xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

“บางจาก” โต้คลื่น บ่ยั่นคดียึดทรัพย์6พันล้านเทกฯ “เชฟรอน ฮ่องกง” แตกไปโต

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ไฮไลท์ที่ฮือฮาในปีพ.ศ.นี้ ของ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น หรือ BCP บริษัทพลังงานเบอร์สองของไทย คงหนีไม่พ้นเรื่องสืบเนื่องจากกรณีถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สั่งยึดทรัพย์มูลค่าร่วม 6 พันล้านบาท กับการเข้าเทกโอเวอร์เชฟรอนฮ่องกง เพื่อแตกไปโตในต่างแดน 

สำหรับคดียึดทรัพย์นั้น เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ปปง. นำโดยนายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการ ปปง. ได้ส่งมอบสำนวนคดี 4 คดี ให้แก่สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยึดทรัพย์มูลค่ารวมกว่า 13,074 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน โดย 4 สำนวนคดี ซึ่งโยงใยเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ทั้งในและต่างประเทศ ประกอบด้วย

 หนึ่ง  รายคดีนางสาวแตงไทยฯ กรณีนายยิม เลียก (MR.LEAK YIM) นางวิรินยาฯ นายเบน สมิธ (MR.SMITH BEN) และนางสาวแคทรียาฯ กับพวก ซึ่งมีพฤติการณ์กระทำความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน โดยสำนวนที่ปปง.ส่งไปยังพนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 68 รายการ เช่น ที่ดิน ห้องชุด รถยนต์ เงินฝากธนาคาร ฯลฯ รวมมูลค่าประมาณ 12,123 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีหุ้นของ BCP ซึ่งมูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท รวมอยู่ด้วย  
สอง  เครือข่าย เฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัท Prince Group ในกัมพูชา กับพวก โดยคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 96 รายการ รวมมูลค่าประมาณ 345 ล้านบาท
 
สาม คดีนายก๊ก อาน กับพวก โดยคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 89 รายการ รวมมูลค่าประมาณ 560 ล้านบาท

 สี่ คดีนายเอื้ออังกูร กับพวก กรณีกลุ่มมิจฉาชีพชักชวนให้ประชาชนลงทุนเทรดหุ้น ผ่านกลุ่มไลน์ โดยคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 31 รายการ รวมมูลค่าประมาณ 46 ล้านบาท

 นายวิทยา นีติธรรม โฆษกประจำสำนักงาน ปปง. ระบุว่าการส่งมอบสำนวนต้องทำให้ทันภายในกรอบเวลา 90 วัน นับจากวันที่มีคำสั่งยึดทรัพย์ชั่วคราว คือ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 1 มีนาคม 2569 เพื่อไม่ให้ทรัพย์สินหลุดพ้นจากการควบคุม โดยคณะกรรมการธุรกรรมได้พิจารณาคำขอเพิกถอนการยึดทรัพย์ของผู้มีส่วนได้เสียแล้ว เห็นว่าไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าทรัพย์สินเหล่านี้ไม่ใช่ของที่ได้มาจากการกระทำความผิด

นอกจากนี้ ปปง. จะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้ผู้เสียหายมายื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิ์ภายใน 90 วัน เพื่อให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลขอให้นำทรัพย์สินที่ยึดมาได้นั้นคืนหรือชดใช้ให้แก่ผู้เสียหายแทนการสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน

ในส่วนของคดีอาญา ขณะนี้พนักงานสอบสวนของกองบัญชาการสอบสวนกลาง อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งจะแยกส่วนกันกับกระบวนการจัดการทรัพย์สิน

อย่างไรก็ดี ปปง. ยืนยันว่าการอายัดหุ้นครั้งนี้เป็นการกระทำต่อทรัพย์สินของ “ผู้ถือหุ้นส่วนบุคคล” ที่เข้าข่ายกระทำความผิดเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานภายในของบมจ.บางจากฯ แต่อย่างใด


ด้าน  นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยต่อกรณี ปปง. ส่งสำนวนอัยการฟ้องศาลยึดทรัพย์หุ้นบางจาก 6 พันล้านบาท เนื่องจากโยงเครือข่าย เบน สมิธ-ยิม เลียก-เฉิน จื้อ-ก๊ก อาน ในคดีเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน รวมกว่า 13,074 ล้านบาทว่า เรื่องการยึดหุ้นให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นไม่กระทบการดำเนินธุรกิจของบริษัท และไม่มีผลกระทบต่อชื่อเสียงของบริษัท เพราะประกอบธุรกิจด้วยความสุจริตและให้ความสำคัญกับสังคมและธรรมาภิบาล

