ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ผลการเลือกตั้ง 2569 คอการเมืองมีเรื่องที่น่าวิเคราะห์กันหลายมิติ หากไม่นับพรรคใหญ่พลังดูดเบอร์หนึ่ง หรือ “พรรคส้ม” แรงแผ่ว และ “พรรคทักษิณ” ต่ำร้อยแล้ว ที่น่าสนใจวิเคราะห์เจาะลึกก็คือ “พรรคม้ามืด-พรรคล้มเหลว-พรรค(รอ)เลิก” ซึ่งทั้งเหนือความคาดหมาย และมีจุดจบตามนั้น
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา พรรคที่ถูกขนานนามว่าเป็น “ม้ามืด” อย่างแท้จริงมีอยู่ 2 พรรคหลัก ๆ คือ พรรคกล้าธรรม ซึ่งเป็นเซอร์ไพรส์ใหญ่ที่สุดของการเลือกตั้งครั้งนี้ สามารถคว้าที่นั่ง สส. รวมไปได้ถึง 58 ที่นั่ง พลิกความคาดหมายด้วยการเจาะฐานเสียงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคเหนือที่กวาดไปได้ถึง 20 ที่นั่ง และกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล
อีกหนึ่งคือ พรรคไทรวมพลัง ยังคงรักษาฉายา “ม้ามืด” ได้อย่างต่อเนื่อง โดยในรอบนี้สามารถคว้า สส. เขตมาได้ 6 ที่นั่ง ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีและอำนาจเจริญ โดยเป็นการล้ม “บ้านใหญ่” ในหลายเขตจนเป็นที่จับตามอง
กล่าวสำหรับพรรคกล้าธรรม (กธ.) ภายใต้การนำเชิงยุทธศาสตร์ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค ซึ่งกำชัยชนะเหนือคาดหมายนั้น นักวิเคราะห์การเมืองมองว่ามาจากการวางหมากของ “ผู้กองธรรมนัส” ที่แม่นยำ นั่นคือ
หนึ่ง ยุทธศาสตร์ “ป่าล้อมเมือง” และการเจาะฐานที่มั่นเกษตรกร โดยพรรคเน้นหนักในพื้นที่เกษตรกรรม ด้วยการชูผลงานเรื่อง “ดิน-น้ำ-ป่า” ที่ ร.อ.ธรรมนัส และพรรค เคยดูแลกระทรวงเกษตรฯ เช่น นโยบายการเปลี่ยน ส.ป.ก. เป็นโฉนด ซึ่งเข้าถึงใจกลุ่มเกษตรกรในเขตชนบทอย่างมาก ทำให้สามารถกวาดที่นั่งในภาคเหนือและภาคอีสานบางส่วนได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ
สอง กลยุทธ์การรวมกลุ่ม “บ้านใหญ่” โดยตัวนักการเมืองระดับพื้นที่และตระกูลการเมืองท้องถิ่นที่หลุดออกมาจากพรรคพลังประชารัฐเดิมหรือพรรคอื่น ๆ เข้ามาสังกัด ทำให้มีฐานคะแนนจัดตั้งที่เหนียวแน่น
สาม การชูจุดขาย “พรรคสายปฏิบัติ” พร้อมเป็นรัฐบาล เน้นการทำงานมากกว่าความขัดแย้งทางการเมือง สร้างภาพลักษณ์ “กล้าทำ” ล้อกับชื่อของพรรคและการสื่อสารเน้นย้ำความรวดเร็วในการแก้ปัญหา ซึ่งตรงกับความต้องการของชาวบ้านที่เบื่อหน่ายความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ และประชาชนในหลายพื้นที่เลือกกล้าธรรมเพราะเชื่อมั่นว่าจะได้เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อดึงงบประมาณลงพื้นที่ได้จริง
สี่ การใช้เครือข่ายท้องถิ่นและ Influencer นอกจากฐานเสียงดั้งเดิม พรรคยังขยายฐานผ่านกลุ่มผู้นำทางความคิดในระดับท้องถิ่นที่ช่วยสื่อสารนโยบายปากท้องในภาษาที่เข้าใจง่าย ทำให้กระแสพรรคพุ่งแรงในช่วงโค้งสุดท้ายจนกลายเป็นม้ามืดที่คว้า สส. ได้เกินคาด
