ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - คงต้องยอมรับความจริงกันว่า ณ เวลานี้ “ระบอบสีน้ำเงิน” นั้น มีอำนาจโดยสมบูรณ์แบบในระบอบการเมืองไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะสามารถกุมคะแนนเสียงในระบบรัฐสภาได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ผ่านทั้ง สส.เสียงข้างมาก และ “สว.สายสีน้ำเงิน” รวมถึงสามารถควบคุม “พรรคการเมือง” ต่างๆ ได้อยู่หมัดในการจัดตั้งรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น “พรรคเพื่อไทย” ที่เดินตามต้อยๆ อย่างหมดรูป หรือ “พรรคกล้าธรรม” ที่ถูกบีบจากเกมอำนาจจนไร้สิ้นพลังในการต่อรองโดยสิ้นเชิง
อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของ “ระบอบสีน้ำเงิน” จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่มี “ระบอบครูใหญ่” ซึ่งมี “เนวิน ชิดชอบ” ผู้มีอำนาจตัวจริงของพรรคที่ขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลัง จนมีการนำไปเปรียบเปรยกับวรรณกรรมที่ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ระดับตำนานของโลกอย่าง “The Godfather” กันเลยทีเดียว
ขณะที่ “เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน และว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ คงไม่ผิดถ้าจะกล่าวว่า จะมีวันนี้ไม่ได้เลย ถ้าไม่ได้รับการหนุนหลังจากเนวิน ชิดชอบ แถมก็เป็นเรื่องน่าตลกที่ตัว “เสี่ยหนู” เองยังมีชื่อปรากฏอยู่ในทะเบียนบ้านที่จังหวัดบุรีรัมย์ โดยในการเลือกตั้งและการลงประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา นายอนุทินก็เดินทางกลับมาใช้สิทธิ ณ หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 2 ศาลากลางหมู่บ้านไทยเจริญ ตำบลอิสาณ อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์
นี่คือ “สัญลักษณ์แห่งอำนาจ” และแสดงให้เห็นว่า “ใครคือศูนย์กลางอำนาจ” อย่างชัดแจ้ง
ดังนั้น ถ้าถามจะมีใครใหญ่กว่า นายอนุทินไหม ก็ต้องตอบว่าคือ “ครูใหญ่เน” ซึ่งเล่นการเมืองโดยที่ตัวเองไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน ไม่ต้องนั่งเก้าอี้ ไม่ต้องขึ้นเวที แต่มีอิทธิพลเต็มไม้เต็มมือ
นอกจากนั้น ในวันที่ 4 ตุลาคม วันเกิดครูใหญ่เน ใครที่มีป้ายแปะหน้าผากว่า สังกัดพรรคภูมิใจ แทบไม่มีใครกล้าขาด แม้แต่ตัวนายอนุทินเองก็ต้องเดินทางไปร่วมงาน เรียกว่า ถนนทุกสายมุ่งหน้าสู่บุรีรัมย์เลยก็ว่าได้
ทั้งนี้ การก่อร่างสร้างตัวก่อนที่จะมาเป็น “ระบอบครูใหญ่” นั้น ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่าง และฉายแสงให้เห็นนับตั้งแต่เมื่อครั้งที่ “เสี่ยเน” สร้าง “คนเสื้อแดง” ขึ้นมาสนับสนุน “ระบอบทักษิณ” ในการต่อสู้ทางการเมือง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่ธรรมดา แต่ถ้าจะกล่าวถึง “จุดเปลี่ยน” สำคัญ ก็ต้องเป็นเหตุการณ์เมื่อครั้งที่เกิดวาทกรรม “มันจบแล้วครับนาย” ในปี 2551 หรือวันที่เขาพากลุ่ม สส.พลิกขั้วไปหนุนประชาธิปัตย์และทำให้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี
