศาสตร์แห่งความเชื่อมั่นจะตัดสินทุกอย่างจากเจตนาและอุดมการณ์ ขณะที่ผู้ยึดมั่นในจริยศาสตร์แห่งความรับผิดชอบจะตัดสินจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ศีลธรรมแบบเลือกข้างในสังคมไทยคือสภาวะที่ผู้คนใช้จริยศาสตร์แห่งความเชื่อมั่นกับฝ่ายตน แต่ใช้จริยศาสตร์แห่งความรับผิดชอบกับฝ่ายตรงข้าม นั่นคือ เราตัดสินฝ่ายเราจาก 'เจตนาดี' แต่ตัดสินฝ่ายเขาจาก 'ผลลัพธ์ที่เลวร้าย'
เมื่ออัตลักษณ์ของปัจเจกบุคคลถูกหลอมรวมเข้ากับกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นพรรค ศาสนา ชนชั้น หรืออุดมการณ์ การตั้งคำถามกับฝ่ายตนจะถูกตีความว่าเป็นการทรยศ นี่คือ 'โซ่ตรวนทางอัตลักษณ์' ที่ล่ามมนุษย์ไว้กับกลุ่มอย่างแน่นหนาจนไม่สามารถก้าวออกมามองตนเองอย่างเป็นอิสระได้
ในสังคมไทย ปรากฏการณ์นี้มีความเฉพาะตัวอย่างน่าสนใจ เพราะอัตลักษณ์ทางการเมืองมิได้ผูกพันเฉพาะกับนโยบายหรืออุดมการณ์ในเชิงนามธรรม หากยังผูกพันกับ “ตัวบุคคล” อย่างแนบแน่น วัฒนธรรมการเมืองไทยมีลักษณะที่เรียกว่า 'ทุนสัญลักษณ์เชิงบุคคล' ที่ผู้นำทางการเมืองมิได้เป็นเพียงตัวแทนของนโยบาย หากกลายเป็นสัญลักษณ์ของอัตลักษณ์ทั้งหมดของผู้สนับสนุน
เมื่อผู้นำถูกวิพากษ์ ผู้สนับสนุนจึงรู้สึกว่าตนเองถูกวิพากษ์ เมื่อผู้นำถูกกล่าวหา ผู้สนับสนุนรู้สึกว่าตนเองถูกกล่าวหา ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นในทุกขั้วการเมือง ไม่มีฝ่ายใดเป็นข้อยกเว้น สิ่งที่แตกต่างเป็นเพียงชื่อของผู้นำและสีของธงที่โบกสะบัด แต่กลไกทางจิตวิทยาที่อยู่เบื้องหลังนั้นเหมือนกันทุกประการ
'ความชั่วร้ายแบบซ้ำซาก' มิได้มาจากจิตใจที่เลวร้าย หากมาจากการ 'หยุดคิด' ในทำนองเดียวกัน อคติแห่งความภักดีในสังคมไทยมิได้เกิดจากความเลวร้ายของผู้คน หากเกิดจากการ 'หยุดตั้งคำถาม' ผู้คนไม่ได้เลือกที่จะหลอกตนเอง พวกเขาเพียงแค่หยุดตรวจสอบ และการหยุดตรวจสอบนี้เองที่อันตรายกว่าการโกหก เพราะมันทำให้เราหลอกตัวเองได้อย่างสง่างาม โดยไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกหลอก
จุดที่อันตรายที่สุดของศีลธรรมแบบเลือกข้างคือมันทำให้ประชาธิปไตยเปราะบางจากภายใน มิใช่เพราะศัตรูภายนอกแข็งแกร่ง แต่เพราะประชาชนหยุดตรวจสอบตนเอง อเล็กซิส เดอ ท็อกเกอวิลล์ (Alexis de Tocqueville) เคยเตือนว่าอันตรายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประชาธิปไตยมิใช่ทรราช หากคือ 'ทรราชเสียงข้างมาก' ที่ฝูงชนเชื่อว่าความถูกต้องเท่ากับจำนวน ในสังคมไทย อันตรายนี้แปรรูปเป็น 'ทรราชแห่งค่าย' ที่ทั้งสองฝ่ายต่างเรียกร้องประชาธิปไตย แต่ต่างก็พร้อมจะเหยียบย่ำหลักการประชาธิปไตยเมื่อมันไม่เอื้อต่อฝ่ายตน