“ไทรวมพลัง” ความลับสูตรลึกและเข้มข้นเชิงพื้นที่
ส่วนพรรคไทรวมพลังนั้น กลยุทธ์สำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการโค่น “บ้านใหญ่” มี 4 ปัจจัยสำคัญเช่นกัน กล่าวคือ
1. กลยุทธ์ “เจาะเฉพาะจุด” โดยพรรคไม่ได้ส่งผู้สมัครกระจายตัวทั่วประเทศ แต่เน้นทุ่มเททรัพยากรไปที่พื้นที่ที่มีฐานเสียงเข้มแข็งจริงๆ นั่นคือ การปักธงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีและอำนาจเจริญ เป็นหลัก โดยเฉพาะในเขตที่ผู้สมัครของพรรคมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับชุมชน ซึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี พรรคส่งผู้สมัครเพียงไม่กี่เขตแต่สามารถกวาดเก้าอี้ได้ทั้งหมดในเขตที่ส่ง แสดงถึงความแม่นยำในการเลือกพื้นที่เล่น
2. นโยบาย “6 ดี” แก้ปัญหาชายแดนและรากหญ้า คือ เศรษฐกิจดี, เกษตรดี, การศึกษาดี, สาธารณสุขดี, สิ่งแวดล้อมดี และธรรมาภิบาลดี เป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ท้องถิ่นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มจังหวัดชายแดนอีสานใต้ ที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาปากท้องและการค้าชายแดน ซึ่งเป็นหัวใจหลักของคนในพื้นที่อุบลราชธานีและอำนาจเจริญ ทำให้ได้ใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่รู้สึกว่าพรรคใหญ่ระดับชาติมองข้ามประเด็นเฉพาะถิ่น
3. การล้ม “บิ๊กเนม” ด้วยเครือข่ายใหม่ พรรคสามารถเอาชนะแชมป์เก่าและผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยและกล้าธรรม ได้ในหลายเขต จากการดึงผู้สมัครที่มีฐานคะแนนท้องถิ่นสูงและเบื่อหน่ายการจัดการภายในพรรคใหญ่มาสังกัดได้ บวกกับกระแสเปลี่ยนบ้านใหญ่ ซึ่งประชาชนในพื้นที่ต้องการเห็นนักการเมืองหน้าใหม่ ๆ เข้ามาบริหารทำให้กระแสพรรคไทรวมพลังพุ่งขึ้นเป็นทางเลือกที่สาม
4. ภาพลักษณ์ ของ นายวสวรรธน์ พวงพรศรี – กังฟู หัวหน้าพรรค เป็นภาพของ “คนรุ่นใหม่ หัวใจท้องถิ่น” มีความคล่องตัวและเข้าถึงง่าย ใช้โซเชียลมีเดียควบคู่กับการลงพื้นที่แบบเคาะประตูบ้าน ทำให้ดูแตกต่างจากนักการเมือง “บ้านใหญ่” แบบดั้งเดิมที่เข้าถึงยาก การวางตัวเป็นพรรคเล็กที่พร้อมทำงานกับทุกฝ่าย ไม่ยึดติดกับความขัดแย้งขั้วอุดมการณ์ใหญ่ระดับชาติ ทำให้คนพื้นที่กล้าเทคะแนนให้เพราะเชื่อว่าจะเข้าไปทำงานได้จริง
กังฟู - วสวรรธน์ เกิดที่จังหวัดนครราชสีมา ก่อนย้ายไปเติบโตที่จังหวัดอ่างทอง และศึกษาในระดับมัธยมศึกษาที่จังหวัดชลบุรี เขาเป็นบุตรชายของ มนัสมนต์ จิตรพิทักษ์เลิศ ซึ่งเป็นพี่สาวของ ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ภรรยาของ วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ทำให้เขาเติบโตมาในครอบครัวที่มีบทบาททางการเมืองมาอย่างยาวนาน
