ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - จับสัญญาณเตือนประเทศไทยเผชิญวิกฤตคอร์รัปชั่นโจทย์ข้อยากที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งแก้ไข หลังองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International หรือ TI) ประกาศดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index : CPI) ปี 2568 ประเทศไทยได้คะแนน 33 จาก 100 คะแนน ลดลงต่อเนื่องต่ำสุดในรอบ 19 ปี จัดเป็นอันดับที่ 116 ของ 180 ประเทศทั่วโลก
สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International หรือ TI) ได้ประกาศผลดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) ประจำปี 2568 ตามข้อมูลชี้ชัดว่าดัชนีชี้วัดคอร์รัปชั่นของไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องเข้าขั้นวิกฤติ นับตั้งแต่ปี 2555 โดยในปี 2567 เคยได้ 34 คะแนน และในปี 2565 เคยสูงถึง 36 คะแนน
การลดลงของ CPI ครั้งนี้ นับเป็นการตอกย้ำการคอร์รัปชั่นที่ฝังรากลึกในเมืองไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตลอจนทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยสูญเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและคู่ค้าต่างชาติ
นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบในกลุ่มประเทศอาเซียน 11 ประเทศ ไทยถอยลงไปอยู่อันดับที่ 8 ขณะที่ สิงคโปร์ ได้ 84 คะแนน ซึ่งเป็นอันดับ 1 อาเซียน และเป็นอันดับ 3 ของโลก บรูไน ได้ 63 คะแนน มาเลเซีย ได้ 52 คะแนน เวียดนาม ได้ 41 คะแนน โดยมีแนวโน้มคะแนนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากการปฏิรูปสถาบันกำกับดูแล ขณะที่ ลาว และ อินโดนีเซีย ได้ 34 คะแนน ซึ่งสูงกว่าไทย 1 คะแนน โดยไทยได้ 33 คะแนน มีคะแนนเหนือกว่าเพียง ฟิลิปปินส์ ได้ 32 คะแนน, กัมพูชา ได้ 20 คะแนน และเมียนมา ได้ 16 คะแนน
ทั้งนี้ องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ได้จัดอันดับดัชนีการรับรู้การทุจริต หรือ CPI โดยการประเมินผ่านการรับรู้ของผู้เชี่ยวชาญและภาคธุรกิจในแต่ละประเทศ เพื่อสะท้อนถึงภาพลักษณ์การทุจริตของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่มีความสำคัญต่อการตัดสินใจของนักลงทุนหรือนักธุรกิจในการประเมินความเสี่ยงหรือใช้ประกอบการตัดสินใจในการเข้ามาลงทุนในแต่ละประเทศ องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ
โดยจากปัจจัยต่างๆ อาทิ การให้และรับสินบน การจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน การแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนโดยอาศัยอำนาจหน้าที่ ของเจ้าหน้าที่รัฐโดยปราศจากบทลงโทษ ความสามารถของรัฐบาลในการป้องกันและต่อต้านการทุจริต ประสิทธิภาพในการบังคับใช้กลไกความซื่อสัตย์ (Integrity Mechanisms) ในภาครัฐ ขั้นตอนและระเบียบราชการที่ซับซ้อนหรือมากเกินไป ซึ่งอาจเปิดช่องให้เกิดการทุจริต
กระบวนการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่รัฐ ระหว่างการแต่งตั้งโดยระบบตามความรู้ความสามารถ (merit system) กับการแต่งตั้งผ่านระบบอุปถัมภ์ การดำเนินคดีอาญาต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำการทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนกฎหมายเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินและการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐ และการคุ้มครองทางกฎหมายสำหรับผู้แจ้งเบาะแส สื่อมวลชน และบุคคลที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริต
