xs
xsm
sm
md
lg

ดัชนีโปร่งใสไทยต่ำสุด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: อ.สุดาทิพย์ จารุจินดา อินทร



ตั้งแต่ไทยได้เข้าร่วมกับองค์กรโปร่งใส Transparency International (TI) (ที่เบอร์ลิน) เมื่อ 14 ปีที่แล้ว (ปี ค.ศ. 2012); ปีที่เพิ่งผ่านไปและเป็นปีล่าสุดที่มีการจัดอันดับนั้น ไทยมีคะแนนความโปร่งใสในภาคราชการต่ำสุดเพียง 33 คะแนนในคะแนนเต็ม 100

นั่นคือ ภาพ(อัป)ลักษณ์การโกงกิน โกงชาติของไทยนั้นสูงสุดในรอบ 14 ปีทีเดียว

ในบรรดา 182 ประเทศที่องค์กร TI ได้ไปรวบรวมวัดนั้น ไทยเราอยู่ในครึ่งหลังที่อันดับการโกงมโหฬารมาก ไทยอยู่ลำดับที่ 116 (ปีก่อนอยู่ที่ 107)

ข้อมูลที่ TI ไปรวบรวมนั้น มาจาก 13 หน่วยงานใหญ่ๆ ทั่วโลกเช่น ธนาคารโลก และอีกหลายๆ โพลจากบริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยงระดับโลกที่มีการจัดอันดับโดยฝ่ายนักธุรกิจ, ภาควิชาการ, ภาค NGO’S ของโลก

ประเทศเดนมาร์กได้อันดับหนึ่งในความโปร่งใสติดต่อกันมาเป็นปีที่ 8 ได้คะแนนสูงที่สุด 89 ใน 100 คะแนน

ประเทศที่สองที่โปร่งใสที่สุดคือ ฟินแลนด์ได้คะแนน 88 จาก 100

ประเทศที่สามที่โปร่งใสที่สุดในโลกคือ สิงคโปร์ โดยมีคะแนนสูงถึง 84 จาก 100 และคะแนนคงที่เท่ากับปีที่แล้ว ขณะที่เดนมาร์กได้คะแนนลดลงมาจากปีที่แล้วหนึ่งคะแนน แต่ฟินแลนด์ได้คะแนนเท่าปีที่แล้ว

สิงคโปร์เป็นชาติเอเชียหนึ่งเดียวที่ครองลำดับความโปร่งใสใน 5 อันดับแรกติดต่อมาตั้งแต่ TI เริ่มจัดอันดับเมื่อ 31 ปีมาแล้ว (เริ่มจัดอันดับในปี 1995)...คืออยู่ในลำดับ 3 ในปี 2018, 2020, 2024; ลำดับ 4 ในปี 2019, 2021 และลำดับ 5 ในปี 2022, 2023; ซึ่งเขามีทั้งมาตรการป้องกัน และการลงโทษที่เข้มแข็งจากอดีตนายกฯ ลี กวนยู ที่เน้นพัฒนาทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพเพื่อขับเคลื่อนประเทศให้ลืมตาอ้าปากจากหมู่บ้านชาวประมงที่ล้าหลังเมื่อ 60 ปีที่แล้ว

ขณะที่ฮ่องกงเป็นดินแดนในเอเชียอีกเพียงแห่งเดียวที่ติดลำดับโปร่งใสอยู่ในลำดับที่ 12 ในปีนี้ ด้วยคะแนน 76 จาก 100

รองลงมาจากสองประเทศโปร่งใสสุดในเอเชีย ก็จะได้แก่ภูฏาน (Bhutan) และญี่ปุ่นที่อยู่ในลำดับที่ 18 เท่ากันด้วยคะแนน 71 จาก 100

นิวซีแลนด์และออสเตรเลียเป็นประเทศในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ ที่ติดอยู่ใน top 12 โดยนิวซีแลนด์อยู่ลำดับที่ 4 ด้วยคะแนน 81; ออสเตรเลียอยู่ที่ 12 (เท่าฮ่องกง) ด้วยคะแนน 76 จาก 100

ใน top 20 นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นประเทศในยุโรปเหนือคือ ลำดับที่ (1) เดนมาร์ก (2) ฟินแลนด์ (4) นอร์เวย์ (6) สวีเดน (6) สวิส (8) ลักเซมเบิร์ก (8) เนเธอร์แลนด์ (10) เยอรมนี (10) ไอซ์แลนด์ (12) เอสโตเนีย (12) ไอร์แลนด์ (16) แคนาดา (17) อุรุกวัย (20) สหราชอาณาจักร (21) ออสเตรเลีย (21) เบลเยียม