ด้านการศึกษากังฟูจบระดับมัธยมปลายจากสหรัฐอเมริกา ก่อนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ สาขาภาษาอังกฤษและภาษาจีน หลักสูตรนานาชาติ ทำให้เขามีความสามารถด้านภาษาจีนและสื่อสารได้อย่างคล่องแคล่ว
หลังจบการศึกษา เขาเริ่มต้นทำงานด้านการส่งออกสินค้าเกษตร โดยเฉพาะธุรกิจแป้งมันของตระกูลหวังศุภกิจโกศล ก่อนจะเข้าสู่สนามการเมืองจากการทำหน้าที่เป็นเลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ต่อมาเมื่อ จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล (กบ) ก่อตั้งพรรคไทรวมพลัง “กังฟู” จึงรับตำแหน่งหัวหน้าพรรค
ความสำเร็จของ พรรคไทรวมพลัง ในการเลือกตั้ง 2569 จะกลายเป็นโมเดลที่พรรคขนาดเล็กและพรรคท้องถิ่นให้ความสนใจเดินตามรอยหรือไม่นับเป็นประเด็นที่น่าสนใจ ซึ่งหากถอดโมเดลไทรวมพลัง จะเห็นชัดเจนว่าเล็กพริกขี้หนูก็สามารถล้มช้างได้ โดยการใช้โมเดล “ป่าล้อมจังหวัด” ไม่จำเป็นต้องส่งสส.ทั่วประเทศ แต่หันมาโฟกัสในจังหวัดที่ตนเองมีฐานเสียงแน่นปึ๊ก หากกวาดมาได้ 5-10 ที่นั่งก็เพียงที่จะเป็นตัวแปรในการจัดตั้งรัฐบาล
หรือ โมเดล “คนรุ่นใหม่ที่เป็นลูกหลานบ้านใหญ่” ซึ่งความสำเร็จของ “กังฟู” เป็นการผสมผสานระหว่างคอนเนคชั่นเดิมที่มีสายสัมพันธ์กับฐานคะแนนเดิมของกลุ่มการเมืองท้องถิ่นบวกกับภาพลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ที่เข้าถึงง่ายและทันสมัย ซึ่งพรรคการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดอื่น ๆ อาจเริ่มผลักดันทายาทหรือคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ขึ้นมาเป็นหน้าตาพรรคแทนการใช้ผู้อาวุโสแบบเดิม เพื่อช่วงชิงคะแนนจากกลุ่ม New Voters
และ โมเดล “พรรคเฉพาะกิจที่มีอุดมการณ์ปากท้อง” อย่างกรณีของพรรคไทรวมพลัง ที่ไม่ได้สู้ด้วยอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมVS เสรีนิยม แต่สู้ด้วยอุดมการณ์เชิงพื้นที่
พรรคล้มเหลว “ไทยก้าวใหม่” – “ดร.เอ้”ไปไม่ถึงฝัน
พรรคไทยก้าวใหม่ ภายใต้การนำของ ดร.เอ้-สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ และ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ต้องเผชิญกับผลการเลือกตั้งปี 2569 ที่ไม่เป็นไปตามเป้า โดยไม่สามารถคว้าที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรได้แม้แต่ที่นั่งเดียว จากการวิเคราะห์ของสื่อและนักวิชาการมีสาเหตุหลักมากจากหลายปัจจัย
แรกสุดคือ คะแนนถูกเบียดจากพรรคขนาดใหญ่ เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งนี้มีการแบ่งขั้วที่ชัดเจนระหว่างขั้วอนุรักษนิยม (ภูมิใจไทย) และ “ขั้วปฏิรูป” (พรรคประชาชน) ผลคือพรรคส้มกวาดเรียบในเมืองกรุงเทพฯและนนทบุรี ทำให้พรรคใหม่อย่างไทยก้าวใหม่ที่เน้นนโยบายทันสมัยและกลุ่มคนเมืองถูกแย่งฐานเสียงหลักไป
