ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านพ้นไปแล้วพร้อมกับชัยชนะแบบ “แลนด์สไลด์” ของ “ค่ายสีน้ำเงิน-พรรคภูมิใจไทย” แต่ดูเหมือนยังคงมีปัญหาที่ทำให้การเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลของ “เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” สะดุดไปพอสมควร นั่นคือกรณีข้อกังขาเรื่อง “โกงการเลือกตั้ง” ที่มีการเคลื่อนไหวในหลากหลายพื้นที่เพื่อเรียกร้องให้ “นับคะแนนใหม่” แม้ไม่ว่ามองจากมุมไหนก็ไม่ส่งผลกระทบต่อสถานะพรรคอันดับหนึ่งที่มีสิทธิในการจัดตั้งรัฐบาลก็ตามที
ขณะที่ “การจับขั้วตั้งรัฐบาล” ก็มีเรื่องทำให้ปวดหัวอยู่ไม่น้อยจากผลการเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปตาม “ฉากทัศน์เดิม” ที่วางไว้ ทำให้การจับมือกันของ “พรรคพันธมิตรสูตร 1” คือ “พรรคภูมิใจไทย พรรคพรรคเพื่อไทยและพรรคกล้าธรรม” โดยมี “พรรคประชาธิปัตย์” เป็นตัวสอดแทรกสลับกับพรรคกล้าธรรม ไม่ราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น
แต่สิ่งที่เห็นก็คือ การแถลงข่าวอย่างเป็นทางการครั้งแรกของพรรคภูมิใจไทยด้วยการเปิดตัว “3 พรรคเล็ก” คือ “พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคใหม่ พรรคเศรษฐกิจ” ว่าสนับสนุนให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ต้องมีการตีความเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลกันอย่างขนานใหญ่ว่า เกิดอะไรขึ้น ด้วยเป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นหลัง “ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า” ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมออกมาประกาศดังๆ ว่า ทางพรรคมีเสียงอยู่ในมือประมาณ 80 ที่นั่งจากการการรวมตัวกันกับพรรคเล็กพรรคน้อยที่จะมาร่วมอุดมการกับพรรคกล้าธรรม
ทั้งนี้ คำตอบของการเปิดตัว “3 พรรคเล็ก” คือ “พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคใหม่ พรรคเศรษฐกิจ” ที่มีว่าที่ สส.รวมกันแล้ว 5 คนเข้ามาร่วมวงไพบูลย์ก็คือส่งสัญญาณเตือนไปยัง “พรรคที่ดีลไม่ลงตัว”
คำถามก็คือ “พรรคที่ดีลไม่ลงตัว” นั้นคือพรรคใดกันแน่ ระหว่าง “พรรคเพื่อไทยกับพรรคกล้าธรรม”
ทั้งนี้ หลายคนมองว่า “พรรคเพื่อไทย” คือพรรคที่ปัญหา ยิ่งเมื่อย้อนดูก็จะพบความขัดแย้งที่มีกับพรรคภูมิใจไทยมาอย่างต่อเนื่องจนสุดท้ายต้องแยกทางกัน แถมต้องยอมรับว่า ทั้งสองพรรคเปิดศึกเข้าใส่กันอย่างหนักหน่วง จนหลายคนคิดว่า ชาตินี้คง “ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ” อย่างแน่นอน ทว่า สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ก็คือ “การเมืองไทยนั้นไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร” ดังนั้น อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ ยกเว้นแต่การร่วมรัฐบาลระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน หรือการร่วมรัฐบาลระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคกล้าธรรม เพราะมีการประกาศเจตนารมณ์ออกมาอย่างชัดแจ้ง
