xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

กัลฟ์กำไรพุ่ง 86,562 ล้าน ผ่าแผน Virtual Bank ผนึก KBANK – Google ยึด“สายส่งข้อมูล - สายส่งเงิน”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) กำลังเปลี่ยนผ่านจากยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานสู่ “อาณาจักรโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงานสะอาด” อย่างเต็มตัว โดยปี 2568-2569 ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการเติบโตก้าวกระโดดจากการควบรวมกิจการและการรุกเข้าสู่ธุรกิจใหม่ ส่งผลให้ปี 2568 ที่ผ่านมากัลฟ์มีกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 

 นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) เปิดเผยผลดำเนินงานปี 2568 บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 135,596 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 9% และมีกำไรจากการดำเนินงาน (core profit) เพิ่มขึ้น 33% อยู่ที่ 28,776 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 86,562 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากกำไรจากการรวมธุรกิจกับ INTUCH จำนวน 56,120 ล้านบาท

ผลดำเนินงานที่ดีขึ้นของกลุ่มบริษัทฯ มาจากการเติบโตของธุรกิจพลังงานและการลงทุนใน AIS โดยในส่วนของธุรกิจพลังงาน โครงการโรงไฟฟ้ากัลฟ์ ปลวกแดง (GPD) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้า IPP ภายใต้กลุ่ม IPD กำลังการผลิตติดตั้งรวม 2,650 เมกะวัตต์ ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ครบทั้ง 4 หน่วยผลิตในปี 2567 ส่งผลให้ปี 2568 บริษัทฯ รับรู้ผลกำไรเต็มปี

ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าหินกอง (HKP) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้า IPP กำลังการผลิตติดตั้งรวม 1,540 เมกะวัตต์ ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์หน่วยผลิตที่สองในช่วงต้นเดือนมกราคม 2568 ส่งผลให้บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit เต็มปีครบทั้ง 2 หน่วยผลิต

บริษัทฯ ยังรับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit ของโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson Generation ในประเทศสหรัฐฯจำนวน 1,093 ล้านบาท ในปี 2568 ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

บริษัทฯ ยังรับรู้ผลกำไรเต็มปีจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานในประเทศ 5 โครงการ รวม 532 เมกะวัตต์ และเริ่มรับรู้ผลกำไรจากโครงการ solar farms และ solar BESS เพิ่มเติมอีก 7 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 597 เมกะวัตต์ ซึ่งทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2568

อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 โครงการโรงไฟฟ้ากัลฟ์ ศรีราชา (GSRC) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้า IPP ภายใต้กลุ่ม IPD มีกำไรที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน จากปริมาณการขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ลดลง ตามความต้องการใช้ไฟฟ้ารวมของประเทศที่ชะลอตัว ประกอบกับระยะเวลาการปิดซ่อมบำรุงที่นานขึ้นกว่าในปี 2567 โดยมี load factor ลดลงเหลือ 56% ในปี 2568

นอกจากนี้ กลุ่มโรงไฟฟ้า SPP จำนวน 12 โครงการ ภายใต้กลุ่ม GMP มีกำไรที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจาก ปตท. เรียกเก็บค่าก๊าซย้อนหลังจากการตรึงราคาก๊าซในช่วงปลายปี 2566 เพื่อช่วยพยุงราคาไฟฟ้าที่ 3.99 บาทต่อหน่วยในช่วงวิกฤตพลังงาน แต่สัดส่วนของปริมาณการขายไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมมีเพียง 7% ของปริมาณการขายไฟฟ้าทั้งหมด บริษัทฯ จึงได้รับผลกระทบอย่างจำกัด

สำหรับธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน ในปี 2568 บริษัทฯ รับรู้กำไรค่าก่อสร้างตามสัญญาสัมปทานสำหรับงานถมทะเลของโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 (MTP3) จำนวน 153 ล้านบาท ซึ่งลดลง 67% จากปี 2567 และบริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จากโครงการ PTT NGD จำนวน 796 ล้านบาท ลดลง 26% จาก 1,077 ล้านบาท ในปี 2567 เนื่องจากราคาน้ำมันเตาลดลงในอัตราที่สูงกว่าราคาค่าก๊าซธรรมชาติ