ถัดมาคือ นโยบายเชิงวิชาการของ “ดร.เอ้” เข้าถึงฐานเสียงกว้างได้ยาก แม้พรรคจะชูแคมเปญ “ธนู 4 ดอก” และนโยบายสร้างคน-สร้างระบบ แต่การสื่อสารส่วนใหญ่ถูกมองว่ามีความเป็นวิชาการสูง ขณะที่ในสนามเลือกตั้งที่สู้กันด้วยนโยบายประชานิยม หรือประเด็นปากท้องเร่งด่วน นโยบายเชิงโครงสร้างและการศึกษาที่มีความซับซ้อนเชิงนโยบาย ของ ดร.เอ้ อาจจะดูไกลตัวสำหรับผู้ใช้สิทธิในวงกว้าง
และการขาดฐานคะแนนเสียงเมื่อเทียบกับพรรคม้ามืดอย่างพรรคกล้าธรรม ที่มีเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่นหนาแน่น พรรคไทยก้าวใหม่ยังขาดกลไกในการดึงคะแนนเสียงในพื้นที่ชนบทและเขตเลือกตั้งนอกกรุงเทพฯ
ในช่วงโค้งสุดท้าย ประชาชนจำนวนมากเลือกที่จะเทคะแนนให้กับพรรคที่มีโอกาสชนะสูงกว่าเพื่อป้องกันไม่ให้ขั้วตรงข้ามได้เปรียบ ผู้ใช้สิทธิที่ชื่นชอบตัว ดร.เอ้ หลายคนอาจตัดสินใจไปเลือกพรรคใหญ่ที่มีอุดมการณ์ใกล้เคียงกันแทน เพราะกังวลว่าคะแนนที่เลือกพรรคเล็กจะ “ตกน้ำ” หรือไม่เพียงพอที่จะได้ สส. บัญชีรายชื่อ
นอกจากนั้น การแข่งขันในกลุ่มพรรคเกิดใหม่ พรรคไทยก้าวใหม่ต้องแย่งชิงพื้นที่สื่อและคะแนนเสียงกับพรรคใหม่อื่น ๆ หลายพรรคที่มีสีสันและจุดขายต่างกัน เช่น พรรคทางเลือกใหม่ของ “พี่เต้ - มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์” ที่สร้างกระแสไวรัลด้วยนโยบายสุดโต่ง กลับสามารถรักษาฐานคะแนนเดิมไว้ได้บางส่วนจนได้ สส. 1 ที่นั่ง
ขณะที่ภาพลักษณ์ความเป็นวิศวกร/นักวิชาการของดร.เอ้ ซึ่งในเชิงทฤษฎีความรู้ความเชี่ยวชาญ ควรเป็นจุดแข็งที่สุด แต่ในบริบทการเลือกตั้งปี 2569 ภาพลักษณ์นี้กลับกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมามีผลต่อคะแนนนิยมของ ดร.เอ้ เอง
ส่วนกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่นิยมคนรุ่นใหม่ วิสัยทัศน์ไกล ซึ่งควรจะเป็นฐานเสียงหลักของดร.เอ้ก็ถูกกลบด้วยความล้ำของพรรคประชาชน ที่ทำงานเชิงข้อมูลและนำเสนอการแก้ปัญหาเชิงอำนาจที่เร้าอารมณ์ความรู้สึกได้มากกว่าการเสนอแก้ปัญหาเชิงเทคนิคแบบดร.เอ้ ซึ่ง “Over-Professional” จนขาดเสน่ห์ทางการเมือง ในเวทีดีเบต ดร.เอ้ มักจะพยายามอธิบายวิธีการอย่างละเอียด ซึ่งบางครั้งทำให้ดูเหมือนการสอนหนังสือ มากกว่าการแสดงวิสัยทัศน์ที่ปลุกเร้าใจคน
สุดท้าย ยุทธศาสตร์พรรคที่ก้ำกึ่ง ซึ่งพรรคไทยก้าวใหม่พยายามวางตัวเป็น “พรรคสายเทคโนแครต” ที่อยู่เหนือความขัดแย้ง แต่ในโลกความจริงของการเลือกตั้งปี 2569 คือ การสู้กันของขั้วอุดมการณ์ เมื่อ ดร.เอ้ ไม่เลือกข้างที่ชัดเจนระหว่างอนุรักษนิยมสุดโต่ง หรือ ปฏิรูปสุดโต่ง ทำให้กลุ่มผู้เลือกตั้งมองไม่เห็นว่าถ้าเลือกไปแล้ว ดร.เอ้ จะไปอยู่ฝั่งไหน คะแนนจึงไหลไปหาพรรคที่มีจุดยืนทางการเมืองชัดเจนกว่า