แถมการที่ปล่อยให้ “พรรคเพื่อไทย” ไปเป็น “ฝ่ายค้าน” ร่วมกับ “พรรคประชาชน” นั้น ไม่เป็นผลดีกับรัฐบาลอย่างแน่นอน เพราะสามารถเขย่ารัฐบาลได้ตลอดเวลา ทำให้ไม่มีรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ
ดังนั้น การดึงพรรคเพื่อไทยเข้ามาร่วมรัฐบาลจึงเป็นเรื่องที่ “ได้มากกว่าเสีย” นั่นจึงเป็นที่มาของการที่นายอนุทินให้สัมภาษณ์เมื่อถูกถามถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองพรรคที่มีรอยร้าวถ่างออกไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงหาเสียงเลือกตั้งเสมือนเป็น “การเผาสะพานมิตรภาพระหว่างภูมิใจไทยและเพื่อไทย” ว่า สะพานจะกลับมาเชื่อมกันได้อีกหรือไม่ โดยนายอนุทิน กล่าวว่า “สะพานมิตรภาพไทย-ลาวมีตั้ง 5 แห่ง เดี๋ยวก็มีแห่งที่ 6 แล้ว”
ขณะที่ทางพรรคเพื่อไทยที่แม้จะพยายามเล่นละครด้วยการไปร่วม “ปรากฏการณ์นับใหม่” โดยแถลงเรียกร้องให้ กกต.ดำเนินการสอบสวนเหตุการณ์ผิดปกติในหลายเขตเลือกตั้งด้วยเช่นกัน แต่ก็แสดงสัญลักษณ์” ออกมาจากการที่ “เสี่ยหนิม-จุลพันธุ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ก็ใส่เสื้อ “สีน้ำเงิน” ทับด้วย “สูตรสีฟ้า” ในการแถลงข่าวของพรรค
แต่ที่ต้องขีดเส้นใต้สองเส้นก็คือ การที่นายอนุทินให้สัมภาษณ์หลังจากไปร่วมพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 108 รูป และเข้าเฝ้าถวายสักการะ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในโอกาสเสด็จลง ลานวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร ทรงบำเพ็ญพระกุศล ทรงตักบาตรถวายพระกุศล แด่สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี และถวายพระกุศลแด่พระบูรพาจารย์ เนื่องในมงคลสมัย 9 ปี นับแต่พระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช
กล่าวคือ เมื่อถูกถามว่าถึงสูตรรัฐบาลจะรวมสีเขียวหรือสีแดง มองว่าสีไหนจะทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพที่มั่นคง นายอนุทินตอบสั้นๆ แต่ชัดเจนในท่าทีว่าคือ “สีธงชาติ”
การบอกว่า “รัฐบาลสีธงชาติ” มีความหมายที่ไม่อาจมองข้ามได้ด้วยประการทั้งปวง
เพราะสีธงชาตินั้น ไม่มี “สีเขียว” ปรากฏอยู่ ทำให้มีการตีความกันไปใหญ่โตว่า งานนี้ “พรรคกล้าธรรม” ที่มีสีเขียวเป็นสีประจำพรรคถูกถอดออกไปจากสูตรจัดตั้งรัฐบาลแล้วกระนั้นหรือ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องอธิบายขยายความและติดตามกันต่อไป
ขณะเดียวกันก็ทำให้ถูกตีความว่า “พรรคเพื่อไทย” จะเข้าร่วมรัฐบาลค่อนข้างแน่ เพราะจะเป็นรัฐบาลสีธงชาติได้อย่างไร ถ้าไม่มี “สีแดง” ซึ่งเป็นสีประจำพรรคเพื่อไทยเข้าร่วม แถมเมื่อไปดูธงชาติจริงๆ ก็จะเห็นว่า ในธงชาตินั้นมีสีแดงถึง 2 แถบ และเป็นสองแถบที่อยู่ด้านบนและด้านล่างของธงชาติ โดยมีสีน้ำเงินซึ่งเป็นสีประจำพรรคภูมิใจไทยอยู่ตรงกลาง