 BCP ยังแกร่ง ไม่กังวล “อายัดหุ้น” 

นักวิเคราะห์มองกรณี ที่ ปปง. ส่งสำนวนคดีอายัดหุ้นบางจากมูลค่า 6,000 ล้านบาท ให้แก่อัยการเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นในลักษณะ “คลายความกังวล” มากกว่าจะเป็นปัจจัยลบใหม่ เนื่องจากตลาดรับรู้ข่าวการอายัดไปแล้วตั้งแต่ปลายปี 2568 ทำให้ราคาหุ้นบางจาก ณ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 เคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 36.25 บาท (เพิ่มขึ้น +0.69%) สะท้อนว่าตลาดไม่ได้ตื่นตระหนกต่อการส่งสำนวนคดีดังกล่าว ประกอบกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ยืนยันว่าการอายัดหุ้นดังกล่าวไม่กระทบต่อสัดส่วนหุ้นหมุนเวียน (Free Float) เนื่องจากหุ้นที่ถูกอายัดเป็นส่วนที่ถือไว้โดยไม่ได้ซื้อขายหมุนเวียนรายวัน

นอกจากนั้น หากศาลมีคำสั่งยึดทรัพย์ให้ตกเป็นของแผ่นดิน หุ้นส่วนนี้อาจถูกโอนไปยัง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ซึ่งจะทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของภาครัฐในบางจากเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 21-22% ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นผลบวกต่อความมั่นคงของบริษัท ทำให้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อปัจจัยพื้นฐานของบางจาก โดยมีคำแนะนำหลัก คือ ซื้อ โดยมีเป้าหมายราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 40 บาท

เหตุผลสนับสนุนเนื่องจากพื้นฐานธุรกิจแข็งแกร่ง โดยคดีดังกล่าวเป็นเรื่องของผู้ถือหุ้นรายบุคคล ไม่กระทบต่อการดำเนินงานหรือกำไรของบริษัท และมูลค่าหุ้นน่าสนใจ ซึ่งปัจจุบัน BCP ซื้อขายที่ระดับ P/E และ P/BV ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต และให้อัตราปันผลสูงประมาณ 5.2% ทั้งยังมีปัจจัยหนุนจากการรับรู้รายได้เต็มปีจาก BSRC (เอสโซ่เดิม), ธุรกิจโรงกลั่นที่มีค่าการกลั่นดีขึ้น และกำไรจากธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในนอร์เวย์

 สำหรับรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ 5 อันดับแรก ล่าสุด (ณ กุมภาพันธ์ 2569) มีดังนี้ 1.บริษัท อัลฟ่า ชาร์เตอร์ด เอนเนอร์จี จำกัด ประมาณ 27.00% 2.กองทุนรวม วายุภักษ์หนึ่ง 19.84% 3.สำนักงานประกันสังคม 15.11% 4.บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด (Thai NVDR) 13.87% และ5 กระทรวงการคลัง 4.76% โดยสัดส่วนหุ้นของบริษัท อัลฟ่า ชาร์เตอร์ด เอนเนอร์จี จำกัด อยู่ในระหว่างกระบวนการทางกฎหมายที่ ปปง. เสนอให้อัยการยื่นคำร้องยึดทรัพย์ 

นักวิเคราะห์มองว่า แรงกดดันจากการอายัดหุ้นโดย ปปง. เป็นเพียงปัจจัยลบชั่วคราวที่จะคลี่คลายในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานยังแข็งแกร่งจากการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ (ฮ่องกง) และการรับรู้ Synergy จากการควบรวมกิจการ

บางจาก ประกาศแผนธุรกิจปี 2569 ภายใต้ ยุทธศาสตร์ “Accelerating Bangchak 100x” ด้วยงบลงทุนรวม 35,000 ล้านบาท สำหรับช่วงปี 2569 – 2571 โดยตั้งเป้าหมาย EBITDA 1 แสนล้านบาทภายในปี 2573 และรายได้รวมในปี 2569 เติบโตต่อเนื่องหลังทำรายได้ทะลุ 5 แสนล้านบาทในปี 2568

แผนดังกล่าวมุ่งเน้นการรุกธุรกิจการค้าน้ำมันและการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รวมถึงการพัฒนาเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) และการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2593 แม้มีคดีความผู้ถือหุ้น ฝ่ายบริหารยืนยันสถานะทางการเงินและแผนการเติบโตยังแข็งแกร่ง

