xs
xsm
sm
md
lg

วิกฤตศรัทธาในการเลือกตั้ง 2569 / Phichai Ratnatilaka Na Bhuket

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



"ปัญญาพลวัตร"
"ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ใช่เพียงการนับคะแนนเสียงเพื่อกำหนดองค์ประกอบของรัฐสภา แต่เป็นพิธีกรรมทางการเมืองที่ระบอบประชาธิปไตยใช้ผลิตซ้ำความชอบธรรมของตนเอง การเลือกตั้งครั้งนี้กลับกลายเป็นเหตุการณ์ที่เปิดเผยให้เห็นว่า ความชอบธรรมทางขั้นตอน (procedural legitimacy) ไม่อาจดำรงอยู่ได้หากปราศจากความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือในกระบวนการ

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง 2569 คือวิกฤตศรัทธาที่ซับซ้อนกว่าการโต้แย้งผลคะแนนในเขตเลือกตั้งใดเขตหนึ่ง มันคือการสั่นคลอนของรากฐานความเชื่อมั่นต่อกลไกการผลิตความชอบธรรมทางประชาธิปไตยทั้งระบบ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะสถาบันกลางที่ควรยืนเหนือการเมืองพรรคพวก กลับถูกตั้งคำถามถึงความเป็นกลางและความสามารถในการรักษาความบริสุทธิ์ของกระบวนการประชาธิปไตย เราจำเป็นต้องเข้าใจว่าสิ่งที่กำลังสั่นคลอนคืออะไร และมันหมายความว่าอย่างไรต่อการเมืองไทย

มิติที่หนึ่ง: วิกฤตการมีส่วนร่วมและความเหนื่อยล้าทางการเมือง

ตัวเลขผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งที่ร่วงลงจาก 75.22% ในปี 2566 มาเหลือเพียง 65.22% ในปี 2569 ไม่ใช่เพียงสถิติที่ลดลงร้อยละสิบ แต่เป็นสัญญาณแห่งความผิดหวังในการกระทำสาธารณะที่นำไปสู่การถอนตัวของพลเมือง (civic withdrawal) จากเวทีสาธารณะ

เมื่อมองย้อนกลับไปในการเลือกตั้งครั้งก่อน ความพิเศษของการเลือกตั้ง 2566 อยู่ที่ความหวังที่ประชาชนมีต่อการเปลี่ยนแปลง หลังจากเกือบทศวรรษของการปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญที่มาจากการรัฐประหาร การกลับมาของการเลือกตั้งที่ "เต็มตัว" ในปี 2566 จึงเป็นเหมือนการฟื้นคืนชีพของความหวังทางประชาธิปไตย แต่สิ่งที่ตามมาคือความผิดหวังซ้ำซาก เมื่อเสียงของประชาชนไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่คาดหวัง กลไกการจำกัดอำนาจทางรัฐธรรมนูญและการเมืองนอกสภากลับกลายเป็นกำแพงที่กั้นระหว่างเจตจำนงของประชาชนกับการแปรสภาพเป็นอำนาจที่แท้จริง

การร่วงลงของอัตราการมาใช้สิทธิในปี 2569 จึงเป็นมากกว่าความเฉยเมย มันคือการประกาศความไม่ไว้วางใจในระบบโดยรวม ทั้งต่อพรรคการเมืองที่ไม่สามารถทำตามสัญญา ต่อกลไกรัฐธรรมนูญที่ทำให้การตัดสินใจของประชาชนถูกทับซ้อนด้วยอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และต่อสถาบันกำกับดูแลการเลือกตั้งที่กำลังสูญเสียความน่าเชื่อถือ

ตัวเลขผู้มาใช้สิทธิที่ 65.22% จึงไม่ใช่แค่สถิติที่ต่ำที่สุดในรอบสองทศวรรษ แต่เป็นเครื่องบ่งชี้ของสิ่งที่ วิกฤตความชอบธรรมที่เกิดขึ้นเมื่อระบบการเมืองไม่สามารถสร้างการมีส่วนร่วมและความเชื่อมั่นจากมวลชนได้อีกต่อไป

มิติที่สอง: วิกฤตความโปร่งใสและการผลิตความสงสัย

หากความเหนื่อยล้าทางการเมืองอธิบายได้ว่าทำไมผู้คนหันหลังให้การเลือกตั้ง ประเด็นความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้นหลังวันเลือกตั้งกลับทำให้แม้แต่คนที่ยังเชื่อในระบบก็เริ่มตั้งคำถาม และแสดงให้เห็นว่าอำนาจทำงานผ่านการควบคุมความรู้และการมองเห็น (visibility) เมื่อกระบวนการนับคะแนนที่ควรจะโปร่งใสที่สุดในระบอบประชาธิปไตยกลับถูกปิดบัง ไม่ว่าจะด้วยการห้ามสังเกตการณ์ การคลุมกล้องวงจรปิดด้วยถุงดำ หรือการเคลื่อนย้ายหน่วยเลือกตั้งโดยไม่แจ้งให้ทราบ สิ่งที่เกิดขึ้นคือการผลิตความสงสัยอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