ด้วยเหตุดังกล่าว จึงมีการมีบทสรุปว่า “พรรคภูมิใจหัวใจสีแดง” ร้อยเปอร์เซ็นต์
สอดรับกับกระแสข่าวก่อนหน้านี้ที่มีการปล่อยข่าวออกมาว่า “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” และ “คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์” ออกโรงเจรจากับ “อาจารย์เชน-ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” และตกลงที่จะเข้าร่วมกับค่ายสีน้ำเงินแล้ว
แถมว่ากันว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้เปิดเกมต่อรองโควต้าเก้าอี้รัฐมนตรีมากเมื่อเทียบกับพรรคกล้าธรรม
ส่วนถามว่า จะตัด “สีเขียว” คือพรรคกล้าธรรมออกไปเลยหรือไม่ ขณะนี้ยังไม่สามารถฟันธงได้ชัดเจน แม้นายอนุทินจะให้สัมภาษณ์เมื่อถูกถามกรณีจะไม่เอาพรรคการเมืองที่มีความเกี่ยวข้องกับทุนเทาว่า “ต้องฟังเสียงประชาชนอยู่แล้ว” และแม้แกนนำของพรรคดูจะทอดไมตรีไปที่ “สีแดง” มากกว่าก็ตาม เพราะเมื่อพิเคราะห์เกมที่กำลังดีลอยู่ในขณะนี้ กูรูทางการเมืองหลายสำนักตีความไปในทิศทางเดียวกันว่า สถานการณ์ยังอยู่ในขั้นของการเจรจาต่อรองเพื่อให้เกิดดีลที่เป็นผลในเชิงบวกกับพรรคภูมิใจไทยมากที่สุด
ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่า ค่ายสีน้ำเงินก็ออกอาการเคืองอยู่ไม่น้อยที่ทางพรรคกล้าธรรมส่งผู้สมัครลงแข่งในพื้นที่ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น กรณีที่ชัดเจนคือที่จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งผู้สมัครของพรรคกล้าธรรมเบียดเอาชนะผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทยไปได้
และแน่นอนว่า การเปิดตัว “3 พรรคเล็ก” และการประกาศ “รัฐบาลสีธงชาติ” ย่อมต่อก่อให้เกิดปฏิกิริยาจาก “พรรคกล้าธรรม” และร้อยเอก ธรรมนัสอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั้งนี้ ร้อยเอก ธรรมนัสให้ความเห็นโดยมองว่า พรรคเล็กที่ปรากฏตัวในการแถลงข่าว ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่เคยร่วมงานทางการเมืองกันมาก่อน ยืนยันว่าขณะนี้กล้าธรรมมี ส.ส. 58 เสียง ซึ่งถือว่ามั่นคง และยังมีแนวร่วมทางการเมืองเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ย้ำว่าพรรคใดจะถือเป็นพันธมิตรต้องเป็นไปตามการตกลงร่วมกัน ไม่สามารถนับรวมฝ่ายที่ยังไม่ได้แสดงจุดยืนชัดเจนได้
“พรรคเล็กที่เห็นนั่งแถลงข่าวกัน ส่วนใหญ่สมัยก่อนก็อยู่กับผมทั้งนั้นแหละ เสียงเรามีตั้ง 58 เสียง แล้วยังมีแนวร่วมเราอีก เอาเป็นว่าธรรมนัสเดินแต่ละสเตปไม่ธรรมดาแล้วกัน อย่าคิดว่าเป็นของใคร ให้คิดว่าเป็นพันธมิตรกับเรา สมการทางการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาลยังไม่มีอะไรแน่นอน” ร้อยเอก ธรรมนัสกล่าว
