“สอดแนมการเมือง”
“ชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย”
อาหารมื้อเที่ยงที่บ้านราชครูของ “น้าชาติ” ผมและเพื่อนๆ เรียกว่า “มื้อเที่ยงอาหารความรู้” ของพวกเราครับ!
มื้อเที่ยงวันหนึ่ง เมนูอาหารซ้ำๆ เช่นเคย.. นั่นคือ อาหารโปรตีนเนื้อสัตว์เต็มโต๊ะ ทั้งเป็ดย่าง-หมูแดง-หมูกรอบ และอื่นๆ ผมมองอาหารก่อนจะพูดตรงๆ กับน้าชาติว่า
“พ่อครับ.. ผมคงกินข้าวเที่ยงกับพ่อทุกวันไม่ได้นะครับ.. อาหารพ่ออร่อยมาก แต่ผมเป็นริดสีดวง เนื้อสัตว์ที่พ่อชอบกิน แต่ผมต้องทรมานตอนเข้าส้วมครับ”
น้าชาติมองหน้าผมอย่างเมตตาด้วยความเข้าใจ “ผมก็ลำบากตอนเข้าส้วมเหมือนชัช!” ว่าแล้วน้าชาติก็เอ่ยปากเรียก แม่บ้านออ มาสั่งว่า
“ออ.. มื้อต่อๆ ไป เธอเอากับข้าวที่มีผักขึ้นโต๊ะสักสองสามอย่างนะ แล้วหัวหน้า ทส.ฉันมาหรือยัง? ถ้ามาแล้วก็ให้มาที่นี่เลย ฉันจะคุยกับเขาต่อหน้าชัช”
ผมรู้สึกขอบคุณน้าชาติที่สั่งเพิ่มเมนูผักให้ผม ว่าแต่.. น้าชาติจะพูดอะไรกับหัวหน้า ทส. ต่อหน้าผม.. ผมอยากรู้จัง..
ไม่นานหัวหน้า ทส. น้าชาติก็มายืนตรงอยู่ข้างโต๊ะอาหารอย่างนอบน้อม ก่อนน้าชาติจะพูดด้วยเสียงที่ดังได้ยินชัดเจนทั้งหัวหน้า ทส. และผมว่า..
“คุณชัชเป็นที่ปรึกษาผมที่กล้าวิจารณ์ผมตรงๆ ผมมีคนทำงานที่ตามใจผมเยอะมาก และมีคนที่ “เยส” ตามผมตลอด ผมต้องขอบคุณที่คุณชัชเป็นที่ปรึกษา กล้าค้าน กล้าเสนอแนะ กล้าเห็นต่างผมต่อหน้าคนอื่น.. นั่นเป็นสิ่งที่ผมชอบ ผมต้องการคนแบบชัชนะ..”
คราวนี้น้าชาติมองหน้าผมแล้วพูดว่า “ชัช.. พ่อขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า ถ้าเดือดร้อนเรื่องเงินทองหรือเรื่องอะไรก็ตาม ชัชต้องบอกพ่อและโต้งทันที..”
“เอาล่ะ... คุณช่วยบอกกับ ทส. ทุกคน.. และคนทำงานกับผมตามที่คุณได้ยินผมพูดกับชัชด้วย”
พูดจบน้าชาติก็ชวนผมกินข้าวอย่างเป็นกันเอง ส่วนหัวหน้า ทส. ก็ลาไปกินข้าวต่างหากตามปกติ...
ผมประทับใจกับวิธีที่น้าชาติแก้ปัญหาให้ผม และรู้สึกขอบคุณทั้งพี่โต้งกับน้าชาติ.. เพราะผม “มีเรื่อง” ครับ!
เรื่องมีอยู่ว่า.. ถ้าเรื่องงานแล้ว ผมเป็นคนตรงไปตรงมาไม่กลัวใครทั้งนั้น ยิ่งในฐานะที่ปรึกษาและเลขาส่วนตัวน้าชาติกับพี่โต้ง ผมจึงต้องกล้าเสนอ-กล้าแนะนำ-กล้าเห็นต่าง-กล้าคัดค้าน-กล้าหนุน-กล้ารับทั้งถูกและผิด ฯลฯโดยเฉพาะถ้าเรื่องใดจะส่งผลเสียหายต่อพี่โต้งและน้าชาติ ผมพร้อม“รับผิดแทน”
การที่ผมพูดบางคำบางเรื่องกับน้าชาติ และกับนักการเมืองใหญ่บางคน และ ทส. บางคนของน้าชาติได้ยินย่อมเกิดความไม่พอใจต่อผมอย่างรุนแรง จนถึงขนาด ทส. บางคนเคยเดินมาพูดกับผมตรงๆว่า
“พี่ชัชมาจากไหนไม่รู้ แต่บางครั้งมาพูดกับน้าชาติแบบไม่เคารพ พวกผมไม่พอใจจริงๆ ถ้าพี่ชัชไม่ใช่เพื่อนลูกนาย(พี่โต้ง) และเป็นที่ปรึกษานาย(น้าชาติ).. พวกผมคงกระทืบพี่ชัชจมดินแล้วล่ะพี่ชัชรู้ไว้ด้วย”
ทส. กลุ่มนี้คงไประบายความในใจกับพี่โต้ง เรื่องจึงมาเข้าหูน้าชาติ การพูดคุยที่โต๊ะอาหารกับหัวหน้า ทส. ต่อหน้าผมจึงเกิดขึ้น...