 ปัญหา “บัตรเขย่ง” ที่ส่วนต่างระหว่างจำนวนผู้มาใช้สิทธิกับจำนวนบัตรลงคะแนนมีความคลาดเคลื่อนสูงถึงหลักหมื่นใบในบางเขต เช่น พิจิตร เขต 1 ที่มีส่วนต่างเกือบ 30,000 ใบ หรือกาญจนบุรี เขต 1 ที่เกินมา 7,000 ใบ ไม่ใช่เพียงความผิดพลาดทางเทคนิค แต่เป็นการทำลายความเชื่อมั่นในระดับพื้นฐานที่สุดของการนับคะแนน ว่าหนึ่งคนหนึ่งเสียงนั้นหมายความว่าอย่างไร เมื่อจำนวนบัตรมากกว่าจำนวนคน

สิ่งที่น่าสนใจคือปฏิกิริยาของ กกต. ต่อข้อสงสัยเหล่านี้ แทนที่จะเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและรีบชี้แจง กกต. กลับเลือกที่จะยืนยันว่า “ภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย” การยืนกรานเช่นนี้ภายใต้ภาวะที่มีหลักฐานความผิดปกติจำนวนมากจากหลายแหล่ง ทำให้ กกต. ไม่เพียงแต่ล้มเหลวในการสร้างความมั่นใจ แต่กลับทำให้ตัวเองกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา

ความจริงทางการเมืองไม่ได้วัดจากความถูกต้องตามข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียว แต่วัดจากความสามารถในการสร้างโลกร่วม ที่ผู้คนสามารถไว้วางใจซึ่งกันและกันได้ เมื่อ กกต. ปฏิเสธที่จะเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วนและรับฟังข้อกังวลของประชาชนอย่างจริงจัง มันคือการทำลายโลกร่วมทางการเมืองนั้น

 มิติที่สาม: วิกฤตโครงสร้างอำนาจและการซื้อสิทธิขายเสียงแบบระบบ

ประเด็นการซื้อเสียงที่กลายเป็นข้อร้องเรียนอันดับหนึ่งด้วยสำนวนสอบสวนกว่า 107-113 เรื่อง พร้อมมูลค่าการจ่ายเงินที่เฉลี่ย 800-1,100 บาท ไม่ใช่เพียงการกระทำผิดกฎหมายของบุคคล แต่เป็นสัญญาณของการทำงานของเครือข่ายอุปถัมภ์ (patronage network) ที่ฝังลึกในโครงสร้างการเมืองท้องถิ่น

สิ่งที่น่าสนใจคือการใช้อำนาจรัฐผ่านฝ่ายปกครอง เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในการกดดันการลงคะแนน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการซื้อเสียงในบริบทไทยไม่ใช่เพียงแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีระหว่างผู้สมัครกับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบอำนาจแนวดิ่งที่รัฐและสังคมเชื่อมต่อกันผ่านเครือข่ายอุปถัมภ์

ปรากฏการณ์นี้ว่าเป็นการสร้างอำนาจนำที่ครอบงำรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นการปกครองที่ไม่ได้อาศัยเพียงการบังคับ แต่ผสมผสานกับความยินยอม ที่มาจากการแลกเปลี่ยนทางวัตถุและการพึ่งพาทางสังคม การซื้อเสียงในบริบทนี้จึงไม่ใช่เพียง “ความผิด” แต่เป็นการแสดงออกของความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่มีอยู่ก่อนแล้วในสังคมไทยระหว่างผู้มีกับผู้ไม่มี ระหว่างนายกับบริวาร

 มิติที่สี่: การตื่นตัวของสังคมพลเมืองและเทคโนโลยีแห่งการเฝ้าระวัง

ในขณะที่อัตราการมาใช้สิทธิลดลง ความตื่นตัวในการตรวจสอบและเฝ้าระวังการเลือกตั้งกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ข้อมูลจาก iLaw ที่ระบุว่าได้รับเรื่องร้องเรียนความผิดปกติถึง 4,993 เรื่อง เมื่อเทียบกับตัวเลขของ กกต. ที่รับเพียง 113 เรื่อง สะท้อนช่องว่างอันใหญ่หลวงระหว่างการรับรู้ของประชาชนกับของหน่วยงานรัฐ