แถมร้อยเอก ธรรมนัสยังกระโดดเข้าร่วมวง “นับใหม่” ด้วยเช่นกัน โดยบอกว่า “มีความผิดพลาดเกิดขึ้นจริงในหลายพื้นที่ แม้กระทั่งในพื้นที่บ้านเกิดของตนเอง ได้สอบถามผู้สมัครของพรรคแล้วพบว่ามีข้อผิดพลาด จึงจำเป็นต้องมีการแก้ไขอย่างตรงไปตรงมา...และรับฟังเสียงของประชาชน หากวันหนึ่งประชาชนไม่ได้รับคำชี้แจงที่ชัดเจนจาก กกต. และออกมาแสดงพลัง ย่อมเป็นเรื่องที่น่ากังวลและต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง” เสมือนหนึ่งต้องการส่งสัญญาณไปยังพรรคภูมิใจไทยว่า อย่ามั่นหน้ามั่นโหนกจนเกินไป
ส่วน “พรรคพลังประชารัฐ” ที่มีข่าวว่าจะร่วมวงไพบูลย์หลังการปรากฏตัวของ “ตรีนุช เทียนทอง” ที่พรรคภูมิใจไทย มีรายงานว่า อยู่ในขั้นตอนของการเจรจา ดังนั้น จึงยังไม่ได้ข้อสรุปในการหารือและมีการเปิดตัวในรอบนี้ ซึ่งว่ากันว่า เหตุผลหลักที่ทำให้ต้องร้องเพลงรอ ไม่ใช่เรื่องเก้าอี้แต่เป็นเรื่องพรรคสีเขียวที่มีความหลังฝังใจกัน
ดังนั้น จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพราะยังไม่มีอะไรแน่นอน เพราะก็ต้องไม่ลืมว่า นายอนุทินให้สัมภาษณ์หลายต่อหลายครั้งว่า ต้องการรัฐบาลที่แข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ ซึ่งการมีพรรคกล้าธรรมอยู่ในรัฐบาลก็เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ในเรื่องนี้ เพราะทางพรรคภูมิใจไทยเองก็รู้อยู่แก่ใจว่า ผลการเลือกตั้งที่สีน้ำเงินแลนด์สไลด์ในการเลือกตั้งครั้งนี้ มิใช่สิ่งที่ยั่งยืนด้วยเป็นชัยชนะที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ภายในประเทศที่ทำให้ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งไม่มีทางเลือกมากนัก และทางพรรคภูมิใจไทยก็ “ฉวยโอกาสโหน” ได้อย่างชาญฉลาด กระทั่งสามารถดึงตัว “บ้านใหญ่” และ “นักการเมืองนกรู้” ที่หูไวตาไวโอนย้ายเข้ามาร่วมสังกัดเป็นจำนวนมาก ซึ่งถ้าไปตรวจสอบ สส.ที่เพิ่มขึ้นของพรรคภูมิใจไทย ส่วนใหญ่ก็ล้วนแล้วแต่เป็นนักการเมืองประเภทดังกล่าวแทบทั้งสิ้น
ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าพรรคภูมิใจไทยนั้นมิได้เป็นพรรคที่มีฐานเสียงเหนียวแน่นประเภท “ติ่งหรือด้อม ดังนั้น ในการตัดสินใจใดๆ จึงจำต้อง “คิด วิเคราะห์และแยกแยะ” อย่างละเอียดรอบคอบ เพราะจะส่งผลต่อการเมืองในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ตัดภาพกลับมาที่ “พรรคประชาชน” และ “พรรคประชาธิปัตย์” กันบ้าง เพราะต้องถือว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ทั้ง 2 พรรค แพ้แบบราบคาบ ทำให้มีการวิเคราะห์กันถึงต้นสายปลายเหตุว่า อะไรคือปัจจัยสำคัญ
สำหรับพรรคประชาธิปัตย์นั้น วิเคราะห์ไม่ยาก เพราะตกอยู่ในสภาวะถดถอยทางการเมืองมาอย่างยาวนานร่วมสิบปี ซึ่งผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาก็คือใบเสร็จแสดงความล้มเหลวที่ชัดแจ้ง ทั้งในสนามกรุงเทพมหานครที่ยังคงไม่สามารถตีตื้นคะแนนจากพรรคประชาชนมาได้ ขณะที่พื้นที่ภาคใต้ที่เป็นฐานเสียงที่สำคัญในอดีตก็อยู่ในสภาพเดียวกัน