หลังอาหารมื้อนั้น สถานการณ์ที่ทำท่าจะร้ายกับผม กลายเป็นเรื่องดีทันตาเห็น ด้วยบรรยากาศการประสานงานในหลายเรื่องของผมกับ ทส. กลุ่มนี้ของน้าชาติ ราบรื่นเป็นไปด้วยดีตลอด จนวันหนึ่ง ทส. คนหนึ่งได้มานั่งกินกาแฟและพูดกับผมว่า
“ตอนที่พี่ชัชเพิ่งมาทำงานกับนาย(น้าชาติ) พวกผมไม่พอใจคำพูดหมาไม่แดกหลายครั้งของพี่ชัช ตอนนี้พวกเรารู้แล้วว่าเข้าใจพี่ผิดไปจริงๆ พี่ชัชมีความจริงใจมากๆ ทั้งกับพี่โต้งและน้าชาติ.. พี่ชัชอย่าโกรธนะและขออโหสิให้พวกผมด้วย”
อืม.. แปลก? ผมไม่เคยมีความรู้สึกในทางลบกับ ทส. กลุ่มนี้ของน้าชาติเลย ตรงกันข้าม.. ผมกลับชื่นชมจิตใจของพวกเขาที่“ปากตรงกับใจ” โกรธเป็นโกรธ ชอบเป็นชอบ.. สมเป็น ทส. ของน้าชาติจริงๆ
จะว่าไปแล้ว! มีคนเคยวิจารณ์ผมว่า “ผมพูดตรงเกินไป” ในวงเล็บ.. ผมปากหมาครับ!!!
ดังเหตุครั้งหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในสภาฯ ที่ “ห้องสหประชาชาติ” ซึ่งน้าชาติกับนักการเมืองใหญ่น้อยมักไปนั่งกันเป็นประจำ ในวันที่มีการประชุมสภาฯ นักการเมืองหลายพรรคชอบมานั่งพูดคุยการเมืองกัน
วันหนึ่งบรรดานักการเมืองใหญ่ ต่างมีความคิดเห็นชอบที่จะมีการรวมพรรคกิจสังคมของอดีตนายกฯ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช กับพรรคชาติพัฒนาของอดีตนายกฯ พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ เข้าด้วยกัน
ณ “ห้องสหประชาชาติ” มีทั้งหัวหน้าพรรคกิจสังคม คุณมนตรี พงษ์พานิช คุณไพโรจน์ สุวรรณฉวี รวมถึง ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง และฝ่ายพรรคชาติพัฒนา มี น้าชาติ คุณประจวบ ไชยสาส์น เลขาพรรค รวมทั้งนักการเมืองอาวุโสอีกหลายคน ทุกคนพากันสนับสนุนเห็นด้วยกับการ “รวมพรรค”อย่างเต็มที่
เรื่องรวมพรรคนั้น น้าชาติ พี่ประจวบ และ พี่หมู-พัลลภ ตันหยงมาศ ผู้บริหารคนสำคัญของพรรคชาติพัฒนา ได้ยืนยันตรงกันในห้องสหประชาชาติว่า “อย่าให้เป็นข่าว ต้องรอให้ผ่านการประชุมพรรค หรือให้กรรมการบริหารพรรคชาติพัฒนาเห็นด้วยในปลายสัปดาห์นี้ก่อน”
แต่ช่วงนั้นได้มีการผลักดันให้กลุ่มนักการเมืองที่เห็นด้วย “ยกขบวน” ไปพบปะพูดคุยเรื่องรวมพรรคกับอดีตนายกฯ หม่อมคึกฤทธิ์ ที่บ้านซอยสวนพลู
และมี “มือไม่มืด”แอบไปบอกสื่อฯ กับไป “เตี๊ยม” รวมทั้งเขียนแถลงการณ์การรวมพรรค ให้หม่อมคึกฤทธิ์อ่านด้วย จึงเป็นเกม “มัดมือชก” ดึงสังคมในวงกว้าง เพื่อบีบบังคับทั้ง น้าชาติ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา และ พี่ประจวบ เลขาพรรคฯ ไว้ก่อนนั่นเอง
การใจร้อนกระทำเช่นนั้น แทนที่จะเป็นผลดี ให้เกิด“ผลสำเร็จ” กลับส่งผลตรงกันข้าม เพราะหลังข่าวนี้ถูกเผยแพร่ออกไป บรรดาบุคลากรของพรรคชาติพัฒนาต่างโทรศัพท์มาคัดค้านการรวมพรรคอย่างมากมาย
การรวมพรรคในครั้งนั้น จึงไม่สำเร็จ ด้วยเหตุผลว่า ยังไม่มีการประชุมพรรค ยังไม่มีการประชุมกรรมการบริหารของพรรคชาติพัฒนา แต่ดันไปออกข่าว “มัดมือชก” ว่า “ผู้ใหญ่สองฝ่ายตกลงรวมพรรค” แล้ว
ถึงขนาดมี “ใครบางคน” โทรศัพท์หา พี่ประจวบ เลขาฯ พรรค ขณะอยู่ในรถ(ซึ่งผมนั่งอยู่ด้วย) แสดงอาการโกรธเกรี้ยวอย่างรุนแรงว่า จะปลดน้าชาติออกจากหัวหน้าพรรคชาติพัฒนาเลย!
