คนแคระบนบ่ายักษ์
ไชยันต์ ไชยพร
จากการสิ้นพระชนม์ของ Charles VI และจักรพรรดินี Anna ที่เป็นโอกาสให้สวีเดนได้เข้าโจมตีรัสเซีย พร้อมๆ กับที่ฝรั่งเศสโจมตีออสเตรีย-ฮังการี ทำให้กระแสการทำสงครามของฝ่าย the Hats กลับฟื้นขึ้นมาได้อีกในสภาฐานันดร อีกทั้งการถูกกล่าวหาว่ามีการแอบติดต่อในทางลับกับทูตรัสเซียของฝ่าย Caps ทำให้ the Caps ถูกโจมตีให้ข้อหาคบคิดกับศัตรูของชาติ ส่งผลให้ the Caps ต้องเป็นฝ่ายนิ่งเฉย ไม่สามารถโจมตีความล้มเหลวของรัฐบาล the Hats ในการทำสงครามกับรัสเซียที่ผ่านมา
จากการที่ยังคงได้เสียงข้างมากในสภาฐานันดร รัฐบาลภายใต้ the Hats เดินหน้าประกาศสงครามระหว่างสวีเดนกับรัสเซียในกลางปี ค.ศ. 1741 ขณะเดียวกัน Frederick I ซึ่งมีพระชนมายุ 65 พรรษาแล้ว ได้ทรงเสนอพระองค์ต่อสภาฐานันดรที่จะนำทัพสวีเดนเข้าทำศึกในฟินแลนด์กับรัสเซีย แต่สภาฐานันดรปฏิเสธ และได้ให้เหตุผลว่าได้มีการลงมติแต่งตั้ง “นายพล Count Charles Emil Levenhaupt” เป็นผู้บัญชาการกองทัพไปแล้ว และอ้างว่า นายพล Levenhaupt ได้เดินทางไปถึงสนามรบแล้วด้วย
แม้ว่าจะไม่มีนักวิชาการคนใดวิเคราะห์ให้ความเห็นต่อการที่ Frederick I ทรงมีพระราชดำริที่จะขอเป็นผู้นำทัพสวีเดนในสงครามสวีเดน-รัสเซียในฟินแลนด์ช่วง ค.ศ. 1741 แต่ผู้เขียนเห็นว่า ถ้าพิจารณาจากท่าทีและความเคลื่อนไหวของ Frederick I ก่อนหน้านี้ที่ทรงพยายามจะฟื้นคืนพระราชอำนาจกลับมาในปี ค.ศ. 1723 ก็มีความเป็นไปได้ที่พระองค์จะทรงมีพระราชประสงค์ที่จะใช้โอกาสนี้ฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความนิยมในสถาบันพระมหากษัตริย์ให้กลับคืนมาอีก โดยทรงอาสาจะเป็นผู้นำทัพสวีเดนเข้าทำศึกสงครามที่มีพระราชภารกิจและหน้าที่ไม่ต่างจากองค์พระมหากษัตริย์สวีเดนในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นั่นคือ นอกจากจะทรงหวังผลทางการเมืองแล้ว ยังทรงเห็นว่าเป็นพระราชภารกิจและหน้าที่ขององค์พระมหา กษัตริย์ แม้ว่าพระองค์จะทรงมีพระชนมายุ 65 พรรษาแล้วก็ตาม
ส่วนการที่สภาฐานันดรปฏิเสธพระราชดำริดังกล่าวของ Frederick I นั้น นอกจากจะเป็นเหตุผลตามที่ได้ให้ไว้ว่าได้มีการลงมติแต่งตั้งนายพล Levenhaupt ไปแล้ว แต่ผู้เขียนเห็นว่า อีกเหตุผลหนึ่งคือ สภาฐานันดรไม่ต้องการให้สถาบันพระมหากษัตริย์กลับมามีบทบาทสำคัญต่อประเทศชาติอีก เพราะอาจจะส่งผลให้สถาบันพระมหากษัตริย์กลับฟื้นคืนความนิยมจากประชาชน และข้ออ้างที่ว่า ได้มีการแต่งตั้งบุคคลอื่นไปแล้วนั้น อันที่จริงการเมืองการปกครองภายใต้อำนาจสูงสุดอยู่ที่สภาฐานันดรภายใต้ the Hats ที่สามารถเรียกประชุมลงมติใหม่ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรสำหรับการบริหารราชการแผ่นดินในแบบของ the Hats ที่ไม่ค่อยจะให้ความสำคัญต่อการเคารพกฎกติกาอย่างเคร่งครัดเท่ากับการใช้กฎกติกาเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของฝ่ายตน