นายอภิสิทธิ์และบรรดาแกนนำคนสำคัญก็รู้สภาพของพรรคเป็นอย่างดี ดังนั้น จึงมิได้คาดหวังว่าจะมี สส.ได้รับเลือกตั้งมากนัก ซึ่งถ้าจะว่าไป จำนวน สส.ที่ได้รับเที่ยวนี้ก็ดูจะเกินความคาดหมายเสียด้วยซ้ำ เพราะบางโพลถึงขนาดฟันธงว่า จะเป็นพรรคต่ำสิบเสียด้วยซ้ำไป
ดังนั้น การคัมแบ็กของนายภิสิทธิ์จึงเสมือนเป็น “การรีเซ็ต” พรรคประชาธิปัตย์ใหม่ทั้งหมด โดยหวังผลไปที่การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอีก 4ปีข้างหน้าหรือในการเลือกตั้งครั้งหน้าหากมีการยุบสภาก่อนครบวาระ
อย่างไรก็ดี ถ้าวิเคราะห์พรรคประชาธิปัตย์หลังการกลับมาของนายอภิสิทธิ์ ก็ต้องบอกว่า มีปัญหาไม่ต่างจากเดิม เพราะยังคงติดอยู่กับคำนิยามที่ไม่สามารถลบเลือนไปได้นั่นคือ “ดีแต่พูด” ทำให้ผู้ที่เคยชื่นชอบพากันย้ายค่ายเปลี่ยนขั้วออกไปเรื่อยๆ จนเหลือแฟนคลับตัวจริงประเภทรักเดียวใจเดียวหรือแฟนพันธุ์แท้ไม่มากนัก ยิ่งสำหรับ “คนรุ่นใหม่” ด้วยแล้ว มองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ด้วยซ้ำไปหว่า พรรคประชาธิปัตย์จะช่วงชิงมาจาก “พรรคประชาชน” ได้อย่างไร
นี่ไม่นับรวมถึงการที่ไม่สามารถแสวงหาแนวร่วมในการทางการเมืองกับพรรคอื่นๆ ได้เพราะชอบ “ยกตนข่มพันธมิตร” จนติดเป็นนิสัย ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่นายอภิสิทธิ์ต้องตีโจทย์ให้แตกถ้าต้องการแก้ pain point ในเรื่องนี้
ดังนั้น ถ้าจะว่าไป การรับบทเป็น “ฝ่ายค้าน” จึงเป็นสิ่งที่เหมาะสมสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ที่จะได้แสดงฝีมือในฐานะ “ฝ่ายค้านมืออาชีพ” ให้เห็นและกลับมาเป็นความหวังของประชาชนอีกครั้ง ส่วนสมมติว่า มีการตัด “สีเขียว” ออกไปจากสมการออกไปจริง นายอภิสิทธิ์จะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยากเช่นกัน แต่ถ้าจะให้ฟันธง คงต้องใช้คำว่า โอกาสแทบจะเป็นศูนย์
สำหรับ “พรรคประชาชน” การเลือกตั้งเที่ยวนี้คือ ความจริงที่พวกเขาต้องยอมรับ โดยเฉพาะคะแนนพรรคหรือคะแนนเลือกตั้งสำหรับ สส.ในระบบบัญชีรายชื่อที่ลดลงไปถนัดใจ คือลดไปถึง 4.66 ล้านคน(อย่างไม่เป็นทางการ) ขณะที่ตัวเลข สส.ระบบเขตที่ออกมาแม้จะยังไม่สะเด็ดน้ำ แต่ก็ถือว่า ลดน้อยลงไปเช่นกัน
คำถามก็คือ เกิดอะไรขึ้น
คำตอบของปรากฏการณ์ “ส้มหด” มาจากหลายปัจจัย แต่ปัจจัยที่สำคัญก็คือปัญหาภายใน เหมือนดังเช่นที่ “น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ” อดีต สส.กทม.พรรคประชาชน ซึ่งไม่ผ่านการคัดเลือกจากพรรคให้ลงสมัคร สส.ครั้งที่ผ่านมา ได้โพสต์ชำแหละพรรคมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมเรียกร้องให้นายณัฐพงษ์ลาออกเพราะไร้ภาวะผู้นำ