ส่วนธุรกิจจัดหาและขนส่งก๊าซธรรมชาติภายใต้ GLNG และ HKH ในปี 2568 บริษัทฯ ได้นำเข้า LNG รวมทั้งสิ้น 54 ลำ หรือประมาณ 3.7 ล้านตัน ส่งผลให้บริษัทฯ รับรู้ผลกำไรจากธุรกิจดังกล่าวจำนวน 453 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 21 ล้านบาทในปี 2567 จากปริมาณการนำเข้า LNG ที่เพิ่มขึ้น

ในส่วนของการลงทุน ในปี 2568 บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จาก AIS จำนวน 15,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51% จาก 10,229 ล้านบาท ในปี 2567 โดยมีสาเหตุหลักมาจากผลประกอบการที่ดีขึ้นของ AIS และบริษัทฯ รับรู้เงินปันผลรับจากการลงทุนใน KBANK จำนวน 1,192 ล้านบาท ในปี 2568

ทั้งนี้ ในปี 2568 บริษัทฯ มีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 53,866 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% จากปี 2567 ในขณะที่กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่เท่ากับ 86,562 ล้านบาท

ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2569 อนุมัติจ่ายเงินปันผลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2568 – 31 ธ.ค. 2568 หุ้นละ 1.05 บาท และจ่ายเงินปันผลพิเศษสำหรับกำไรสุทธิให้ผู้ถือหุ้น 2.20 บาท/หุ้น รวมเป็นเงินปันผล 3.25บาท/หุ้น กำหนดวันขึ้นเครื่องหมาย XD วันแรก 2 มี.ค. 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลวันที่ 7 พ.ค. 2569

 2569 ปีแห่งการเติบโตต่อเนื่อง  

สำหรับ ปี 2569 บริษัทฯ คาดว่ารายได้เติบโตต่อเนื่อง 10-15% จากการทยอยรับรู้รายได้จากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดดำเนินการของโครงการใหม่ ซึ่งในปีนี้โครงการโรงไฟฟ้าของบริษัทฯ จะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มเติมรวม 695 เมกะวัตต์ ได้แก่ โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศจำนวน 6 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 623 เมกะวัตต์, โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนเชียงใหม่ เวสท์ ทู เอ็นเนอร์จี 10 เมกะวัตต์ และโครงการ solar rooftop ภายใต้ GULF1 คาดว่าจะทยอยจ่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้าเพิ่มอีก 63 เมกะวัตต์

นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานของโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson Generation ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องจากค่า Capacity Payment ที่ปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก data center เพิ่มขึ้นอย่างมาก ในขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทยอยปลดระวางลง โดยค่า Capacity Payment จะปรับเพิ่มขึ้นอีกในช่วงกลางปี 2569 จาก 270 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน เป็น 329 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ต่อวัน

ในส่วนของธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 สายบางใหญ่-กาญจนบุรี (M81) ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เป็นที่เรียบร้อยแล้วในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ในขณะที่โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หมายเลข 6 สายบางปะอิน-นครราชสีมา (M6) มีกำหนดเปิดดำเนินการในช่วงไตรมาส 3/2569

สำหรับธุรกิจทรัพยากร ในปี 2569 บริษัทฯ มีแผนขยายการนำเข้า LNG เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 70 ลำ หรือประมาณ 4-5 ล้านตัน เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าของกลุ่มโรงไฟฟ้าของบริษัทฯ ขณะที่สถานีรับ–จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้าง มีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 1/2572

ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในปี 2569 ยังจะได้รับแรงหนุนจากส่วนแบ่งกำไรและเงินปันผลรับจาก AIS ที่เพิ่มขึ้น ตามผลประกอบการที่แข็งแกร่งจากการขยายฐานผู้ใช้บริการ 5G การเพิ่มขึ้นของ ARPU และการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะต้นทุนการใช้คลื่นความถี่ที่ลดลงภายหลังจากการชนะการประมูลคลื่นความถี่ 2100 MHz

ขณะที่กลุ่มธุรกิจศูนย์ข้อมูล (data center) และคลาวด์จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตในปี 2569 โดยจะเป็นปีแรกที่บริษัทฯ รับรู้ผลการดำเนินงานเต็มปีของศูนย์ข้อมูล GSA01 ขนาด 25 เมกะวัตต์ ขณะที่โครงการ GSA02 ซึ่งมีขนาด 38 เมกะวัตต์ และโครงการ GSA03 ซึ่งมีขนาดกำลังการให้บริการไม่เกิน 100 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการพัฒนาและมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2570

บริษัทฯ ตั้งเป้าขยายกำลังการให้บริการศูนย์ข้อมูลมากกว่า 500 เมกะวัตต์ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า ในส่วนของธุรกิจคลาวด์ ภายหลังจากความร่วมมือกับ Google เพื่อดำเนินธุรกิจการให้บริการระบบคลาวด์ Google Distributed Cloud air-gapped แล้ว บริษัทฯ ได้ต่อยอดความร่วมมือกับ Google ภายใต้ข้อตกลง Strategic Framework Agreement เพื่อร่วมกันศึกษาและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโซลูชั่นด้าน AI ในประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของกลุ่มบริษัทฯ สู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างเต็มรูปแบบ

ความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมการพัฒนาโซลูชันที่รองรับทั้งลูกค้าองค์กร (B2B) เช่น ภาคการเงิน การแพทย์ โทรคมนาคม และหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงผู้บริโภคทั่วไป (B2C) ตลอดจนการยกระดับกระบวนการดำเนินงานภายในด้วยเทคโนโลยี Agentic AI ซึ่งจะสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน Sovereign Cloud สำหรับภาครัฐ ระบบธนาคารไร้สาขา (Virtual Banking) และการเพิ่มประสิทธิภาพของโครงข่ายโทรคมนาคม อันจะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพการดำเนินงาน ประสบการณ์ลูกค้า และความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มบริษัทฯ ในระยะยาว

 ระดมทุน – ออกหุ้นกู้ ขยายธุรกิจ 

นอกจากนี้ บริษัทฯ มีแผนออกหุ้นกู้วงเงินรวม 30,000-35,000 ล้านบาทในเดือนมีนาคม 2569 นี้ โดยจะเสนอขายให้แก่นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ เพื่อนำเงินไปชำระคืนเงินกู้จากสถาบันการเงินและหุ้นกู้ที่ครบกำหนดไถ่ถอน และรองรับการขยายธุรกิจของบริษัทฯ ทั้งในและต่างประเทศ โดยอันดับเครดิตของทั้งองค์กรและหุ้นกู้ที่จัดโดยบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ระดับ “AA-” แนวโน้ม “Stable” หรือ “คงที่”

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 GULF ประสบความสำเร็จในการจัดหาเงินกู้ในวงเงิน 60,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน รวมทั้งสิ้น 27 โครงการ กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 939 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน รวม 15 โครงการ รวมกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 843 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม รวม 12 โครงการ รวมกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 96 เมกะวัตต์

การจัดหาเงินกู้ดังกล่าว ดำเนินการผ่านบริษัทย่อย ได้แก่ บริษัท กัลฟ์ รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์จี จำกัด และบริษัท กัลฟ์ เวสท์ ทู เอ็นเนอร์จี โฮลดิ้งส์ จำกัด เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ. 2050 ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน

สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน รวม 15 โครงการ กำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ระหว่างปี 2567-2569 มูลค่าการลงทุนกว่า 43,000 ล้านบาท หรือประมาณ 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ได้รับการสนับสนุนเงินกู้จากสถาบันการเงินชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ โดยมี Asian Development Bank (ADB) เป็นธนาคารผู้จัดหาเงินกู้หลัก

ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม รวม 12 โครงการ มีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2570 ได้รับวงเงินกู้ระยะยาว ประมาณ 17,000 ล้านบาท หรือประมาณ 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากกลุ่มสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนา ได้แก่ ADB และ AIIB รวมถึงสถาบันการเงินพาณิชย์ชั้นนำ

 แผนรุกข้ามสาย จากพลังงานสู่เทคฯการเงิน 

แผนรุกธุรกิจพลังงานสะอาดของกัลฟ์ ถือเป็นจังหวะก้าวสำคัญ ควบคู่ไปกับแผนบุกธุรกิจดิจิทัลและธนาคาร ผ่านการจัดตั้ง Virtual Bank การขยายลงทุนใน Data Center และการถือหุ้นเพิ่มใน KBANK เพื่อข้ามสายธุรกิจพลังงานสู่ธุรกิจเทคโนโลยีการเงิน

Virtual Bank ของกลุ่มกัลฟ์ ที่ได้รับใบอนุญาตในช่วงกลางปี 2568 มีพันธมิตรร่วมทุนและจัดตั้ง 4 ยักษ์ใหญ่ ภายใต้บริษัทร่วมทุนชื่อ   “ธนาคารคลิกซ์ (Clix Bank)” โดย GULF (33%) สนับสนุนด้านเงินทุนและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล/Cloud, AIS (33%) ใช้ฐานลูกค้ากว่า 45 ล้านราย และโครงข่ายโทรคมนาคม, ธนาคารกรุงไทย (KTB) (33%) สนับสนุนความเชี่ยวชาญด้านระบบธนาคารและการบริหารความเสี่ยง และ OR (ปตท.) (1%) เพิ่มช่องทางเข้าถึงลูกค้าผ่านระบบนิเวศของ PTT และ Blue Card ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการเตรียมความพร้อมด้วยระบบไอที วางระบบความปลอดภัย และทดสอบความพร้อม คาดว่าจะเริ่มให้บริการเต็มรูปแบบภายในปี 2569 ตามกรอบเวลาที่ ธปท.กำหนด

กลุ่มกัลฟ์ วางกลยุทธ์และกลุ่มเป้าหมาย โดยมุ่งเน้นกลุ่มคนที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อธนาคารปกติได้ โดยใช้ Data Analytics จาก AIS และ KTB ในการพิจารณาสินเชื่อ โดยเชื่อมโยงบริการทางการเงินเข้ากับชีวิตประจำวันผ่านแอปพลิเคชัน โดยมีเป้าหมายลดต้นทุนการดำเนินงานเพื่อให้สามารถให้อัตราดอกเบี้ยที่จูงใจกว่าธนาคารรูปแบบเดิม

 ขณะเดียวกัน กัลฟ์ยังมีการเชื่อมต่อกับ KBANK โดยล่าสุด GULF ถือหุ้น KBANK ขยับขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ที่มีสิทธิออกเสียง ซึ่งถูกมองว่าเป็นการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับอาณาจักรการเงินดิจิทัลในอนาคต 

ตามเกณฑ์ของ ก.ล.ต. GULF ถือหุ้น KBANK อยู่ที่ 10.0351% (คำนวณโดยหักหุ้นซื้อคืน) แต่หากคำนวณตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะอยู่ที่ 9.958% ทำให้ยังไม่ต้องขออนุญาตก่อนถือหุ้นเกิน 10% ตามกฎหมายสถาบันการเงิน

ขณะที่ GULF ยืนยันว่าเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อรับเงินปันผล และไม่มีนโยบายส่งตัวแทนเข้าไปเป็นกรรมการหรือบริหารงานใน KBANK