จากผลการประเมินพบว่าทั่วโลกต่างกำลังเผชิญกับทุจริตคอร์รัปชันที่รุนแรงขึ้น สำหรับประเทศไทย องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ระบุว่าปี 2568 เป็นปีแห่งการโกงเป็นเครือข่ายโดยมีหลายคดีใหญ่เกิดขึ้น อาทิ คดีอาคาร สตง. ถล่ม ซึ่งยังไม่ปรากฏตัวคนบงการและสาเหตุที่ตึกถล่มอย่างแท้จริง เพราะรายงานการสอบสวนอย่างเป็นทางการถูกปกปิด โดย ป.ป.ช. และรัฐบาล หรือคดีเครือข่ายสแกมเมอร์เม็ดเงินหมุนเวียนกว่าหมื่นล้านบาท ซึ่งเชื่อมโยงเป็นเนื้อเดียวกันระหว่างส่วยสินบนของตำรวจ นักการเมือง นักธุรกิจไทย กับเครือข่ายทุนเทาระดับโลก
และคดี รพ.ทหารผ่านศึก กับขบวนการทุจริตยาที่ทำมานาน 7 ปี มีหมอและผู้ร่วมขบวนการกว่า 20 คน สร้างความเสียหายราว 80 ล้านบาท ตลอดจนคดีเสทือนวงการสงฆ์ กรณีพระระดับเจ้าคุณหลายรูปโกงเงินวัดที่ตรวจสอบมีความเสียหายราว 385 ล้านบาท เป็นต้น เหล่านี้ล้วนเป็นคดีใหญ่ที่อยู่ในความรับรู้ของประชาชนจำนวนมาก และส่งผลต่อดัชนีความรับรู้คอร์รัปชันของประเทศไทย
ประเด็นสำคัญจากปัญหาด้านการทุจริตคอร์รัปชันส่งผลกระทบให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจสูงขึ้น บิดเบือนการแข่งขันที่เป็นธรรม และสร้างความไม่แน่นอนในการบังคับใช้กฎหมายและกฎระเบียบทางธุรกิจ เป็นปัญหาใหญ่ซึ่งป็นอุปสรรคต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและบั่นทอนการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศ สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจังและเร่งด่วน
ดร.มานะ นิมิตมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ระบุว่าสถานการณ์นี้ถือว่าเข้าขั้นเลวร้ายมากโดยวิเคราะห์สาเหตุหลักที่ฉุดคะแนนไทย คือ นโยบายที่ล้มเหลวของรัฐบาล ในช่วงกว่า 2 ปีของ 3 รัฐบาลที่ผ่านมา แทบไม่มีนโยบายหรือมาตรการต่อต้านคอร์รัปชันที่เป็นรูปธรรม ทำให้คนโกงทั้งในภาครัฐและเอกชนขาดความยำเกรง วิกฤติระบบราชการและยุติธรรม ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ขาดธรรมาภิบาล ไม่เปิดเผยข้อมูล และความอ่อนแอของกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ ตำรวจ อัยการ ศาล ไปจนถึงองค์กรอิสระที่ไม่สามารถเป็นที่พึ่งในการตรวจจับคนโกงตัวใหญ่ได้ และเหตุการณ์อื้อฉาวการคอร์รัปชันทุกวงการ ในประเทศไทย ล้วนส่งผลให้ดัชนีชี้วัดการทุจริตของไทยดิ่งลง นับเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ประเทศไทยไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป
“คอร์รัปชันที่เคยจำกัดอยู่ในวงแคบ ๆ ทุกวันนี้กระจายไปสู่ทุกกลุ่มในสังคม เพราะมีแบบอย่างให้เห็นว่า เมื่อผู้ใหญ่ระดับสูงทำกัน ทำให้ข้าราชการระดับรองลงมาก็ทำ เมื่อข้าราชการทำ พ่อค้าก็ทำได้ พระสงฆ์ก็ทำได้ นักการเมืองท้องถิ่นก็ทำได้ ดังนั้น ชาวบ้านเมื่อมีโอกาส เขาจึงโกงเพื่อความสุขสบายของตัวเองจึงไม่แปลกใจที่ทุกวันนี้เราจะเห็นคนทุกอาชีพเป็นข่าวที่เกี่ยวพันกับการโกง” ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ประเทศไทย ACT ฉายภาพความรุนแรงของสถานการณ์คอร์รัปชันในประเทศไทย
นอกจากนี้ ดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทย (Thai CSI) ปี 2568 โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังชี้ถึงความกังวลต่อสถานการณ์อย่างยิ่ง โดย 87% ซึ่งกลุ่มตัวอย่างมองว่าปัญหาคอร์รัปชันในปัจจุบันรุนแรงขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และ 74% คาดการณ์ว่าจะรุนแรงขึ้น ในปี 2569