และในเวลาต่อมา เนวินก็ค่อยๆ สลัดภาพนักการเมืองเก่า กลายเป็นคนปั้นบุรีรัมย์ให้เป็นเมืองกีฬาผ่านสิ่งที่เรียกกันว่า “บุรีรัมย์โมเดล” อันเป็นส่วนหนึ่งของ “ระบอบครูใหญ่” ซึ่งทำให้จังหวัดนี้เป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศ พร้อมๆ กับอิทธิพลที่เพิ่มมากขึ้นจากผลงานที่จับต้องได้ รวมถึงผลิตนโยบายการเมืองผ่านพรรคภูมิใจไทยที่ลงถึงรากหญ้าด้วยมอตโต้ที่ได้ผลอย่างน่าพอใจคือ “พูดแล้วทำ” กลายเป็นพรรคตัวแปรที่ทุกขั้วต้องเกรงใจ จะตั้งรัฐบาลยุคไหนก็เข้าร่วมทุกครั้งไป
จากนั้นก็มาสำแดงฤทธิ์ให้เห็นแบบจะแจ้งอีกครั้งเมื่อมีการเลือกตั้ง “สมาชิกวุฒิสภา(สว.)” ครั้งล่าสุดและผลออกมาว่า คนของ “สายสีน้ำเงิน” สามารถคว้าเก้าอี้มาครองได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการวางแผนนี้ มองการณ์ไกลยิ่งนัก เพราะต้องไม่ลืมว่า สว.มีความเกี่ยวโยงกับการส่งคนไปทำหน้าในองค์กรอิสระต่างๆ
กระนั้นก็ดี “ระบอบครูใหญ่” ก็ไม่ได้เปรี้ยงปร้าง กระทั่งเกิดกรณีคลิปการสนทนาระหว่างแพทองธาร ชินวัตรกับฮุน เซน ที่ทำให้พรรคเพื่อไทยมีปัญหา ประกอบกับความอ่อนด้อยทางการเมืองของ “พรรคส้ม” หรือ “พรรคประชาชน” ที่ไปหลงเหลี่ยมคูทางการเมืองด้วยการยกมือสนับสนุนให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี แลกกับข้อตกลงที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งช่วงระยะเวลาสั้นๆ ในการเป็นรัฐบาลที่บังเอิญกระแสรักชาติพุ่งถึงขีดสุดจากการปะทะกับกัมพูชาตลอดแนวชายแดน ได้ทำให้คะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยที่สถาปนาตัวเองเป็นแกนนำของฝ่ายอนุรักษ์นิยมเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อันส่งผล
เมื่อบวกกับได้รับสนับสนุนจาก “ลุง” และ “การโหน” ทำให้บรรดา “บ้านใหญ่-นักเลือกตั้งมืออาชีพและพรรคการเมือง” ที่ไวต่อสถานการณ์ได้แห่แหนเข้ามาซบจำนวนมาก และนั่นทำให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคภูมิใจไทยมีสส.มาถึงร่วม 200 คนเลยทีเดียว
ดังนั้น ถ้าจะกล่าวว่า ณ วันนี้ เวลานี้ “ระบอบครูใหญ่” ครองอำนาจทั้ง “สภาบน” และ “สภาล่าง” คงไม่เกินเลยไปจากความเป็นจริงเท่าใดนัก
ทั้งนี้ ในการจัดตั้งรัฐบาลซึ่งมีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำภายใต้การวางแผนบริหารจัดการของ “ระบอบครูใหญ่” สามารถสยบบรรดาพรรคการเมืองที่อยากเข้าร่วมรัฐบาลได้อย่างอยู่หมัด เพราะรับรู้ดีว่า การเป็นฝ่ายค้านนั้น “อดอยากปากแห้งเพียงใด” ซึ่งแรกเริ่มเดิมที “พันธมิตรสูตร 1” มีการวิเคราะห์กันว่า “พรรคภูมิใจไทย” กับ “พรรคกล้าธรรม” จะต้องร่วมหัวจมท้ายและประกาศจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันเป็น 2 พรรคแรก เพราะต้องไม่ลืมว่า การเป็นนายกรัฐมนตรีของนายอนุทินสมัยแรกจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้า “ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า” ไม่ให้การสนับสนุน จนนายเก่าถึงกับออกปากว่า “ไว้ใจมากเกินไป”
“ระบอบครูใหญ่” เล่นเกมอำนาจด้วยการชิงเปิดตัว “พรรคเล็ก” ร่วมรัฐบาล ตามต่อด้วย “พรรคเพื่อไทย” ซึ่งยกขบวนกันมา ณ ที่ทำการพรรคภูมิใจไทยแบบที่กูรูทางการเมืองใช้คำว่า “สยบยอม” อย่างสิ้นเชิงด้วยเหตุผลสำคัญคือ “ไม่อยากเป็นฝ่ายค้าน” และต้องการเก้าอี้รัฐมนตรีเพื่อฟื้นฟูระบอบทักษิณให้กลับคืนมาแม้จะเสี่ยงกับการถูกด่าสักเพียงใดก็ตาม
