ในความเป็นไป
วรศักดิ์ มหัทธโนบล
คำว่า โง่ ในภาษาจีนมีอยู่หลายคำ ขอเริ่มจากคำว่า เปิ้นตั้น (笨蛋) คำนี้แปลตรงตัวได้ว่า ไข่โง่ โดยพยางค์แรกแปลว่า โง่ พยางค์หลังแปลว่า ไข่ คำถามจึงมีว่า แล้วเหตุใดคนจีนจึงใช้คำว่า ไข่ มาเป็นคำประกอบของคำว่าโง่?
เหตุผลคือ ไข่ในวัฒนธรรมจีนแม้จะเป็นอาหารชนิดหนึ่งก็จริง แต่ก็เป็นอาหารมงคลในบางโอกาสเช่นกัน เช่น ใช้ต้มเลี้ยงเจ้าของวันเกิด โดยไข่ทุกใบจะถูกต้มในน้ำที่ใส่สีแดง ไข่ทุกใบจึงเป็นสีแดงเพื่อให้เป็นสิริมงคลให้แก่เจ้าของวันเกิด เป็นต้น
ไข่ในวัฒนธรรมจีนจึงไม่ใช่สิ่งที่น่ารังเกียจ แต่เมื่อถูกนำมาใช้ประกอบในคำว่า โง่ ในคำว่า เปิ้นตั้น แล้ว โดยนัยจึงมักใช้เรียกคนโง่ในเชิงหยอกล้อเวลาที่เจ้าตัวทำอะไรที่ดูโง่ แต่ไม่ได้สร้างความเสียหายรุนแรง ซึ่งอาจเป็นเรื่องโง่ๆ ที่เกิดได้กับทุกคนในชีวิตประจำวัน จนมีบ่อยครั้งที่คนที่ทำอะไรเช่นนั้นตำหนิตัวเองด้วยคำว่า เปิ้นตั้น ก็มี
คำต่อมาคือ ส่ากวา (傻瓜) คำนี้แปลตรงตัวว่า แตงโง่ โดยพยางค์แรกแปลว่า โง่ คำในพยางค์หลังแปลว่า แตง คำนี้จึงมีคำถามคล้ายกับคำแรกว่า ทำไมแตงจึงถูกใช้คู่กับว่าโง่
เรื่องนี้เล่ากันว่า ที่จีนมีชนเผ่าหนึ่งเรียกว่า ชนเผ่าเมล็ดทานตะวัน หรือ กวาจื่อจู๋ (瓜子族) ชนเผ่านี้มีความขยันขันแข็งมาก ขยันจนเผ่าอื่นคิดว่าคนในชนเผ่านี้โง่ จึงพากันเรียกคนเผ่านี้ว่า แตงโง่ เนื่องจากเห็นว่าชื่อของชนเผ่านี้มีคำว่า แตง เป็นคำเรียก
เรื่องข้างต้นนี้จริงเท็จอย่างไรไม่ทราบได้ คงต้องขอให้ผู้รู้มาอธิบายเป็นวิทยาทาน ด้วยคำว่า แตง ยังถูกใช้ในความหมายว่า โง่ อีกบางคำ เช่นคำว่า ไตกวา (呆瓜) โดยคำในพยางค์แรกแปลว่า โง่ ทึ่ม
แต่ก็ยังมีอีกคำหนึ่งคือ หม่ากวา (麻瓜) แปลว่า คนไร้คาถาเวทมนต์ ซึ่งคือคนธรรมดาทั่วไป คำนี้เป็นคำใหม่ในปัจจุบัน เพราะเป็นคำที่นำมาจากนิยายเรื่อง Harry Potter ของ เจ.เค. โรว์ลิ่ง (J. K. Rowling, 1965-) คำนี้เป็นคำทับศัพท์จากภาษาอังกฤษคำว่า Muggle ที่ใช้เรียกคนที่ไร้เวทมนต์คาถา คำคำนี้จึงเป็นศัพท์บัญญัติเพื่อให้เสียงจีนคล้ายกับเสียงอังกฤษ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าคนแปลช่างสรรหาคำมาได้ดี คือเลือกเอาคำว่า กวา (แตง) มาใช้กับคนที่ไร้เวทมนต์คาถา ซึ่งถือเป็นคนที่แปลกแยกสำหรับคนที่อยู่ในโลกของคนที่ล้วนแล้วแต่มีเวทมนต์คาถา