อย่างไรก็ดี แม้ว่าปัญหาจะยังรุนแรงแต่มีสัญญาณเชิงบวกคือ “ค่าเฉลี่ยความสามารถที่จะทานทนต่อการทุจริต (Tolerance of corruption)” ที่ลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 92 (ในระดับ 0-10 โดย 0 หมายถึง เกลียดการทุจริตที่สุด) สะท้อนว่าสังคมไทยไม่ยอมรับและไม่ทนต่อปัญหานี้อย่างชัดเจน
รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่าผลดัชนี CSI ที่ปรับตัวลดลงครั้งนี้สะท้อนวิกฤตความเชื่อมั่นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการที่ดัชนีย่อยทั้งด้านการป้องกัน การปราบปราม และความรุนแรงของปัญหา แย่ลงพร้อมกันทั้งหมด สิ่งที่น่ากังวลคือความเชื่อมั่นต่อองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ปราบปรามการทุจริตอยู่ในระดับต่ำมาก ในทางกลับกันความเชื่อมั่นต่อพลังของภาคประชาชนและสื่อมวลชนกลับเพิ่มสูงขึ้น ภาครัฐจึงต้องเร่งพิสูจน์ตัวเองโดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และสร้างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใสเพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นกลับคืนมาโดยด่วน
ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก ผู้จัดการศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชันและส่งเสริมธรรมาภิบาลระดับภูมิภาค (KRAC) เปิดเผยผ่านเวทีเสวนาวิชาการ เรื่อง มุมมองคอร์รัปชันในมิติการเมืองไทยปัจจุบันฯ ระบุว่าที่ผ่านมาผลสำรวจคนไทยเกิน 50 % ยอมให้ทุจริตได้ถ้าประเทศพัฒนา แต่ล่าสุดพบว่าคนรุ่นใหม่เกิน 80 - 90 % ไม่ยอมรับการคอร์รัปชั่นแล้ว แต่เราจะเปลี่ยนมาเป็น แอกชั่น (action) ได้อย่างไร สุดท้ายแล้วเราต้องยอมรับว่า ไทยเราต้องเริ่มจากแก้ที่กฎหมาย
อีกทั้ง ปัจจุบันประเทศไทยมีองค์กรตรวจสอบการคอร์รัปชั่นกว่า 30 หน่วยงาน แต่การทำงานไม่ประสานกันแต่อย่างใด ดังนั้น จะทำอย่างไรให้ความกระจัดกระจายนี้มารวมกัน เพื่อต่อต้านคอร์รัปชั่น เพราะคนโกงจับมือกันโกงแน่น โดยเรียกร้องให้ฝ่ายการเมืองตั้งเข็มทิศให้การแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน จะทำอย่างไรให้สู้คนโกงที่มีทั้งอำนาจเงินและอำนาจรัฐ
สุภอรรถ โบสุวรรณ กรรมการผู้จัดการบริษัท แฮนด์ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ที่ให้บริการคำปรึกษา งานวิจัยบริหารโครงการเพื่อต่อต้านคอร์รัปชันในองค์กร ระบุว่าหากภาครัฐต้องการเพิ่มคะแนน CPI (ดัชนีการรับรู้การทุจริต - Corruption Perceptions Index : CPI จัดทำโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ) ไม่สามารถทำได้ด้วยการสร้างภาพลักษณ์ หรือการโฆษณาชวนเชื่อสร้างความรับรู้ของผู้คนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องไปตรวจสอบรายละเอียดในตัวชี้วัดย่อยด้วยว่าจุดใดที่มีคะแนนต่ำ แล้วเร่งแก้ไขในจุดนั้น เช่น Rule of Law Index (ดัชนีวัดหลักนิติธรรม) หรือ V-Dem (ดัชนีวัดคุณภาพประชาธิปไตย) ที่สำคัญต้องสร้างความร่วมมือในการตรวจสอบ ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และภาควิชาการ เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว และสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว เช่น การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ สร้างความโปร่งใส จนกระทั่งสะท้อนไปถึงการรับรู้ของคนในประเทศและต่างประเทศ