ต้องบอกว่า การจับมือกับ “พรรคเพื่อไทย” และบรรดา “พรรคเล็ก” ให้เข้าร่วมรัฐบาลส่งผลกระทบโดยตรงต่อ “พรรคกล้าธรรม” อย่างหนักถึงขั้นใช้คำว่า “มันจบแล้วครับผู้กอง” กันเลยทีเดียว เพราะนั่นคือสัญญาณที่แสดงออกให้เห็นว่า พรรคกล้าธรรมไม่ได้มีความสลักสำคัญอีกต่อไป และถ้าอยากจะร่วมรัฐบาลก็ต้องพร้อมจะยอมรับ “ทุกเงื่อนไข” โดยปราศจากคำถาม
ความเขี้ยวของ “ระบอบครูใหญ่” ยังสำแดงให้เห็นหนักขึ้นไปอีก เพราะไม่ว่าจะถูกถามเช่นไร ก็ไม่มีคำตอบที่แน่ชัดออกมาจากทั้งเบื้องสูงและเบื้องต่ำของพรรคภูมิใจไทยอย่างเป็นทางการ มีแต่ “แทงกั๊ก” เพื่อบีบให้พรรคกล้าธรรมทำได้แค่เพียงพยักหน้าเท่านั้น
วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 นายอนุทินให้สัมภาษณ์สื่อสองครั้งในเวลาที่ห่างกันเพียงไม่กี่ชั่วโมง ครั้งแรกในตอนเช้า นายอนุทินยืนยันว่ามีการพูดคุยกับพรรคกล้าธรรมเรียบร้อยแล้ว แต่ครั้งที่สองในตอนเย็น นายอนุทินปฏิเสธว่ายังไม่ได้คุยสิ่งใดเลย ซึ่งจะว่าไปช่างเหมือนกับสิ่งที่นักปรัชญาการเมืองชื่อดังอย่าง “นิโคลัส มาเคียเวลลี” เขียนไว้ในหนังสือ “The Prince” ว่า “ผู้ปกครองที่ฉลาดไม่ควรรักษาคำสัญญาเมื่อการรักษาคำสัญญานั้นเป็นโทษแก่ตน และเมื่อเหตุผลที่ทำให้เขาสัญญาไว้ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว”
นอกจากนี้ เมื่อถูกถามย้ำ จะสังเกตเห็นว่า นายอนุทินที่ได้รับ “ไกด์ไลน์” มาจาก “ระบอบครูใหญ่” บอกเพียงแค่ว่า คงต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ประกาศผลรับรองอย่างเป็นทางการเสียก่อน จึงจะมีการเจรจากับพรรคกล้าธรรมอย่างเป็นทางการ ซึ่งใครที่ได้ยินได้ฟังก็ต้องร้อง “ว้าว” พร้อมกับตั้งคำถามดังๆ ออกมาว่า แล้วทำไมถึงประกาศจับมือตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยได้
ผลที่ตามมาอย่างเห็นได้ชัดคือการที่แกนนำคนสำคัญของพรรคกล้าธรรมอย่าง “ไผ่ ลิกค์” ประกาศว่า “ไม่มีเงื่อนไขและไม่ยึดติดกระทรวงเกษตรฯ” อันทำทำให้สังคมรับรู้ได้ทันทีว่า พรรคกล้าธรรมยื่นขอเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่พรรคภูมิใจไทยไม่ยินยอมพร้อมใจยกให้
และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้การเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคกล้าธรรมดำเนินไปภายใต้ชั้นเชิงของความเป็น “ดอน” ซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจที่ไม่ต้องปรากฏตัวในทุกการเจรจา ด้วยยุทธวิธีไม่ผลักออกไปให้กลายเป็นศัตรูชนิดผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ หากแต่แสดงให้เห็นว่า ยังคงมีไมตรีต่อกันเพียงแต่อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่มีสิทธิต่อรองใดๆ เพราะรู้อยู่แก่ใจพรรคกล้าธรรมปรารถนาที่จะร่วมรัฐบาลมากกว่าเป็นฝ่ายค้าน ด้วยผลลัพธ์ของการปฏิเสธนั้น “เสีย” มากกว่า “ได้” ในสถานการณ์เยี่ยงนี้
ดังนั้น จงอย่าแปลกใจว่า ทำไมถึงไม่มีการพบกันระหว่าง “ร้อยเอก ธรรมนัส” กับ “นายอนุทิน” เสียที ขณะที่การพบกับ “มาดามแหม่ม-นฤมล ภิญโญสินวัฒน์” หัวหน้าพรรคกล้าธรรมตามกฎหมาย ก็มิได้มีถ้อยคำใดๆ ออกมา แถมยังมีท่าทีนอบน้อมพร้อมกับมีรายงานข่าวออกมาตรงกันว่า ในการพูดคุยจบลงด้วยคำว่า “เข้าใจค่ะ”
ถามว่า ร้อยเอก ธรรมนัส และพรรคกล้าธรรมรับรู้ถึงแรงกดดันที่บีบจนหน้าเหลืองดงกล่าวหรือไม่
