"ปัญญาพลวัตร"
"ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"
วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์สื่อสองครั้งในเวลาที่ห่างกันเพียงไม่กี่ชั่วโมง ครั้งแรกในตอนเช้า เขาพยักหน้ายืนยันว่ามีการพูดคุยกับพรรคกล้าธรรมเรียบร้อยแล้ว ครั้งที่สองในตอนเย็น เขาปฏิเสธว่ายังไม่ได้คุยสิ่งใดเลย ความขัดแย้งระหว่างสองถ้อยคำนี้ดูเหมือนความสับสนหรือความไม่รับผิดชอบทางการเมือง แต่หากพิเคราะห์ผ่านกรอบของนิกโคโล มาเคียเวลลี ทฤษฎีชนชั้นนำ และวิถีการก่อตั้งรัฐบาลแบบมาเฟีย นี่คือการแสดงที่มีบท มีเจตนา และมีเป้าหมายที่ชัดเจนยิ่ง
ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงสร้างรัฐบาลผ่านนโยบาย การเจรจา และฉันทามติของประชาชน แต่ระบอบที่ห่มคลุมตัวด้วยผ้าประชาธิปไตยในขณะที่เนื้อในยังเป็นการเมืองอุปถัมภ์แบบดั้งเดิม ใช้กลไกการต่อรองที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ในระบอบหลังนี้ อำนาจไม่ได้มาจากประชาชน แต่มาจากการควบคุมทรัพยากร เครือข่าย และข้อมูลที่ไม่สมมาตร การก่อตั้งรัฐบาลจึงไม่ต่างจากการจัดแบ่งอาณาเขตอิทธิพลระหว่างกลุ่มชนชั้นนำที่แต่ละกลุ่มมีฐานอำนาจของตนเอง
บทความนี้วิเคราะห์พลวัตการต่อรองอำนาจระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรมในช่วงการจัดตั้งรัฐบาลกุมภาพันธ์ 2569 ผ่านสามกรอบทฤษฎีที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ แนวคิดอำนาจของมาเคียเวลลี ทฤษฎีชนชั้นนำของมอสกาและพาเรโต และการวิเคราะห์โครงสร้างรัฐบาลแบบวิถีมาเฟีย เพื่อทำความเข้าใจว่าเหตุใดการเมืองไทยจึงซ้ำรอยโครงสร้างเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้จะเปลี่ยนผู้เล่นบนเวทีไปแล้วก็ตาม
มาเคียเวลลี อธิบายว่าผู้ปกครองที่ดำรงอยู่ได้ต้องมีสองสภาพพร้อมกัน คือความแข็งแกร่งของสิงโตที่ใช้กำลังข่มขวัญ และความฉลาดเฉลียวของสุนัขจิ้งจอกที่หลบเลี่ยงกับดัก ข้อสังเกตที่สำคัญของมาเคียเวลลี คือผู้ปกครองที่ยิ่งใหญ่ไม่ใช้กำลังตลอดเวลา หากใช้กำลังเฉพาะเมื่อจำเป็น และใช้ความคลุมเครือในช่วงเวลาส่วนที่เหลือ
พฤติกรรมย้อนแย้งของนายอนุทินในวันที่ 17 กุมภาพันธ์เป็นการแสดงออกซึ่งหลักสุนัขจิ้งจอกในแบบฉบับมาเคียเวลลี อย่างสมบูรณ์แบบ เขาไม่ได้ปฏิเสธพรรคกล้าธรรมโดยตรง เพราะนั่นจะสร้างศัตรูที่เปิดเผยและเป็นภาระทางการเมืองในระยะยาว และเขาไม่ได้ยืนยันว่ารับพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลเช่นเดียวกัน เพราะนั่นจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกมั่นคงและสามารถต่อรองได้อีก แต่เขาเลือกใช้ “ความคลุมเครือเชิงกลยุทธ์” ซึ่งในทัศนะของมาเคียเวลลี คือรูปแบบอำนาจที่แยบยล เพราะมันสร้างความหวาดระแวงในฝ่ายตรงข้ามโดยไม่ต้องลงทุนใช้กำลัง