ต่อมาคือคำว่า ฉุ่นฮั่ว (蠢货) แปลว่า เจ้าโง่ ปัญญาอ่อน โดยคำว่า ฉุ่น แปลว่า โง่หรือทึ่ม คำว่า ฮั่ว แปลว่า ของ สิ่งของ ข้าวของ สินค้า เป็นต้น เมื่อนำมาประกอบเป็นสองพยางค์จึงแปลได้ประมาณว่า สิ่งโง่ๆ
คำว่า ฉุ่นฮั่ว จึงให้ความหมายที่ค่อนข้างจะรุนแรง ถือเป็นคำด่าเลยก็ว่าได้ ซึ่งผิดกับคำว่า เปิ้นตั้น (ไข่โง่) ที่ฟังดูเบากว่า
คำต่อมาคือคำว่า หูถูฉง (糊涂虫) แปลว่า สับสน เบลอ ไม่รู้เรื่องรู้ราว ไม่รู้สี่รู้แปด คำว่า หู แปลว่า แป้งเปียก กาว ข้าวต้มที่ต้มจนเนื้อเละ และยังหมายถึง สับสน เบลอ ส่วนคำว่า ถู แปลว่า ทา ป้าย ถู ขัด และคำว่า ฉง แปลว่า หนอน แมลง หรือสัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็ก เมื่อนำคำทั้งสามรวมเป็นสามพยางค์แล้วจึงมีความหมายดังที่กล่าวไปข้างต้น จะเห็นได้ว่า คำสำคัญจะอยู่ที่พยางค์แรก ส่วนสองพยางค์หลังทำหน้าที่ขยายความหรือตอกย้ำให้ชัดเจนขึ้น
อีกคำคือ อี๋ว์จั๋ว (愚拙) แปลว่า โง่เง่าเต่าตุ่น เป็นคำที่ให้ความหมายว่า โง่ ที่ฟังดูแรงที่สุด โดยคำว่า อี๋ว์ แปลว่า โง่ เขลา เบาปัญญา คำว่า จั๋ว แปลว่า เงอะงะ ไม่เก่ง ไร้ความรู้ความสามารถ ซุ่มซ่าม เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม นอกจากคำที่กล่าวมาแล้วยังมีคำอีกจำนวนหนึ่งที่มีความหมายว่า โง่ อยู่อีก แต่เป็นคำในเชิงแสลงหรือเป็นสำนวนเสียมากกว่า คำเหล่านี้ก็เช่น ไป๋ชือ (白痴) แปลว่า ไอ้หน้าโง่ ปัญญาอ่อน คำว่า เอ้อร์ไป๋อู่ (二百五) แปลตรงตัวว่า สองร้อยห้า เหน่าฉัน (脑残) แปลตรงตัวว่า สมองย่ำแย่ คงคล้ายกับสำนวนไทยที่ว่า ไปแล้ว เช่น คำพูดที่ว่า “สมงสมองไปหมดแล้ว” เป็นต้น และคำว่า หวังปาตั้น (王八蛋) โดยคำว่า หวังปา มักใช้เรียกเต่า คำนี้แปลตรงตัวว่า ไข่เต่า ความหมายจริงคือ โง่ งานแปลบางที่จะใช้ว่า ไอ้ลูกเต่า ซึ่งถือเป็นคำด่า
สรุปแล้ว คำที่มีความหมายว่า โง่ มีหลายคำจริงๆ ถ้าสืบค้นต่อไปจะเจออีกมาก
การที่จีนมีคำว่า โง่ ให้ใช้หลายคำหลายสำนวนนี้ จึงไม่แปลกที่จีนจะมีนิทานเกี่ยวกับคนโง่อยู่หลายเรื่อง ในที่นี้จะยกเอามาสองเรื่องมาเล่า
เรื่องหนึ่งชื่อ ดึงต้นกล้าให้โตเร็ว (ป่าเหมียวจู้จั่ง (拔苗助长) เรื่องนี้เล่าว่า ชาวนาผู้หนึ่งปลูกข้าวมานาน แต่แล้ววันหนึ่งในขณะที่เขาปลูกข้าวตามปกติอยู่ก็เกิดความคิดว่า ข้าวที่ปลูกช่างโตช้าไม่ทันใจ และด้วยความใจร้อนอยากให้ต้นข้าวโตเร็วๆ เขาจึงไปดึงต้นกล้าให้สูงขึ้นทุกต้น แล้วกลับบ้านด้วยความภาคภูมิใจในสติปัญญาของตน