นอกจากนี้ การที่จะทำให้ประเทศพัฒนาผลคะแนน CPI ต้องใช้เวลา เพราะคะแนนตัวเลขสำรวจการรับรู้และประสบการณ์จึงทำให้ตัวเลขมีลักษณะหนืดสูง การจะปรับเปลี่ยนคะแนนขึ้นหรือลงอย่างรวดเร็วนั้นทำได้ยาก หากไม่มีเหตุการณ์หรือการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างที่ชัดเจน
ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนไทยรวมพลังประกาศจุดยืน “Zero Corruption : กกร. และเพื่อน ไม่ทน” โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ตลอดจนความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายสำคัญ ได้แก่ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันแห่งประเทศไทย (ACT) แนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC), และสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) (TIJ) ฯลฯ โดยมองว่าประเด็นคะแนนลดลงในมิติที่เกี่ยวข้องกับมุมมองของภาคธุรกิจและนักลงทุน สะท้อนความเชื่อมั่นต่อระบบการแข่งขัน ความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ และกระบวนการยุติธรรม เป็นโจทย์สำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน เปิดเผยว่ามีการดำเนินการรวบรวมข้อเสนอจากภาคธุรกิจและภาคประชาสังคมในจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่จะนำเสนอต่อรัฐบาลอย่างเป็นระบบ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมถึงสร้างระบบเศรษฐกิจและการเมืองไทยที่โปร่งใส เป็นธรรม โดยเริ่มจากการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน Government Efficiency (ประสิทธิภาพของภาครัฐ) ซึ่งเป็นอุปสรรคหลักต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย
“การพัฒนาเศรษฐกิจไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากยังมีร่องรอยของการทุจริตแทรกอยู่ในระบบ เพราะทุกการกระทำที่ไม่โปร่งใส คือ อุปสรรคต่อการเติบโตของชาติและความเชื่อมั่นของนักลงทุน” นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุ
โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยสะท้อนว่าภาคอุตสาหกรรมไทยไม่ได้เพียงแค่ผลิตสินค้าเพื่อแข่งขันในตลาดโลกเท่านั้น แต่กำลังก้าวสู่ยุคที่ต้องผลิต ความโปร่งใสเป็นมาตรฐานใหม่ของการดำเนินธุรกิจ เพราะการทุจริตไม่ใช่แค่ปัญหาทางศีลธรรมที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของสังคม แต่คือต้นทุนที่มองไม่เห็นที่กัดกร่อนศักยภาพของประเทศ ทั้งด้านการลงทุน เทคโนโลยี และโอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคต
สุดท้ายปัญหาด้านการทุจริตคอร์รัปชันไม่เพียงบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แต่ยังทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยสูญเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและคู่ค้าต่างชาติ เป็นโจทย์ที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขโดยเร่งด่วน
และจากผลสำรวจที่ผ่านมาชี้ว่าคนไทยเกิน 50 % ยอมให้ทุจริตได้ถ้าประเทศพัฒนา แต่ล่าสุดพบว่าคนรุ่นใหม่เกิน 80 - 90 % ไม่ยอมรับการคอร์รัปชั่นแล้ว ดังนั้น หัวใจสำคัญของสมการแห่งการเปลี่ยนผ่านต้องเปลี่ยนวิธีคิดของทั้งสังคม จากการมองว่าคอร์รัปชันเป็นปัญหาของบางกลุ่มคนให้เป็นภารกิจร่วมของทุกคนในชาติ.