มาเคียเวลลี เขียนไว้ใน “เจ้าผู้ปกครอง” (The Prince) ว่า “ผู้ปกครองที่ฉลาดไม่ควรรักษาคำสัญญาเมื่อการรักษาคำสัญญานั้นเป็นโทษแก่ตน และเมื่อเหตุผลที่ทำให้เขาสัญญาไว้ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว” คำพูดนี้อาจฟังดูไร้จริยธรรม แต่ในการเมืองไทย มันคือคำอธิบายที่แม่นยำที่สุดสำหรับพฤติกรรมที่สาธารณชนมักเรียกว่า “พลิกลิ้น”
คำถามที่มาเคียเวลลี ตั้งไว้อย่างโด่งดังคือ ระหว่างการเป็นที่รักและการเป็นที่กลัว อะไรดีกว่าสำหรับผู้ปกครอง คำตอบของเขาคือเป็นที่กลัวดีกว่า เพราะมนุษย์ลังเลน้อยกว่าในการทำร้ายผู้ที่เขารักมากกว่าผู้ที่เขากลัว
ในบริบทของภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรม หลักการนี้แสดงออกผ่านกลไกของ “การสร้างความไม่แน่นอน” ที่ทำให้พรรคกล้าธรรมอยู่ในสภาวะหวาดระแวงตลอดเวลาว่าประตูรัฐบาลอาจปิดลงในทุกขณะ ความกลัวนี้มีประสิทธิภาพมากกว่าการสร้างความเป็นมิตร เพราะมันบีบให้พรรคกล้าธรรมต้องแสดงความยอมแพ้อย่างเปิดเผยก่อนที่จะได้รับการตอบรับ
เมื่อ นายไผ่ ลิกค์ ประกาศว่า “ไม่มีเงื่อนไขและไม่ยึดติดกระทรวงเกษตรฯ” นั้น ไม่ได้แสดงถึงความยืดหยุ่น แต่แสดงถึงสภาวะที่มาเคียเวลลี จะเรียกว่า “ผู้ที่กลัวมากพอจนยอมมอบทุกอย่างก่อนที่ฝ่ายตรงข้ามจะต้องขอ” และนั่นคือชัยชนะทางจิตวิทยาที่สมบูรณ์
มาเคียเวลลี แนะนำว่าการกำจัดคู่แข่งด้วยค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดคือสัญลักษณ์ของอำนาจที่แท้จริง วิธีที่ชาญฉลาดที่สุดไม่ใช่การทำลายศัตรูอย่างเปิดเผย หากแต่คือการทำให้ศัตรูกลายมาเป็นพันธมิตรที่ไร้เขี้ยวเล็บ
ยุทธวิธีที่ภูมิใจไทยใช้กับพรรคกล้าธรรมเดินตามหลักการนี้อย่างสมบูรณ์ แทนที่จะผลักพรรคกล้าธรรมออกไปเป็นฝ่ายค้านอย่างเปิดเผยซึ่งจะสร้างคู่แข่งที่มีแรงจูงใจทำลายรัฐบาล ภูมิใจไทยเลือกดึงพรรคกล้าธรรมเข้ามาในฐานะ “พรรคร่วมขนาดเล็กไร้อำนาจต่อรอง” ซึ่งทำให้ได้ประโยชน์สองทางพร้อมกัน ทั้งเสริมเสียงในสภาและทำลายฐานอำนาจต่อรองของพรรคกล้าธรรมในคราวเดียวกัน
ในอีกด้านหนึ่ง วิลเฟรโด พาเรโต นักสังคมวิทยาชาวอิตาเลียน พัฒนาทฤษฎีที่ว่าสังคมทุกสังคมถูกปกครองโดยชนชั้นนำกลุ่มน้อยเสมอ และประวัติศาสตร์ไม่ใช่สิ่งอื่นใดนอกจาก “สุสานของชนชั้นนำ” (graveyard of aristocracies) ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ไม่ได้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าสู่ความเท่าเทียม แต่เคลื่อนที่เป็นวงกลม (Cyclical) โดยมีซากศพของชนชั้นนำชุดเก่ากองพะเนินเป็นฐานให้ชนชั้นนำชุดใหม่ก้าวขึ้นไป พาเรโตแบ่งชนชั้นนำออกเป็นสองประเภทหลักตามลักษณะการใช้อำนาจ ได้แก่ กลุ่ม “สิงโต” ที่ใช้กำลังและการบีบบังคับ กับกลุ่ม “สุนัขจิ้งจอก” ที่ใช้การหลอกลวง การประนีประนอม และการสร้างฉันทามติที่ดูผิวเผินว่าเป็นประชาธิปไตย
