ในความเป็นไป
วรศักดิ์ มหัทธโนบล
ใครที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนเป็นผู้ใหญ่แล้วน่าเชื่อว่า จะต้องมีสักครั้งในชีวิตที่ไดเจอกับพฤติกรรมที่เรียกว่า กะล่อน
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้คำอธิบายว่า กะล่อน เป็นคำวิเศษณ์หมายถึง มีลักษณะหรืออาการที่พูดคล่องแคล่ว แต่ความจริงไม่ค่อยมี หรือพูดไม่จริงเป็นส่วนมาก และยังหมายถึง ปลิ้นปล้อน หรือ หลอกลวง อันเป็นลักษณะนิสัยของการพูดโกหก หรือพลิกแพลงด้วยเล่ห์เหลี่ยมเพื่อให้คนอื่นหลงเชื่อ
ในภาษาจีนคำว่า กะล่อน คือคำว่า โหยวจุ่ยฮว๋าเสอ (油嘴滑舌) คำจีนคำนี้แปลตรงๆ ได้ว่า ปากมันลิ้นลื่น แม้จะแปลตรงๆ ตามตัวอักษรเช่นนั้น แต่ก็ให้ความหมายเชิงเปรียบเทียบถึงกิริยาการพูดของมนุษย์ ว่าสามารถพูดได้คล่องแคล่ว และคนที่พูดได้แบบนี้มักเป็นคนที่ปลิ้นปล้อนหลอกลวง โดยพูดเอาตัวรอดให้ได้ และไม่มีความจริงใจ
เพราะฉะนั้นแล้ว คำว่า กะล่อน จึงใช้กับคนที่มีพฤติกรรมแบบที่ว่า ที่สามารถพบเห็นได้ในทุกสังคมและทุกชนชั้น ไม่ว่าจะยากดีมีจนล้วนมีคนกะล่อนทั้งสิ้น
สมัยวัยรุ่นได้เคยดูหนังจีนฮ่องกงเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องราวของคนกะล่อน โดยพระเอกในหนังเรื่องเล่นเป็นคนกะล่อน ในที่นี้จะยกตัวอย่างความกะล่อนของพระเอกจากหนังเรื่องนี้มาให้เห็นสักตอน อันเป็นตอนที่พระเอกได้ไปเที่ยวซ่องโสเภณี โดยได้หลับนอนกับนางคณิกานางหนึ่ง
หลังจากเสร็จกิจจากการหลับนอนแล้ว นางคณิกาก็เอ่ยปากทวงเงินค่าหลับนอนจากตัวพระเอก โดยบอกว่า เมื่อพระเอกได้ความสุขจากการหลับนอนกับเธอแล้วก็ถึงเวลาที่ต้องจ่ายค่าความสุขนั้นแล้ว
ฝ่ายพระเอกพอได้ยินเช่นนั้นก็แสร้งทำสีหน้างงๆ แล้วถามนางคณิกาว่า ตอนที่ร่วมหลับนอนด้วยกันนั้นตัวนางคณิกามีความสุขไหม นางคณิกาก็ตอบแบบเอาใจพระเอกว่า มีความสุขดีมาก พระเอกจึงบอกว่า ในเมื่อตนมีความสุข และนางคณิกาก็มีความสุขดีเช่นนี้ ไยต้องจ่ายค่าหลับนอนให้ด้วยเล่า
นางคณิกาได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ยอมจึงเถียงว่า พระเอกเป็นฝ่ายมาซื้อความสุขยังไงก็ต้องจ่าย พระเอกก็โต้กลับไปว่า ถ้าเช่นนั้นตนก็ขอคิดค่าความสุขที่นางคณิกาได้จากตนเช่นกัน ถ้านางไม่จ่ายตนก็ไม่จ่าย กล่าวจบพระเอกก็เดินออกจากซ่องไปหน้าตาเฉย ปล่อยให้นางคณิกายืนงงอยู่คนเดียว
นี่คือตัวอย่างความกะล่อนจากหนังจีน ซึ่งหนังของชาติอื่นก็มีหนังแนวนี้ด้วยเช่นกัน ไม่เว้นแม้แต่หนังไทย แต่หนังก็คือหนัง ชีวิตจริงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ในที่นี้จะยกตัวอย่างความกะล่อนในชีวิตจริงมาสักเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องการเมืองที่ว่าด้วยการลงประชามติให้ความเห็นชอบว่า ควรมีร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แทนรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 หรือไม่
ที่ต้องทำประชามติก็เพราะมีกลุ่มคนที่ไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยให้เหตุผลว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยคณะรัฐประหาร ซึ่งเป็นคณะทหารที่ยึดอำนาจเมื่อปี 2557 แล้วตั้งคณะบุคคลขึ้นมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงมีที่มาที่ไม่ชอบ ประมาณว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการทำนองนั้น คนกลุ่มนี้จึงเคลื่อนไหวให้มีการประชามติที่ว่า โดยไม่สนใจเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าดีหรือไม่ดีตรงไหน
ก่อนจะถึงวันที่มีการลงประชามติ จึงย่อมเป็นธรรมดาที่กลุ่มที่เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กับกลุ่มที่ไม่เห็นชอบ ต่างก็พากันรณรงค์ให้ประชาชนได้ลงประชามติไปตามความเห็นของฝ่ายตน ซึ่งการรณรงค์ก็เป็นไปโดยสงบ ต่างฝ่ายต่างก็รณรงค์ไปตามแนวทางของตน