ทั้งๆ ที่การตั้งพรรค การหาเงินบริหารพรรค รวมทั้งเงินหาเสียง ก็น้าชาติเป็นคนทำเป็นหลัก! ส่วน “คนที่จะปลดน้าชาติ” ไม่ได้ทำอะไรเท่าที่ควรเลย!! นี่แหละหนาการเมืองแบบไทยๆ!!!
คืนนั้นมีการจัดเลี้ยงเรื่อง “รวมพรรค” ณ โรงแรมแห่งหนึ่ง ผมมารู้ภายหลังว่า พี่สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นคนจองและจ่ายเงินให้กับทางโรงแรม
ในงานนั้น ผมได้พูดต่อหน้านักการเมืองอาวุโสหลายคน รวมทั้ง ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ว่า
“พวกพี่เล่นเกมมัดมือชกน้าชาติ-พี่จวบ แบบนี้ไม่แฟร์ครับ! เพราะมีแต่เสียกับเสีย ทั้ง น้าชาติ พี่ประจวบ และพรรคชาติพัฒนา งานรวมพรรคครั้งนี้คงไม่สำเร็จครับ เพราะพวกพี่ไม่ให้เกียรติน้าชาติกับเลขาพรรค และกรรมการบริหารพรรคชาติพัฒนาเลย.. น่าเกลียดจริงๆ.. ผมขอพูดตรงๆ นะ ถ้าการรวมพรรคไม่สำเร็จ.. พวกพี่ทุกคนจะโทษน้าชาติกับพรรคชาติพัฒนาไม่ได้เด็ดขาดครับ”
เอ๊ะ! ผมปากหมาไหม? แต่นั่นเป็นสิ่งที่ผมต้องพูด โดยไม่สนใจใครหน้าไหน โดยเฉพาะต้องพูดกับบรรดานักการเมืองรวมพรรคในวันนั้น และต้องพูดแบบ“หมาๆ ครับ”
และเพราะบางคนอ้างว่า “น้าชาติกะล่อน.. น้าชาติไม่อยากรวมพรรคจึงใช้แผนมัดมือชก”! ผมจึงต้องพูดกับทุกคนต่อหน้าน้าชาติว่า
“ถ้ากรรมการบริหารพรรคชาติพัฒนาลงมติเห็นด้วยกับการรวมพรรค แล้วน้าชาติยังไม่ยอมรวมพรรค ถ้าน้าชาติกะล่อนต่อไป คงไม่มีนักการเมืองคบค้าสมาคมกับน้าชาติอีกแน่นอน”
เรื่อง “แผนมัดมือชก” ไม่มีนักการเมืองหรือใครสักคนเถียงผม.. แกล้งโง่ไม่รู้จริงหรือ? ยังไม่ประชุมพรรคแต่ด่วนเอาหม่อมคึกฤทธิ์มาอ่านแถลงการณ์รวมพรรคออกข่าวกันก่อนแล้ว
สุดท้าย พี่เฉลิมพูดกับผมว่า.. “เฮ้ย! ไอ้ชัช! เอ็งกล้าพูดว่าน้าชาติอย่างนั้นเลยหรือ?”
ขณะที่ “น้าชาติ” นิ่งเฉยสีหน้าเคร่งขรึม ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“ใครจะไปฝืนมติส่วนใหญ่พรรคได้ล่ะ.. มติพรรคว่าไง.. ผมหัวหน้าพรรคก็ต้องทำตามนั้น..!!!”