กล่าวโดยสรุปแล้ว ภาพลักษณ์วิศวกร/นักวิชาการ คือ “จุดแข็งในฐานะผู้บริหาร” แต่เป็น “จุดอ่อนในฐานะนักเลือกตั้ง” แม้ว่าความรู้ความสามารถของดร.เอ้คือของจริง แต่วิธีการสื่อสารและจังหวะเวลาทางการเมืองที่เน้นขั้วอุดมการณ์เข้มข้น ทำให้ความเก่งนั้นถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย
“พรรคสองลุง” “พปชร.- รทสช.” รอล้มเลิก
ผลการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ยืนยันภาพการล่มสลายของพรรคที่เชื่อมโยงกับอดีตนายทหารใหญ่อย่างชัดเจน โดยทั้ง พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ประสบความพ่ายแพ้ครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นการย้ำรอยประวัติศาสตร์ “พรรคเฉพาะกิจ” ของทหารที่มักจะเสื่อมถอยและหายไปหลังสิ้นสุดอำนาจนำของผู้นำกองทัพ
หากวิเคราะห์ความพ่ายแพ้ของ “พรรคสองลุง” ในปี 2569 จะพบว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ประสบความล้มเหลวอย่างหนักในการรักษาฐานเสียงเดิม ส่วนพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เผชิญกับภาวะถดถอยถึงขีดสุด หลังจากการแยกตัวของกลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่นำสมาชิกกว่า 20 คนย้ายไปสังกัด พรรคกล้าธรรม
สำหรับปัจจัยที่นำไปสู่การ “ตอกฝาโลง” ของพรรคสองลุงนั้น กล่าวได้ว่า การสิ้นสุดมนต์ขลังของตัวบุคคล หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ขยับไปดำรงตำแหน่งองคมนตรีและยุติบทบาททางการเมืองไปก่อนหน้านี้ ขณะที่ พล.อ.ประวิตร ในวัย 80 ปี ไม่สามารถสร้างกระแสความนิยมใหม่ ๆ ได้ และมักถูกโจมตีผ่านสื่อโซเชียลบ่อยครั้ง
ความขัดแย้งภายใน : ทั้งสองพรรคเผชิญกับการชิงอำนาจภายในและการแยกตัวของกลุ่ม สส. ที่มีฐานคะแนนในมือ (บ้านใหญ่) เพื่อไปหาที่อยู่ใหม่ที่มีอนาคตกว่า เช่น พรรคภูมิใจไทย หรือพรรคกล้าธรรม
การขาดรากฐานอุดมการณ์ : พรรคเฉพาะกิจทั้งสองถูกมองว่าสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นทางผ่านสู่อำนาจของคณะรัฐประหาร เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยนไปสู่ยุคที่ สว. ไม่มีสิทธิ์เลือกนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ พรรคเหล่านี้จึงขาดกลไกพิเศษที่จะดึงดูดใจผู้สมัครและผู้เลือกตั้ง
อนาคตที่ใกล้ดับวูบลงของพรรคสองลุง เป็นการตอกย้ำประวัติศาสตร์พรรคทหาร ซึ่งเหตุการณ์ในปี 2569 นี้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับพรรคทหารในอดีต เช่น พรรคเสรีมนังคศิลา (พ.ศ. 2498) ที่ล่มสลายไปหลังยุคผู้นำทหารสิ้นอำนาจ การล่มสลายของ พปชร. และ รทสช. จึงเป็นการย้ำภาพว่าพรรคการเมืองที่ไม่ได้เกิดจากฐานมวลชนหรืออุดมการณ์ที่แท้จริง แต่มุ่งเน้นการสืบทอดอำนาจ มักจะไม่สามารถดำรงอยู่ได้ในระบบรัฐสภาที่เปิดกว้างและแข่งขันกันด้วยผลงานและนโยบาย