การเมืองไทยหลังปี 2562 เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการหมุนเวียนชนชั้นนำแบบพาเรโต กลุ่มอำนาจทหารซึ่งเป็นชนชั้นนำแบบ “สิงโต” ค่อยๆ ถ่ายโอนอำนาจให้แก่ชนชั้นนำแบบ “สุนัขจิ้งจอก” อย่างกลุ่มการเมืองสายสีน้ำเงิน ที่สร้างอำนาจผ่านการจัดการเลือกตั้ง ระบบอุปถัมภ์ และการต่อรองทางการเมืองที่ซับซ้อน สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่โครงสร้างอำนาจ แต่คือเทคนิคในการรักษาอำนาจ
ในกรณีที่วิเคราะห์อยู่นี้ พรรคกล้าธรรมสามารถมองได้ว่าเป็นชนชั้นนำรุ่นใหม่ที่กำลังพยายาม “หมุนเวียน” ขึ้นมาแทนที่ชนชั้นนำรุ่นเก่าในสายสีน้ำเงิน แต่พาเรโตจะอธิบายว่าการหมุนเวียนนี้ไม่ได้เกิดจากความชอบธรรมหรือความสามารถ หากแต่เกิดจากความสามารถในการต่อรองและการสร้างพันธมิตร และในขณะที่ภูมิใจไทยยังคงควบคุมกลไกสำคัญ การหมุนเวียนนั้นจะถูกควบคุมให้เป็นเพียงการ “เติมสมาชิกใหม่ที่ยอมรับกฎของระบบ” ไม่ใช่การเปลี่ยนระบบอย่างแท้จริง
นักรัฐศาสตร์ชาวอิตาเลียนอีกคนหนึ่งคือ กาเอตาโน มอสกา เขาอธิบายในงานชิ้นสำคัญว่าในสังคมทุกสังคม มีชนชั้นปกครองกลุ่มเล็กที่ใช้อำนาจเสมอ ไม่ว่าระบอบการปกครองจะเป็นอะไรก็ตาม และชนชั้นนี้รักษาอำนาจผ่านสิ่งที่เขาเรียกว่า “สูตรทางการเมือง” (Political Formula) ซึ่งคือเรื่องเล่าที่ทำให้การปกครองของชนชั้นนำดูมีความชอบธรรม
ในการเมืองไทย สูตรทางการเมืองที่สายสีน้ำเงินใช้คือการอ้างว่าตนเองเป็น “ตัวแทนของฐานราก” และ “นักการเมืองท้องถิ่นที่เข้าใจชุมชน” ในขณะที่ความเป็นจริงคือการสร้างและรักษาเครือข่ายอุปถัมภ์ที่ซับซ้อน มอสกาจะชี้ให้เห็นว่าการที่ภูมิใจไทยต้องการควบคุมกระทรวงเกษตรและกระทรวงท่องเที่ยวไม่ใช่เรื่องนโยบาย แต่เป็นเรื่องการรักษา “วัตถุดิบ” ที่จำเป็นสำหรับการสร้างสูตรทางการเมืองให้คงอยู่ต่อไป ทั้งงบประมาณพัฒนาชนบท การแจกจ่ายผลประโยชน์ในภาคการเกษตร และทรัพยากรการท่องเที่ยวที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ล้วนเป็นเชื้อเพลิงของเครื่องจักรอุปถัมภ์
ในมิติของวิถีมาเฟีย ดิเอโก กัมเบตตา นักสังคมวิทยาผู้เชี่ยวชาญเรื่ององค์กรมาเฟีย อธิบายว่าลักษณะสำคัญที่สุดของมาเฟียไม่ใช่ความรุนแรง แต่คือการสร้าง “ตลาดความไว้วางใจ” (Trust Market) ในสภาพแวดล้อมที่สถาบันของรัฐไม่น่าเชื่อถือ มาเฟียทำหน้าที่แทนรัฐในการรับประกันสัญญา บังคับใช้ข้อตกลง และปกป้องผลประโยชน์ของสมาชิก โดยแลกกับการจงรักภักดีและส่วนแบ่งจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
หากนำโครงสร้างนี้มาวางทาบกับการเมืองไทยสายสีน้ำเงิน จะเห็นความคล้ายคลึงกันอย่างน่าขนลุก กลุ่มสายสีน้ำเงินทำหน้าที่เป็น “ครอบครัว” ที่มี “ดอน” เป็นศูนย์กลางอำนาจที่ไม่ต้องปรากฏตัวในทุกการเจรจา"คาโป" ในฐานะหัวหน้าปฏิบัติการในแต่ละพื้นที่ และ มี “ผู้ปฏิบัติ” ที่เป็นนักการเมืองท้องถิ่นที่ได้รับการปกป้องและแบ่งปันทรัพยากรแลกกับความจงรักภักดี