ปรากฏการณ์นี้เชื่อมโยงกับสังคมที่เทคโนโลยีดิจิทัลทำให้ประชาชนสามารถผลิตและเผยแพร่ข้อมูลได้เอง ไม่ต้องพึ่งพาสื่อกระแสหลักหรือแถลงการณ์ทางการ การใช้โซเชียลมีเดียในการกดดันและตรวจสอบแบบเรียลไทม์ การถ่ายทอดสดหน้าหน่วยเลือกตั้ง การเผยแพร่ภาพการฉีกบัตรผิดพลาด หรือการปิดกล้องวงจรปิด ล้วนเป็นการใช้อำนาจของการมองเห็น (power of visibility) เพื่อท้าทายอำนาจรัฐ

สิ่งที่เกิดขึ้นคือการกลับด้านของระบบหอคอยเฝ้าระวังที่ในทฤษฎีเดิมคือ เครื่องมือของรัฐในการควบคุมประชาชน แต่ในยุคโซเชียลมีเดีย ประชาชนกลับกลายเป็นผู้เฝ้าระวังรัฐ การที่ กกต. พยายามปิดกั้นการสังเกตการณ์หรือปิดกล้องวงจรปิด จึงกลายเป็นการต่อสู้เพื่อควบคุมการมองเห็น และเมื่อพยายามปิดบัง มันกลายเป็นหลักฐานของความผิดปกติในตัวเอง

 ข้อพิรุธที่กลายเป็นวาทกรรมแห่งวิกฤต

เมื่อมองในภาพรวม ประเด็นต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง 2569 ไม่ใช่เหตุการณ์แยกส่วน แต่เป็นอาการของวิกฤตที่ซับซ้อนกว่า เป็นวิกฤตของความชอบธรรมทางประชาธิปไตยในสังคมไทย

ปัญหาบัตรเขย่ง  ที่ส่วนต่างนับหมื่นใบในหลายเขตไม่ใช่เพียงความผิดพลาดทางเทคนิค แต่เป็นการทำลายหลักการพื้นฐานที่สุดของการเลือกตั้ง นั่นคือหนึ่งคนหนึ่งเสียง มันคือการสั่นคลอนของความเป็นจริงทางคณิตศาสตร์ที่ทุกคนควรเห็นพ้องต้องกัน เมื่อแม้แต่การนับจำนวนก็กลายเป็นสิ่งที่ถกเถียงกันได้ ความชอบธรรมของผลลัพธ์จะตั้งอยู่บนพื้นฐานอะไร

การซื้อสิทธิขายเสียงแบบเป็นระบบ ที่มีการใช้อำนาจรัฐผ่านฝ่ายปกครองชี้ให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่แค่ระดับพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่ฝังอยู่ในโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจและเครือข่ายอุปถัมภ์ที่ทอดยาวมาหลายทศวรรษ การแก้ปัญหาจึงไม่ใช่แค่การจับกุมลงโทษผู้กระทำผิด แต่ต้องเป็นการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจในระดับลึก

การปิดกั้นการสังเกตการณ์  เป็นการปฏิเสธหลักการโปร่งใสที่เป็นหัวใจของประชาธิปไตย การกระทำเหล่านี้บ่งบอกว่ามีบางสิ่งที่ต้องซ่อน และเมื่อไม่มีการชี้แจงอย่างน่าพอใจ ความสงสัยก็จะลุกลามไปทุกพื้นที่ นี่คือวิธีที่อำนาจสูญเสียความชอบธรรม ไม่ใช่ผ่านการโจมตีโดยตรง แต่ผ่านการสูญเสียความไว้วางใจทีละน้อย

ท่าทีของ กกต.  ที่ยืนยันว่า "ภาพรวมเรียบร้อย" ทั้งที่มีหลักฐานความผิดปกติจำนวนมาก ทำให้สถาบันที่ควรจะเป็นผู้พิทักษ์ความบริสุทธิ์ของการเลือกตั้งกลับกลายเป็นเป้าหมายของความไม่ไว้วางใจ การที่ กกต. มีอำนาจตัดสินโดยไม่มีกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็ง และความเชื่อมโยงทางการเมืองของกรรมการบางคนที่เป็นที่รับรู้กันในสังคม ทำให้คำอธิบายของ กกต. ไม่ได้รับการยอมรับ นี่คือวิกฤตของ “ใครเฝ้าผู้เฝ้า” (Quis custodiet ipsos custodes?) เมื่อสถาบันกำกับดูแลเองก็ถูกตั้งคำถามถึงความเป็นกลาง