“คุณเท้งคุณไม่ได้เป็นคนเก่งอะไร ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ไม่ได้แสดงความรับผิดชอบต่อหน้าที่ในการลาออกจากตำแหน่ง ตั้งแต่ตอนที่ยกมือให้ภูมิใจไทยแล้วล้มเหลว นี่ก๊อกหนึ่ง ก๊อกสองยังมีและการคัดเลือกผู้สมัครฟอกเงินยาเสพติด 2 หมื่นล้าน ก๊อกสามยังมีมีการปล่อยผ่านเรื่องเว็บพนันจน เรื่องแดงที่หลังคุณควรลาออกตั้งแต่สามเรื่องนี้เกิดขึ้นแล้วค่ะ ถ้าเป็นจริยธรรมของนายกสากลทั่วโลก แต่คุณยึดติดกับตำแหน่งกระหายอำนาจทั้งๆ ที่ไม่มีศักยภาพจนมันเป็นแบบนี้ค่ะ”
นอกจากนี้ ยังมีกรณีของอดีตผู้สมัครพรรคประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือบางจังหวัดออกมาเปิดโปงในกรณีการคัดเลือกผู้สมัคร ที่ไร้มาตรฐาน ส่งผลให้พ่ายแพ้การเลือกตั้งในหลายจังหวัด โดยเฉพาะคะแนนเสียงที่ลดลงมาก ดังเช่นที่ “นายชัยประพันธ์ สิงห์ชัย” อดีตผู้สมัคร ส.ส.พะเยา เขต 3 พรรคก้าวไกล กล่าวว่า คะแนนในการเลือกตั้งจากพรรคก้าวไกลมาเป็นพรรคประชาชนลดน้อยลงไปมาก ส่วนตัวมองว่าการสรรหากรรมการบริหารพรรคค่อนข้างมีปัญหาคณะกรรมการภูมิภาคที่มีรองเลขาธิการพรรคฯ และผู้ประสานงานพรรคฯ ไม่ตรงไปตรงมา ส่งผลทำให้แรงศรัทธาลดน้อยถอยลงไป
เช่นเดียวกับ “ดร.รัตน์ธนวัตร พุทธจันทร์ (ดร.โจ)” อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล จ.เชียงราย กล่าวว่า กระบวนการคัดสรรผู้สมัคร ส.ส.เชียงราย ค่อนข้างไม่สมบูรณ์ด้วยวิธีคิดต่างๆ ที่มาจากผู้ประสานงานภาคและเลขาธิการต่างๆ ที่ได้คัดสรรในปี 2569 ซึ่งเคยทำหนังสือร้องเรียนไปทางพรรคแล้วแต่เรื่องก็เงียบไป
นอกจากนี้สิ่งที่เรียกว่าเป็นวิกฤตครั้งใหญ่อีกครั้งของพรรคประชาชนก็คือการที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ได้ชี้มูลความผิด 44 ส.ส. ของพรรค กรณียื่นร่างแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับมาตรา 112 โดยเตรียมยื่นต่อศาลฎีกา ซึ่งหากศาลรับคำร้อง ก็จะส่งผลให้พวกเขาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที และในจำนวนนั้นมีระดับหัวหน้าพรรคคือ นายณัฐพงษ์ น.ส.สิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค รวมถึงระดับแกนนำที่มีชื่ออีกหลายคน ซึ่งจะกระทบต่อจำนวน ส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งนี้อีกด้วยนับสิบคน โดยเฉพาะหากเป็น ส.ส.เขต ก็จะต้องมีการเลือกตั้งซ่อมกันใหม่
แม้ว่ายังมีขั้นตอนและระยะเวลาในการพิจารณาคดี แต่หากพิจารณาทางด้านกฎหมายแล้ว หลายคนมองว่า “ไม่น่ารอด” เหมือนกับที่ ป.ป.ช. ได้ชี้มูลความผิดดังกล่าวออกมาแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นชอตต่อเนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ ทำให้ทุกออย่างต้องเดินไปตามเส้นทางนี้แบบเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้น จึงไม่เกินเลยไปนักถ้าจะกล่าวว่า พรรคประชาชนกำลังอยู่ในภาวะวิกฤติหนัก ทั้งในเรื่องความศรัทธาที่หดหาย และสะท้อนออกมาผ่านผลการเลือกตั้งที่พ่ายแพ้ย่อยยับ ซึ่งจำต้องถอดบทเรียนครั้งใหญ่ ไม่เช่นนั้นจะส่งผลกระทบกับพรรคในระยะยาว