กลับมาถึงบ้านเขาก็เล่าเรื่องนี้ให้ลูกชายฟังว่า เขาช่วยให้ต้นไม้โตเร็วขึ้นได้แล้ว เพื่อให้ลูกว่าเขาเป็นคนที่มีสติปัญญา พอเช้าวันรุ่งขึ้นเขาก็กลับไปดูที่นาแล้วก็พบว่า ต้นกล้าทุกต้นได้แห้งเหี่ยวเฉาตายไปหมดแล้ว เพราะรากของต้นข้าวถูกทำลายจากการที่เขายกต้นกล้าให้สูงขึ้น
อีกเรื่องหนึ่งชื่อ ลุงโง่ย้ายภูเขา (อี๋ว์กงอี๋ซัน, 愚公移山) เรื่องนี้มีหลายสำนวน ในที่นี้จะยกเอาสำนวนของอดีตผู้นำจีนคือ เหมาจ๋อตง มาเล่า โดยเหมาเล่าเรื่องนี้เนื่องในโอกาสกล่าวปิดการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์จีนสมัยที่ 7 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 1945 โดยมีความว่า
นานมาแล้วมีชายชราคนหนึ่งบ้านอยู่ภาคเหนือของจีนชื่อ “ลุงโง่เขาเหนือ” (เป่ยซันอี๋ว์กง, 北山愚公) ด้านใต้หน้าบ้านของแกมีภูเขาใหญ่สองลูกขวางทางอยู่ ลูกหนึ่งชื่อ เขาไท่หังซาน (太行山) อีกลูกหนึ่งชื่อ เขาหวางวูซาน (王屋山)
ลุงโง่ตัดสินใจพาลูกๆ ของแกใช้จอมขุดเขา หมายจะขุดภูเขาสองลูกนี้ทิ้ง ชายแก่อีกคนหนึ่งชื่อ ลุงฉลาด (จื้อโซ่ว, 智叟) เห็นเข้าก็หัวเราะและว่า พวกเจ้าทำเช่นนี้ช่างโง่จริงๆ พ่อลูกเพียงไม่กี่คนจะไปขุดภูเขาใหญ่สองลูกใหญ่ปานนี้ทิ้ง มันไม่มีทางเป็นไปได้หรอก
ลุงโง่ตอบว่า เมื่อข้าตายแล้วก็ยังมีหลาน ลูกๆ หลานๆ สืบต่อกันไปไม่มีวันสิ้นสุด ภูเขาสองลูกนี้แม้จะสูงเท่าสูง แต่มันก็ไม่งอกสูงขึ้นไปอีก ขุดไปหน่อยหนึ่งก็น้อยลงหน่อยหนึ่ง ทำไมจะขุดให้ราบไม่ได้เล่า?
ลุงโง่เมื่อโต้ความคิดที่ผิดของลุงฉลาดตกไปแล้ว ก็มิได้โลเลแม้แต่น้อย คงขุดเขาต่อไปทุกวันมิได้ขาด เรื่องนี้ทำให้เทวราชเกิดสะเทือนใจจึงส่งเทวดาสององค์มายังโลกมนุษย์ ยกเอาภูเขาสองลูกนี้ไปเสีย
นิทานเรื่องแรกสอนให้รู้ว่า การเร่งผลลัพธ์โดยไม่เข้าใจธรรมชาติของสิ่งนั้น อาจนำมาซึ่งความเสียหายได้ นิทานเรื่องแรกจึงทำให้เห็นว่า ชาวนาคนนี้โง่จริง ส่วนเรื่องหลังทำให้เห็นว่า บุคคลย่อมมีอุปสรรคในชีวิต ขอแต่เพียงไม่ท้อถอย อุปสรรคนั้นก็จะถูกขจัดไปได้ ตัวละครในเรื่องหลังแม้จะมีชื่อว่า ลุงโง่ แต่ตัวแกไม่ได้โง่ตามชื่อ แต่แกมีความเพียร และแม้จะมีความรู้ไม่สูง แต่ความเพียรที่แกมีก็นำมาซึ่งความสำเร็จให้ชีวิตจนได้
คำว่า โง่ จึงไม่ควรนำด้อยค่าบุคคล ไม่ว่าบุคคลนั้นจะยากดีมีจน