 วิกฤตศรัทธาในฐานะวิกฤตของระบอบ

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง 2569 จึงไม่ใช่เพียง “ปัญหา” ที่จะแก้ไขด้วยการนับคะแนนใหม่ในบางเขตหรือการลงโทษผู้กระทำผิดรายบุคคล มันคือวิกฤตศรัทธาในระดับระบบ เป็นวิกฤตของความเชื่อมั่นต่อกลไกประชาธิปไตยทั้งหมดที่ควรจะผลิตซ้ำความชอบธรรมของการปกครอง

วิกฤตความชอบธรรมเกิดขึ้นเมื่อระบบการเมืองไม่สามารถให้เหตุผลที่เพียงพอต่อการดำรงอยู่ของตนได้อีกต่อไป ในบริบทของการเลือกตั้ง 2569 วิกฤตนี้แสดงออกมาในหลายลักษณะอั นได้แก่ ประชาชนที่หันหลังให้การเลือกตั้งด้วยอัตราการมาใช้สิทธิที่ลดลงสู่จุดต่ำสุด สถาบัน กกต. ที่สูญเสียความน่าเชื่อถือ และพื้นที่สาธารณะที่เต็มไปด้วยความสงสัยและข้อกล่าวหา

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ วิกฤตนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่การเมืองไทยต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย ทั้งการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และความจำเป็นในการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ เมื่อกลไกประชาธิปไตยเองถูกตั้งคำถาม มันจะส่งผลต่อความสามารถในการจัดการกับความท้าทายเหล่านี้

 ทางออกที่ต้องมากกว่าการนับคะแนนใหม่


การนับคะแนนใหม่ในเขตที่มีข้อพิรุธ หรือแม้แต่ทั่วประเทศตามที่บางกลุ่มเรียกร้อง อาจช่วยแก้ปัญหาในระดับเทคนิคได้ แต่มันไม่สามารถแก้วิกฤตศรัทธาในระดับลึกได้ เพราะปัญหาไม่ได้อยู่แค่ที่ตัวเลขคะแนน แต่อยู่ที่กระบวนการผลิตความชอบธรรมทั้งหมดที่กำลังล่มสลาย

ทางออกที่แท้จริงต้องเริ่มจากการฟื้นฟูความโปร่งใส ทั้งในกระบวนการนับคะแนน การสืบสวนความผิดปกติ และการชี้แจงต่อสาธารณะ กกต. จำเป็นต้องเปลี่ยนจากท่าทีป้องกันตัวมาสู่การเปิดเผยข้อมูลอย่างสมบูรณ์ เพราะในระบอบประชาธิปไตย อำนาจที่ไม่กล้าชี้แจงตัวเองคืออำนาจที่ไม่ควรมีอยู่
นอกจากนี้ สังคมไทยต้องเผชิญหน้ากับปัญหาโครงสร้างที่อยู่เบื้องหลังการซื้อเสียง ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและอำนาจที่ทำให้ผู้คนต้องขายเสียงของตนเพื่อความอยู่รอด และระบบอุปถัมภ์ที่ทำให้ฝ่ายปกครองกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง การแก้ปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยการปฏิรูปที่ลึกซึ้งกว่าการเปลี่ยนกฎหมายเลือกตั้ง

และที่สำคัญที่สุด สังคมต้องตระหนักว่าการเลือกตั้งไม่ใช่เพียงวันหนึ่งที่ไปใส่บัตร แต่เป็นกระบวนการทางการเมืองที่ต้องอาศัยการเฝ้าระวังและการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง การตื่นตัวของประชาชนในการตรวจสอบการเลือกตั้ง แม้จะทำให้เห็นปัญหามากขึ้น แต่นั่นเองคือหนทางสู่การแก้ไข เพราะประชาธิปไตยที่แข็งแรงไม่ได้มาจากความสมบูรณ์แบบ แต่มาจากความสามารถในการเรียนรู้จากความผิดพลาดและปรับปรุงตนเองอย่างต่อเนื่อง

 วิกฤตศรัทธาที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง 2569 จึงเป็นทั้งอันตรายและโอกาส เป็นอันตรายหากเราปล่อยให้มันกัดกร่อนความเชื่อมั่นในประชาธิปไตยจนไม่มีวันกลับมา แต่เป็นโอกาสหากเราใช้มันเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปที่แท้จริง การสร้างกลไกการเลือกตั้งที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือ และการฟื้นฟูศรัทธาในความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงผ่านกระบวนการประชาธิปไตย

 คำถามคือ เราจะเลือกเส้นทางไหน