 ทั้งนี้ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2568 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีกำไรสุทธิ 2,880 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% เมื่อเทียบกับปีก่อน (ปี 2567 มีกำไร 2,184 ล้านบาท) รายได้รวม ทะลุ 507,570 ล้านบาท เป็นสถิติสูงสุดใหม่ กำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 2.08 บาท 

กำไรจากการดำเนินงานปกติ (Core Profit) หากไม่รวมรายการพิเศษ (เช่น ผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน 2,800 ล้านบาท) กำไรปกติจะพุ่งสูงถึง 10,240 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67% จากปีก่อนหน้า

อย่างไรก็ดี มีปัจจัยสนับสนุนและข้อควรระวัง ดังนี้ โรงกลั่นยอดการผลิตทำนิวไฮ โดยโรงกลั่นพระโขนงและศรีราชา (BSRC) มีกำลังการผลิตเฉลี่ยรวมในไตรมาส 4/2568 สูงถึง 280,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ผลจากการควบรวม (Synergy) สามารถรับรู้ผลประโยชน์จากการรวมกิจการกับ BSRC ได้ถึง 7,300 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมา ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้

ความผันผวนของราคาน้ำมัน ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่อ่อนตัวลงในปี 2568 ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและค้าน้ำมันมีผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน (Inventory Loss) เข้ามากดดันกำไรสุทธิในบางไตรมาส

ข้อมูลทางการเงินเพื่อการตัดสินใจ (ณ กุมภาพันธ์ 2569) อัตราส่วน P/E ประมาณ 5.2 เท่า (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต), อัตราส่วน P/BV ประมาณ 0.7 เท่า (สะท้อนว่าราคาหุ้นยังต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี), อัตราปันผลตอบแทน (Dividend Yield) คาดการณ์อยู่ที่ประมาณ 3.5% - 4.2%

นักวิเคราะห์มองว่าผลประกอบการไตรมาส 4/2568 ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งเป็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน และคาดว่าปี 2569 จะได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากธุรกิจเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ที่จะเริ่มเดินเครื่องในเดือนมิถุนายน 2569 นี้

ทั้งนี้ ภายหลังการควบรวมกิจการกับ BSRC (เอสโซ่เดิม) และการรุกขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง บางจากได้ก้าวขึ้นมาเป็น เบอร์ 2 ในตลาดค้าปลีกน้ำมันของไทยอย่างแข็งแกร่ง โดยมีข้อมูลส่วนแบ่งการตลาดค้าปลีกน้ำมัน (ผ่านสถานีบริการ) Bangchak (BCP + BSRC) อยู่ที่ประมาณ 29% โดยอันดับหนึ่ง คือ OR (PTT Station) ประมาณ 39% อันดับสาม PTG (ปั๊ม PT) ประมาณ 13 - 14% และอันดับ Shell ประมาณ 8 - 9%

ปัจจุบันบางจากมีสถานีบริการรวมกว่า 2,200 แห่ง ทั่วประเทศ (รวมการเปลี่ยนป้ายจาก Esso เป็น Bangchak เสร็จสมบูรณ์แล้ว 100%

หากนับรวมตลาดค้าส่งและน้ำมันเครื่องบิน บางจากมีส่วนแบ่งการตลาดพุ่งสูงขึ้นถึง 30%+โดยเฉพาะหลังดีลเชฟรอนฮ่องกงที่จะเข้ามาเสริมพอร์ตการขายน้ำมันเครื่องบินในระดับภูมิภาค

กลยุทธ์เพิ่ม Market Share ในปี 2569 บางจากเน้นขยายฐานลูกค้าที่ใช้น้ำมันเกรดพรีเมียม (Bangchak Hi Premium 97) ซึ่งมีค่าการตลาดสูง ในส่วน Non-Oil Expansion เพิ่มสัดส่วนร้านกาแฟ Inthanin และร้านค้าพันธมิตรให้ครอบคลุมทุกสถานี เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการมากขึ้น การรวมฐานสมาชิกบัตรบางจากและเอสโซ่เข้าด้วยกัน ทำให้ปัจจุบันมีฐานสมาชิกกว่า 15 ล้านราย ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาและขยายส่วนแบ่งการตลาด

บางจากในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงทางเลือก แต่เป็น “คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุด” ของเจ้าตลาดอย่าง OR ด้วยสัดส่วนที่ห่างกันเพียงประมาณ 10% และมีแนวโน้มจะลดช่องว่างลงเรื่อย ๆ จากการรุกธุรกิจในเมือง

สำหรับผลประกอบการ 5 ปีย้อนหลัง (2564–2568) บางจากมีการเติบโตของรายได้ทะลุหลัก 5 แสนล้านบาทในปีล่าสุด จากอานิสงส์ของการควบรวมกิจการ BSRC (เอสโซ่เดิม) โดยปีงบประมาณ 2568 รายได้รวม 512,350 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,880 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 2.08 บาท

ปี 2567 รายได้รวม 589,877 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,184 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 1.48 บาท
ปี 2566 รายได้รวม 385,031 ล้านบาท กำไรสุทธิ 13,233 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 9.22 บาท
ปี 2565 รายได้รวม 312,202 ล้านบาท กำไรสุทธิ 12,575 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 8.89 บาท
ปี 2564 รายได้รวม 199,417 กำไรสุทธิ 7,624 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 5.25 บาท

 เทกโอเวอร์ “เชฟรอน ฮ่องกง” แตกไปโต 

สำหรับการเข้าซื้อกิจกา Chevron Hong Kong Limited (CHK)  มูลค่าประมาณ 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8,300 ล้านบาท) ที่บางจากประกาศเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นก้าวย่างสำคัญภายใต้ยุทธศาสตร์ “Accelerating Bangchak 100x” เพื่อขยายรากฐานธุรกิจสู่ระดับภูมิภาค โดยส่งผลบวกในมิติต่างๆ กล่าวคือ

หนึ่ง การเสริมแกร่งธุรกิจในต่างประเทศ (ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก) จากการยึดหัวหาดตลาดฮ่องกง บางจากก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นหลักในตลาดพลังงานของฮ่องกงทันที โดยได้รับกรรมสิทธิ์ในสถานีบริการน้ำมัน Caltex 31 แห่ง รวมถึงธุรกิจน้ำมันภาคอุตสาหกรรมและน้ำมันเรือเดินสมุทร

ศูนย์กลางโลจิสติกส์พลังงาน จากการได้ครอบครองคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือ มาตรฐานสากลในฮ่องกง ซึ่งเป็นฮับการขนส่งทางทะเลระดับโลก จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบโลจิสติกส์ในระดับสากล

การบริหารแบรนด์ระดับสากล บางจากจะยังคงใช้แบรนด์ Caltex ต่อไปภายใต้สัญญาลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้า ซึ่งช่วยรักษาฐานลูกค้าเดิมและสร้างความเชื่อมั่นในตลาดต่างประเทศ

สอง การเชื่อมโยงและเสริมแกร่งธุรกิจในประเทศ ในด้านบริหารจัดการโรงกลั่นให้มีประสิทธิภาพ ช่วยรองรับผลผลิตจากโรงกลั่นพระโขนงและศรีราชา (BSRC) ในไทย โดยใช้เครือข่ายการค้าน้ำมันในฮ่องกงเป็นช่องทางระบายผลิตภัณฑ์และบริหารจัดการส่วนเกินอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งต่อยอดธุรกิจน้ำมันเรือเดินสมุทร จากการเข้าสู่ธุรกิจน้ำมันเรือในฮ่องกงแบบครบวงจรจะช่วยให้บางจากสามารถเชื่อมโยงบริการและฐานลูกค้ากลุ่มเดินเรือระหว่างไทยและฮ่องกงได้มากขึ้น

สาม มิติด้านการลงทุนและผลประกอบการ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าดีลนี้จะช่วยเพิ่มกำไรสุทธิให้กับบางจากได้ประมาณ 6-11% ในช่วงปี 2569 เนื่องจากฮ่องกงเป็นระบบเศรษฐกิจเสรีที่มีความมั่นคงทางการเงินสูง (Sovereign Credit Rating: AA+) และลดการพึ่งพาเฉพาะรายได้จากตลาดในประเทศไทย โดยเพิ่มสัดส่วนรายได้จากสกุลเงินต่างประเทศที่มั่นคง

 ดีลนี้ไม่ใช่แค่การซื้อปั๊มน้ำมัน แต่เป็นการซื้อ “ระบบนิเวศพลังงาน” ในเมืองที่เป็นศูนย์กลางการเงินของเอเชีย เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจการค้าน้ำมันและการจัดการโรงกลั่นในระยะยาว