 นายสมชาย เลิศลาภวศิน  ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ย้ำการถือหุ้นแบงก์เกิน 5% ถือเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ต้องกำกับดูแลเข้มเชิงรุก ส่วนประเด็นที่มีความกังวล Conflict of Interest ในเรื่องของการจัดตั้งธนาคารไร้สาขานั้น เกณฑ์การกำกับทั้งธนาคาร และ Virtual Bank ที่มีความเข้มข้น และจะเห็นว่ากลุ่มเป้าหมายของธุรกิจมีความแตกต่างกันจึงไม่ส่งผลกระทบ

หากมองข้ามช็อตไปที่การผนึกกำลังระหว่าง GULF, KBANK และ Google นี่คือการวางโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมทั้งสายส่งข้อมูลและสายส่งเงิน เมื่อวิเคราะห์ผลของการถือหุ้น KBANK ต่อระบบชำระเงินและ Data Center จะเห็นได้ว่า การที่ GULF เข้าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน KBANK จะสร้างความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ ดังนี้

Infrastructure Synergy : Data Center ของ GULF จะกลายเป็นบ้านหลังหลัก (Primary Node) ของระบบ Payment Gateway และ Core Banking ของ KBANK ซึ่งต้องการเสถียรภาพสูงและ Latency (ความหน่วง) ต่ำสุด

Financial Data Hub : การเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างฐานข้อมูลลูกค้ามหาศาลของ AIS/GULF กับระบบชำระเงินของ KBANK จะช่วยให้การทำ Real-time Credit Scoring สำหรับ Virtual Bank แม่นยำขึ้นมาก

Cost Efficiency : ลดค่าใช้จ่ายในการเช่าโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ต่างประเทศ โดยเปลี่ยนมาใช้ระบบภายในเครือ (GSA Data Center) ที่มีการจัดการความปลอดภัยระดับสูงสุด
ในแง่เทคโนโลยี Sovereign AI (ร่วมกับ Google Cloud) ความร่วมมือผ่าน Gulf Edge เพื่อให้บริการ Google Cloud Sovereign Cloud มีจุดเด่นที่แตกต่างจากคลาวด์ทั่วไป คือ

Data Sovereignty : ข้อมูลทั้งหมดจะถูกจัดเก็บและประมวลผล ภายในประเทศไทยเท่านั้น และบริหารจัดการโดยคนไทย (GULF) เพื่อตอบโจทย์หน่วยงานรัฐและสถาบันการเงินที่ติดข้อบังคับด้านความปลอดภัยข้อมูล

Agentic AI (Vertex AI) : GULF นำเครื่องมือ AI ของ Google มาพัฒนาเป็น “AI Agent” ที่สามารถตัดสินใจและทำงานแทนมนุษย์ในกระบวนการซับซ้อน เช่น การอนุมัติสินเชื่ออัตโนมัติ หรือการบริหารจัดการโครงข่ายพลังงานไฟฟ้า (Smart Grid)

Local AI Ecosystem : สนับสนุนให้ธุรกิจในไทยเข้าถึงชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูง (TPU/GPU) ภายในประเทศ เพื่อฝึกฝนโมเดล AI ของตนเองโดยไม่ต้องกังวลเรื่องข้อมูลรั่วไหลออกนอกประเทศ

 หากมองภาพรวมการเชื่อมต่อ (The Big Picture) จะเห็นว่า GSA Data Center ทำหน้าที่เป็น “สมองและคลังข้อมูล” ที่ประมวลผล AI และจัดเก็บข้อมูลการเงิน ส่วน KBANK / Virtual Bank จะเป็น “ท่อส่งเงินและธุรกรรม” ที่ฝังตัวอยู่ในทุกแอปพลิเคชัน ส่วน Google Sovereign AI คือ ปัญญาประดิษฐ์ที่คอยวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าและบริหารความเสี่ยง

แผนรุกขยายน่านน้ำธุรกิจใหม่ของกัลฟ์ จัดได้ว่าเหนือชั้นจริงๆ