โครงสร้างนี้อธิบายว่าทำไมข่าวว่านายเนวิน ชิดชอบ “ยื่นคำขาด” จึงมีน้ำหนักและถูกรับฟังมากกว่าการประกาศทางการของผู้นำพรรคที่มีตำแหน่งทางการ เพราะในโครงสร้างมาเฟีย “ดอน” ไม่ต้องพูดบ่อย แต่เมื่อพูดแล้ว คำพูดนั้นคือกฎ
ในนิยายและภาพยนตร์ดัง The Godfather มีแนวคิดหนึ่งที่กลายเป็นภาษากลางของการวิเคราะห์อำนาจ นั่นคือ "an offer you can't refuse" ข้อเสนอที่ผู้รับไม่มีทางปฏิเสธได้ เพราะต้นทุนของการปฏิเสธสูงเกินกว่าที่จะรับไหว
สำหรับพรรคกล้าธรรม ข้อเสนอจากภูมิใจไทยมีโครงสร้างเช่นนั้นพอดี เงื่อนไขที่เสนอมาคือ “เข้าร่วมรัฐบาลได้ แต่ต้องคืนกระทรวงเกษตรฯ และยอมรับสถานะพรรครองที่ไม่มีอำนาจต่อรอง” ข้อเสนอนี้ฟังดูไม่ยุติธรรม แต่ทางเลือกในการปฏิเสธคือการเป็นฝ่ายค้านที่ต้องสูญเสียการเข้าถึงงบประมาณ สัมปทาน และเครือข่ายอุปถัมภ์ที่หล่อเลี้ยงโครงสร้างอำนาจของกลุ่มบ้านใหญ่
ในบริบทนี้ “ข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้” ของภูมิใจไทยจึงไม่ใช่ข้อเสนอในความหมายของการเจรจา แต่เป็นการประกาศสมการอำนาจที่ฝ่ายที่อ่อนแอกว่าต้องยอมรับ เพราะโครงสร้างระบบออกแบบมาให้การต่อต้านมีต้นทุนสูงเกินจะรับไหว
ในองค์กรมาเฟีย การ “โดดเดี่ยว” สมาชิกที่ไม่เชื่อฟังด้วยการตัดออกจากการเข้าถึงข้อมูล ทรัพยากร และการคุ้มครอง เป็นการลงโทษที่ทรงพลังกว่าความรุนแรงทางตรง เพราะมันทำให้เหยื่อสูญเสียสถานะและอำนาจโดยที่ผู้ลงโทษไม่ต้องสกปรกมือ
สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดในกรณีของร้อยเอกธรรมนัสคือการที่เขาไม่ได้ร่วมทริปสงขลากับนายอนุทินและนางสาวนฤมล ทั้งที่ข้อมูลก่อนหน้าบ่งชี้ว่าเขาจะร่วมไปด้วย การไม่ปรากฏตัวนี้ไม่ใช่ความบังเอิญ หากแต่เป็นสัญญาณที่ส่งถึงสาธารณชนและภายในวงการเมืองว่า “ตัวจริง” ของพรรคกล้าธรรมถูกตัดออกจากวงของการตัดสินใจแล้ว และที่เหลือคือการ “จัดการกับหุ่นเชิด” ที่ยอมรับเงื่อนไขที่วางไว้
ในวิถีมาเฟีย นี่คือการส่งสัญญาณว่า “เราพูดคุยได้ แต่ไม่ใช่กับคุณ” ซึ่งมีผลทางจิตวิทยาในการทำลายอำนาจต่อรองของร้อยเอกธรรมนัสอย่างสมบูรณ์โดยไม่ต้องพูดโดยตรง
การที่ร้อยเอกธรรมนัสเดินทางไปยุโรปในจังหวะนี้สามารถวิเคราะห์ได้ผ่านสองมุมมองที่ขัดแย้งกัน
มุมมองแรกคือ “การถูกโดดเดี่ยวจนต้องถอย” ซึ่งในภาษามาเฟียคือ การที่สมาชิกที่ถูกบีบอัดเลือกที่จะ “หายตัวไป” ชั่วคราวเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับดอนโดยตรง ซึ่งอาจจะนำมาซึ่งการสูญเสียสถานะอย่างเป็นทางการ
มุมมองที่สองคือ “Strategic Retreat” ในแบบที่นักยุทธศาสตร์ทหารเรียกว่าการถอยเพื่อรักษากำลัง ร้อยเอกธรรมนัสในฐานะนักการเมืองที่ผ่านสมรภูมิมาหลายยุค รู้ดีว่าการยืนสู้ในจังหวะที่ไม่ได้เปรียบจะสูญเสียมากกว่าได้ การถอยไปยุโรปจึงอาจเป็นการ “ปล่อยให้กลไกทำงาน” โดยมอบพื้นที่ให้พรรคจัดการดีลในระดับที่ตนเองสามารถยอมรับได้ แล้วกลับมารับตำแหน่งเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย
ทั้งสองมุมมองนี้ไม่ได้ขัดแย้งกัน และความเป็นจริงอาจเป็นส่วนผสมของทั้งคู่ในสัดส่วนที่แม้แต่ตัวร้อยเอกธรรมนัสเองอาจยังไม่แน่ใจในขณะนั้น สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในกรณีนี้ไม่ใช่ว่าใครชนะหรือแพ้ในการต่อรองรอบนี้ แต่คือว่าโครงสร้างที่ทำให้การต่อรองเป็นแบบนี้ยังคงดำรงอยู่อย่างมั่นคง
มาเคียเวลลี จะมองว่าภูมิใจไทยแสดงตัวเป็นผู้ปกครองที่เข้าใจธรรมชาติของอำนาจอย่างลึกซึ้ง ทั้งการใช้ความคลุมเครือ การสร้างความกลัว และการดึงศัตรูเข้ามาในระบบที่ตนควบคุม
พาเรโตจะมองว่านี่คือการหมุนเวียนชนชั้นนำตามรูปแบบปกติ ที่ชนชั้นนำรุ่นใหม่ถูกดูดซับเข้าสู่ระบบของชนชั้นนำรุ่นเก่า และกลายเป็น “ผู้รักษาระบบ” แทนที่จะเป็น “ผู้เปลี่ยนแปลงระบบ”
และกัมเบตตาจะมองว่าโครงสร้างทั้งหมดนี้คือตัวอย่างของ “ตลาดความไว้วางใจ” ที่องค์กรแบบมาเฟียสร้างขึ้นเพื่อรับประกันการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ในสภาพแวดล้อมที่สถาบันทางการไม่น่าเชื่อถือ
ทั้งสามมุมมองชี้ไปที่ข้อสรุปเดียวกัน คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดปกติของระบบ แต่คือการทำงานของระบบอย่างปกติ
สำหรับพรรคกล้าธรรม การ “คุกเข่า” เข้ารัฐบาลโดยยอมสละกระทรวงยุทธศาสตร์และยอมรับสถานะพรรครองนั้น ในระยะสั้นคือการรักษาออกซิเจนทางการเมืองที่จำเป็นสำหรับกลุ่มบ้านใหญ่ แต่ในระยะยาว มันมาพร้อมต้นทุนที่ลึกกว่า
การยอมแพ้อย่างเปิดเผยต่อหน้าสาธารณชนสร้างภาพของ “พรรคที่ไม่มีอำนาจต่อรอง” ซึ่งอาจส่งผลต่อการระดมทุน การสร้างพันธมิตร และการรักษาฐานเสียงในระยะยาว ในการเมืองที่อำนาจสร้างอำนาจ การปรากฏตัวในฐานะ “ผู้แพ้” แม้เพียงชั่วคราว ก็อาจเป็นสัญญาณที่ดึงดูดผู้ฉวยโอกาสให้เข้ามาซ้ำเติมในภายหลัง
มาเคียเวลลี จะเตือนในจุดนี้ว่า ผู้ปกครองที่ต้องการความช่วยเหลือจากคนอื่นในสถานการณ์วิกฤต จะพบว่าตนเองต้องพึ่งพาผู้อื่นตลอดไป และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการสูญเสียอำนาจที่แท้จริง
คำถามที่แท้จริงที่บทความนี้ไม่อาจตอบได้ในขณะนี้ คือว่าพรรคกล้าธรรมและร้อยเอกธรรมนัสจะถูกดูดซับ และยอมทำตามกฎของระบบตลอดไป หรือจะสะสมทรัพยากรและรอจังหวะเพื่อสร้างแรงกดดันจากภายในที่สามารถเปลี่ยนสมการอำนาจได้ในที่สุด
ในการเมืองที่โครงสร้างอำนาจลึกกว่าที่ตาเห็น คำตอบของคำถามนี้จะไม่ปรากฏบนหน้าข่าว แต่จะค่อย ๆ เผยตัวออกมาในการลงคะแนนงบประมาณ การจัดสรรโครงการ และพฤติกรรมของ ส.ส. ในสภาอีกหลายเดือนข้างหน้า และนั่นคือโฉมหน้าที่แท้จริงของการเมืองไทยร่วมสมัย ที่รูปแบบประชาธิปไตยเป็นเพียงเวทีการแสดง ในขณะที่เนื้อหาที่แท้จริงยังคงดำเนินอยู่ในเงามืดของการใช้เล่ห์เหลี่ยมและอำนาจในเครือข่ายชนชั้นนำ
----------------