ขณะเดียวกัน ในการตัดสินใจประกาศสงครามกับรัสเซีย สภาฐานันดรและสภาบริหารภายใต้ the Hats ได้แอบติดต่ออย่างลับๆ กับ “เจ้าหญิง Elizabeth แห่งรัสเซีย” โดยมีฝรั่งเศสเป็นตัวกลางประสานให้โดยขณะนั้น Elizabeth ทรงต้องการการสนับสนุนจากสวีเดนในการขึ้นสู่บัลลังก์รัสเซีย และทางสวีเดนหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากเจ้าหญิง Elizabeth หลังจากที่พระองค์ได้เป็นจักรพรรดินีแล้ว โดยพระองค์กำลังวางแผนที่จะทำรัฐประหารยึดอำนาจจาก “Ivan VI” เพราะหลังจากที่จักรพรรดินี Anna สิ้นพระชนม์ลงในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1740 Ivan VI ได้ขี้นเป็นจักรพรรดิรัสเซียด้วยพระชนมายุเพียง 2 เดือนโดยมีพระราชมารดาทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ส่วนฝรั่งเศสก็ต้องการให้สวีเดนเดินหน้ายกทัพเข้าโจมตีรัสเซียในฟินแลนด์ โดยสัญญาจะให้เงินสนับสนุนจำนวนมาก
ด้วยเหตุผลต่างๆ เหล่านี้เองที่ทำให้รัฐบาลภายใต้ the Hats มีความมั่นใจอย่างยิ่งที่กองทัพสวีเดนจะประสบความสำเร็จได้ชัยชนะในการทำสงครามกับรัสเซียในฟินแลนด์ ถึงขนาดที่รัฐบาลได้เตรียมร่างรายละเอียดที่สวีเดนจะเรียกร้องเป็นเงื่อนไขในการทำสนธิสัญญาสันติภาพจากรัสเซีย
และจากความมั่นใจที่จะได้ชัยชนะในสงครามดังกล่าว ก็ยิ่งทำให้สภาฐานันดรปฏิเสธพระราชดำริของ Frederick I เพราะหากยอมให้พระองค์นำทัพ แน่นอนว่า หลังจากได้ชัยชนะ สถาบันพระมหากษัตริย์จะกลับมาได้รับความนิยมอย่างแน่นอน และย่อมจะสร้างปัญหาให้กับพวกอภิชนที่ต้องการลดทอนพระราชอำนาจให้ถึงที่สุด
แต่การมิได้เป็นไปอย่างที่รัฐบาลฝ่าย the Hats คาดหวังไว้ ด้วยในการทำสงครามในฟินแลนด์ ฝ่ายรัสเซียได้พยายามปลุกปั่นชาวฟินนิชที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองกำลังสวีเดนโดยมีพวก the Caps ในสวีเดนแอบสนับสนุนให้ชาวฟินนิชต่อต้านกองทัพสวีเดนในฟินแลนด์ด้วย โดยหวังให้กลุ่มต่อต้านสวีเดนในฟินแลนด์ประกาศอิสรภาพภายใต้การดูแลของรัสเซีย
ขณะเดียวกัน ในรัสเซีย Elizabeth ทรงสามารถทำรัฐประหารและขึ้นเป็นจักรพรรดินีสำเร็จโดยไม่ต้องพึ่งพาสวีเดน ทำให้พระองค์ไม่สนพระทัยที่จะให้การสนับสนุนช่วยเหลือสวีเดนต่อไปเท่าไรนัก อีกทั้งกองทัพสวีเดนก็ไม่มีกำลังและประสิทธิภาพเพียงพอ ด้วยสวีเดนภายใต้รัฐบาล the Hats สามารถมีกำลังพลได้เพียง 44,000 นาย ในขณะที่เดนมาร์ก-นอร์เวย์มีได้ถึง 57,000 นาย ปรัสเซีย 83,000 และรัสเซีย 200,000 นาย
แต่แม้ว่าสวีเดนจะมีกองกำลังในจำนวนที่น้อยกว่า ถ้าไม่สามารถรบชนะ แต่อย่างน้อยก็น่าจะสามารถตั้งรับได้พอสมควร แต่ก็กลับถูกโจมตีพ่ายแพ้ยับเยิน การบัญชาการกองทัพภายใต้ Levenhaupt ไม่สามารถทำให้กองทัพมีระเบียบวินัยอย่างมีประสิทธิภาพได้ และกองทัพสวีเดนในยุคแห่งเสรีภาพขาดผู้นำอย่างที่กองทัพในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์เคยมี นั่นคือ มีพระมหากษัตริย์เป็นผู้นำทัพ
ด้วยเหตุนี้ สงครามจึงลงเอยด้วยความพ่ายแพ้ยอมจำนนของกองทัพสวีเดน ส่งผลให้รัสเซียได้ครอบครองดินแดนส่วนใหญ่ในฟินแลนด์ได้
จากความล้มเหลวและสูญเสียอย่างร้ายแรงส่งผลให้เกิดความไม่พอใจและชิงชังในหมู่ประชาชน และต้องการหาผู้รับผิดชอบต่อความเสื่อมเสียและความหายนะของประเทศ อีกทั้งเหล่าทหารสวีเดนที่เหลือเดินทางกลับมาในสภาพที่อดอยากและป่วยไข้ โดยรัฐบาลไม่ได้มีมาตรการใดๆที่จะรองรับในการช่วยเหลือเยียวยาทหารเหล่านี้
และแน่นอนว่าฝ่าย the Hats จะต้องเผชิญมรสุมหนักในการประชุมสภาฐานันดรที่เกิดขึ้นในช่วง ค.ศ. 1741-1742
ในตอนต่อไป จะได้กล่าวถึง “การฆาตกรรมผ่านระบบตุลาการครั้งที่สอง (the second judicial murder)”