สังคมที่เชื่อเฉพาะความผิดของฝ่ายตรงข้ามย่อมไม่สามารถปฏิรูปอะไรได้จริง เพราะการปฏิรูปต้องเริ่มจากการยอมรับว่าตนเองมีปัญหา เปรียบเสมือนผู้ป่วยที่ปฏิเสธผลตรวจของแพทย์เพราะไม่อยากเผชิญกับการวินิจฉัย การรักษาย่อมเป็นไปไม่ได้ ในทำนองเดียวกัน สังคมที่ปฏิเสธการมองเห็นจุดอ่อนของตนย่อมไม่อาจแก้ไขจุดอ่อนนั้นได้
ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา สังคมไทยเวียนวนอยู่ในวัฏจักรของวิกฤตการเมืองที่ซ้ำรอยเดิม รัฐประหาร การชุมนุม การยุบพรรค และการเริ่มต้นใหม่ที่ไม่เคยใหม่จริง สาเหตุส่วนหนึ่งก็คือ ไม่มีฝ่ายใดพร้อมจะ 'อ่านหลักฐานที่กระทบตนเอง' ทุกฝ่ายพร้อมเสมอที่จะชี้นิ้วไปที่ศัตรู แต่ไม่มีฝ่ายใดกล้าหันมามองกระจก นี่คือโศกนาฏกรรมของ 'ประชาธิปไตยที่ขาดกระจก' ระบอบที่ทุกคนเรียกร้องความโปร่งใส แต่ไม่มีใครยอมส่องตัวเอง
ทางออกจากวิกฤตนี้มิได้อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงฝ่ายตรงข้าม หากอยู่ที่ความกล้าหาญในการตรวจสอบตนเอง ซึ่งต้องอาศัยสิ่งที่อาจเรียกได้ว่า 'ความกล้าหาญทางจริยธรรม' (moral courage) อันเป็นความกล้าที่ยากลำบากที่สุด เพราะศัตรูที่ต้องเผชิญมิใช่ผู้อื่น แต่คือความสบายใจของตนเอง
การแสวงหาความจริงในบริบทที่สังคมแตกแยกต้องเริ่มจากการยอมรับความเป็นไปได้สองประการ ประการแรกคือ 'ฝ่ายที่ฉันรักก็อาจผิดได้' และประการที่สองคือ 'ความเชื่อของฉันก็อาจคลาดเคลื่อน' การยอมรับทั้งสองประการนี้มิได้หมายความว่าเราต้องสละอุดมการณ์ หากหมายความว่าเราต้องถือครองอุดมการณ์ด้วยมือที่เปิด มิใช่กำมือแน่น เพราะมือที่กำแน่นนั้น แม้จะรู้สึกว่ามั่นคง แต่ก็ไม่อาจรับสิ่งใหม่ได้อีก
ปัญญาที่แท้จริงเริ่มต้นจากการยอมรับว่าตนเอง 'ไม่รู้' ในทำนองเดียวกัน ประชาธิปไตยที่แท้จริงอาจเริ่มต้นจากการยอมรับว่าฝ่ายตนเอง 'อาจผิด' นี่มิใช่ความอ่อนแอ หากเป็นจุดเริ่มต้นของปัญญาสาธารณะที่สังคมไทยยังขาดแคลน
ปรัชญาไม่ใช่การชนะข้อถกเถียง แต่คือการรักษาความซื่อสัตย์ต่อหลักฐาน แม้มันจะทำให้เราต้องสูญเสียความสะดวกทางอารมณ์ ในโลกที่ทุกฝ่ายประกาศว่าตนคือความดี การตั้งคำถามกับฝ่ายตนเองอาจเป็นรูปแบบสูงสุดของความรักต่อสาธารณะ เพราะแสดงว่าเรารักความจริงมากกว่ารักความสบายใจ และรักส่วนรวมมากกว่ารักฝ่ายของตน
สังคมไทยมาถึงจุดที่ต้องเลือกว่าจะยังคงเป็นสังคมที่ทุกฝ่ายชี้นิ้วข้ามรั้วไปหากัน หรือจะกล้าหันมามองกระจกเงาที่ตั้งอยู่ตรงหน้า กระจกบานนั้นสะท้อนภาพที่ไม่มีใครอยากเห็น แต่มันคือภาพที่จำเป็นต้องเห็น เพราะการเยียวยาทุกอย่างเริ่มจากการวินิจฉัย และการวินิจฉัยเริ่มจากความกล้าที่จะมองให้เห็น
ความจริงไม่ได้อยู่ข้างใคร แต่อยู่ข้างผู้ที่กล้ายอมรับความจริงนั้น และบางที ศัตรูที่แท้จริงของประชาธิปไตยไทย อาจไม่ใช่อีกฝ่ายหนึ่ง แต่คือความมั่นใจในความถูกต้องของเราเอง ที่ไม่เคยยอมให้หลักฐานได้พูด