ก็ต้องตอบว่า รับรู้
นั่นจึงเป็นที่มาของการที่ร้อยเอกธรรมนัสที่เก็บตัวเงียบไปหลายวัน ต้องลุกขึ้นมาให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ด้วยเนื้อหาและถ้อยคำที่เจ็บปวดอยู่ในใจสักเพียงใด
ร้อยเอก ธรรมนัส เปิดฉากออกตัวไปในท่วงทำนองเดียวกับสิ่งที่นายอนุทินให้สัมภาษณ์ว่า ทิศทางการเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคกล้าธรรมต้องรอ การรับรองผลเลือกตั้งจาก กกต.ก่อน จึงจะหารือร่วมกันระหว่างว่าที่ สส. และกรรมการบริหารพรรคเพื่อกำหนดจุดยืน โดยยืนยันว่าทุกอย่างต้องเป็นมติร่วม ไม่ใช่การตัดสินใจเพียงคนเดียว
อย่างไรก็ดี ร้อยเอก ธรรมนัสก็ประกาศเสียงดังฟังชัดว่า พรรคไม่กลัวการถูกบีบ หากใครบีบก็พร้อมตอบโต้ เพราะการเมืองไม่มีคำว่าสวยงาม พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ขณะนี้สังคมให้ความสนใจกับการจัดตั้งรัฐบาลมากเกินไป แต่กลับละเลยที่มาของการเป็นนักการเมืองซึ่งมาจากการเลือกตั้ง พร้อมเปรียบเปรยว่า “ตอนรักกัน น้ำต้มผักก็ว่าหวาน” และชี้ว่า คนที่มาจากการเลือกตั้งย่อมต้องการชนะการเลือกตั้ง ขณะที่บางคนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งกลับอยากเป็นรัฐบาล
“ในชีวิตผมไม่เคยทะเลาะกับใครก่อน แต่ถ้าใครทะเลาะกับผมก็กลับไปฝันร้าย”ร้อยเอก ธรรนัสกล่าวและยืนยันว่าพรรคไม่ต้องการมีปัญหากับใคร
แต่ที่ต้องขีดเส้นใต้ก็คือกรณีเก้าอี้ “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ที่มีปัญหา โดย ร้อยเอก ธรรมนัส ระบุว่า ผู้ที่จะมานั่งตำแหน่งนี้ต้องลงมือทำงานจริง ไม่ใช่นั่งอยู่ในห้องแอร์อย่างเดียว โดยเฉพาะการเจรจาขายสินค้าเกษตรในต่างประเทศ ซึ่งต้องอาศัยความรู้เชิงเทคนิคและการประสานงานหลายฝ่าย ไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์เพียงอย่างเดียว
แปลไทยเป็นไทยก็คือ พรรคกล้าธรรมโดยร้อยเอก ธรรมนัส แสดงความประสงค์ในเก้าอี้ตัวนี้อย่างไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งทำให้เป็นที่จับตาในทางการเมืองว่า สถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลกับการเข้าร่วมของพรรคกล้าธรรมสุดท้ายแล้วจะจบลงอย่างไร
กระนั้นก็ดี เมื่อพิเคราะห์สถานการณ์แบบป่าทั้งป่า ก็คงต้องยอมรับกันว่า “ระบอบครูใหญ่” นั้น เป็นระบบที่มิได้มีรากฐานทางการเมืองอันแข็งแกร่ง หากแต่อาศัย “การโหน” เป็นสำคัญ ซึ่งการที่พวกเขายิ่งใหญ่ในวันนี้ก็เพราะนักการเมืองและพรรคการเมืองต่างรับรู้ถึงสัญญาณบางประการ ทำให้ต้องสยบยอมอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ และเมื่อเวลาผ่านไป เมื่อความสำคัญในฐานะ “หมากการเมือง” หมดไป การล่มสลายก็จะค่อยๆ ปรากฏให้เห็นทีละน้อย ด้วยเชื่อเหลือเกินว่า กลุ่มการเมืองที่ยอมสยบ ณ ตอนนี้ ล้วนแล้วแต่เก็บ “ความแค้น” เอาไว้ในใจและรอวันที่จะเอาคืน เพราะทุกฝ่ายต้องเผชิญกับแรงบีบจาก “ระบอบครูใหญ่” จนหน้าเขียวทั้งสิ้น
ดังนั้น “ระบอบครูใหญ่” จะไม่อยู่ยั้งยืนยงเป็นอมตะตลอดไปอย่างแน่นอน เพราะต้องไม่ลืมว่า “ระบอบทักษิณ” ที่เคยยิ่งใหญ่ก็ล้มให้เห็นเป็นแบบอย่างมาแล้ว หรือกระทั่ง “ระบอบ 3 ลุง” ที่อยู่ในเกมอำนาจมานานนับทศวรรษ ซึ่งแม้จะยังมีอิทธิฤทธิ์อยู่บ้าง แต่ก็อ่อนแรงลงไปทุกวี่วันเช่นกัน