แต่แล้วก็มีการรณรงค์ของบุคคลหนึ่งที่ทำงานอยู่ในองค์กรพัฒนาเอกชน ที่มีจุดยืนให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พูดง่ายๆ คือไม่ต้องการรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 อีกต่อไป บุคคลผู้นี้ได้เขียนข้อความลงในสื่อสังคมของตนว่า ใครที่เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 มีปัญหาในบางมาตราที่ควรแก้ แต่ยังไม่แน่ใจควรแก้รายมาตราโดยไม่ต้องร่างใหม่ดีไหมนั้น ขอให้ลงประชามติเห็นชอบว่าควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปก่อน แล้วจึงค่อยไปแก้รายมาตราที่รัฐสภา
การรณรงค์ในลักษณะที่ว่านี้ถือว่ากำลังสร้างความเข้าใจผิดให้แก่สังคม โดยคนที่ไม่สู้จะเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็จะหลงเชื่อคำพูดนี้ แล้วไปลงประชามติ “เห็นชอบ” ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งๆ ที่ไม่ต้องทำเช่นนั้นเลย
กล่าวคือ รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวไม่ได้ห้ามการแก้รายมาตรามาแต่เดิมอยู่แล้ว ใครที่เห็นว่ามาตราใดมีปัญหาก็สามารถเสนอรัฐสภาให้แก้มาตรานั้นได้ โดยไม่ต้องรอให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วค่อยไปแก้มาตรานั้นเลย
เมื่อเป็นเช่นนี้ การรณรงค์ของบุคคลคนนั้นจึงทำให้คนที่ไม่มีความรู้เรื่องรัฐธรรมนูญเชื่อตามเขา และปฏิบัติตามที่เขาแนะนำด้วยการไปลงประชามติ “เห็นชอบ” ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งๆ ที่ไม่จำเป็นต้องทำตามเขาแนะนำ (อย่างผิดๆ) แม้แต่น้อย เช่นนี้แล้วสิ่งที่เขาทำไปจึงเข้าทางเขาเอง เนื่องจากเขาต้องการให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่ามีผู้จับได้ไล่ทันที่เขารณรงค์ แต่เขาก็แก้ตัวว่าไม่มีเจตนาจะให้เป็นเช่นนั้น แล้วก็ยกตัวอย่างมากมายที่ไม่บิดเบือนของเขามาให้เห็นเป็นพัลวัน
เรื่องที่ยกมาข้างต้นถือเป็นตัวอย่างของความกะล่อนได้ดี โดยถ้ายึดเอาจากความหมายของคำว่า กะล่อน ในคำจีนที่แปลว่า ปากมันลิ้นลื่น แล้ว เรื่องที่ว่าก็เห็นได้ถึงอาการ “ปากมัน” ที่บุคคลนั้นได้แสดงข้อความบิดเบือนข้อเท็จจริง แต่พอถูกจับได้ก็รีบแก้ตัวพัลวันด้วยอาการ “ลิ้นลื่น” ทันที เรียกได้ว่าเป็นพฤติกรรมกะล่อนที่ “ปากมันลิ้นลื่น” โดยแท้
อย่างไรก็ตาม ในคำจีนนอกจากคำดังกล่าวแล้วก็ยังมีคำที่มีความหมายคล้ายกันอยู่อีกสองคำ คำหนึ่งคือ เจี่ยวฮว๋า (狡猾) แปลว่า เจ้าเล่ห์ กะล่อน อีกคำคือ เหล่าโหยวเถียว (老油条) แปลว่า จอมกะล่อน คนหน้าด้าน หรือคนเจ้าเล่ห์ คำหลังจึงเป็นสำนวนที่สังคมจีนนำมาใช้เรียกคนกะล่อนตามปกติ
แต่ก็ควรกล่าวด้วยว่า คำว่า โหยวเถียว ในคำดังกล่าวยังหมายถึง ปาท่องโก๋ ที่เป็นของกินหรืออาหารชนิดหนึ่งของจีนที่เรารู้จักกันดีอีกด้วย
ไหนๆ ก็ยกตัวอย่างการเมืองแล้วก็ขอจบด้วยตัวอย่างการเมืองอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องนี้เกิดในอดีตเมื่อหลายสิบปีก่อน เรื่องของเรื่องคือ การเลือกตั้งครั้งหนึ่งรัฐบาลได้จัดให้มีการเลือกตั้งโดยให้ผู้ใช้สิทธิ์สามารถกาเครื่องหมายลงในบัตรเลือกตั้งได้สามแบบคือ วงกลม กากบาท และเครื่องหมายขีดถูก นัยว่าเพื่อให้ผู้มาใช้สิทธิ์เกิดความสะดวกที่สุด
แต่มีนักการเมืองคนหนึ่งไปหาเสียงกับราษฎรว่า ถ้ารู้สึกเฉยๆ กับตนก็ให้กาวงกลม นัยว่าเลขศูนย์คือว่างเปล่าไม่รู้สึกอะไร ถ้ารู้สึกไม่ชอบตนก็ให้กากากบาท นัยว่าถ้ารังเกียจตนก็ให้กาไปแบบนั้นไม่ต้องเกรงใจ แต่ถ้ารู้สึกชอบตนให้กาเครื่องหมายถูก นัยว่าตนเป็นคนที่ใช่หรือถูกต้องแล้ว
ดีที่เรื่องแดงขึ้นมาเสียก่อน รัฐบาลจึงสกัดความกะล่อนของนักการเมืองคนนั้นไว้ได้ แต่ดูแล้วก็ต้องยกให้ว่าเป็นความกะล่อนที่ช่างคิดจริงๆ คนที่ไม่กะล่อนคิดไม่ได้แบบนี้แน่นอน