สหรัฐฯ ร่วงลงกราวรูดมาอยู่ลำดับที่ 28 ใน 182 ประเทศ ซึ่งเดิมสหรัฐฯ จะอยู่ในลำดับไม่เกิน 20 ของประเทศโปร่งใสสุด แต่ภายใต้จักรพรรดิทรัมป์ซึ่งใช้อำนาจฝ่ายบริหารโดยไม่มีการถ่วงดุลจากสภาฯ หรือฝ่ายตุลาการ เพราะได้บริหารโดยออกคำสั่งประธานาธิบดีถึงกว่า 300 ฉบับใน 365 วัน และลิดรอนเสรีภาพของสื่อจนน่ากลัวว่าสหรัฐฯ จะกลับไปเหมือนสมัยแมคคานธีในช่วงทศวรรษ 1950’s ทีเดียว

การปิดรับข้อมูลเพื่อมาจัดอันดับความโปร่งใสนี้ เกิดขึ้นในช่วงสิงหาคมของปีที่แล้ว ซึ่งยังมีเหตุการณ์สำคัญๆ ในสหรัฐฯ (และในสหราชอาณาจักร) ที่จะกระทบต่อความโปร่งใสของการบริหารราชการแผ่นดินของสหรัฐฯ คือ การเปิดเผยข้อมูลแฟ้มลับเอปสตีน ที่จะเผยให้เห็นถึงการสมรู้ร่วมคิดของฝ่ายกุมอำนาจในสหรัฐฯ (และในอังกฤษ) ที่บริหารบ้านเมืองอย่างไม่โปร่งใส เต็มไปด้วยการลุแก่อำนาจ, อำนาจค้ำอำนาจ, อำนาจอยู่เหนือกฎหมาย ซึ่งจะมีผลต่อคะแนนความโปร่งใสแก่สหรัฐฯ ในการจัดอันดับคะแนนในปีหน้าอย่างแน่นอน

สำหรับประเทศไทยนั้น แม้คะแนนจะหล่นมาเพียง 1 คะแนน แต่ด้านอันดับนั้นตกลงมาจาก 107 มาอยู่ที่ 116 คือ ตกอันดับมากถึงเกือบ 10 อันดับ และเราอยู่อันดับที่ 7 จาก 11 อันดับในอาเซียน

แม้แต่ลาวก็ยังมีคะแนนความโปร่งใสอยู่สูงกว่าไทย

ลำดับในอาเซียนมีดังนี้

1. สิงคโปร์ คะแนน 84
2. บรูไน คะแนน 63
3. มาเลเซีย คะแนน 52
4. เวียดนาม คะแนน 41
5. อินโดนีเซีย คะแนน 34
6. ลาว คะแนน 34
7. ไทย คะแนน 33
8. ฟิลิปปินส์ คะแนน 32
9. กัมพูชา คะแนน 20
10. เมียนมา คะแนน 10

นี่ขนาดยังไม่ได้รวมเหตุการณ์ที่เครนยักษ์หล่นมาทับรถยนต์ที่กำลังวิ่งไปมาบนถนนพระราม 2 และที่ไปทับรถไฟที่สีคิ้วจากการคอร์รัปชันที่เกิดซ้ำซากจนคนต้องตายจำนวนมาก

แต่ได้รวมเอาการถล่มของอาคารมหัศจรรย์ สตง.ที่มีคอร์รัปชันสูงมากในการก่อสร้าง...และยังไม่สามารถเอาคนผิดมาลงโทษได้แม้แต่รายเดียว!!


และอาจจะได้รวมเอาการโกงกินทั้งในวงการสงฆ์อาวุโส ตลอดจนการบริหารงบประมาณที่แสนเล่นกลสับขาหลอกประชาชนอยู่ตลอดเวลาเช่น เสาไฟมหัศจรรย์รูปกินรี...โดยเหตุการณ์มหัศจรรย์ที่หลอกตบตาประชาชนเหล่านี้ หลายอย่างยังไม่สามารถหาคนรับผิดชอบมาลงโทษได้ ซึ่งก็จะหมักหมมไปอยู่ในการประเมินจัดอันดับในปีต่อๆ ไป เมื่อหลักฐานการโกงกินมันปิดไว้ไม่มิดอีกต่อไป

ยิ่งถ้ารัฐบาลใหม่เข้ามาถอนทุนคืนจากการลงทุนกับม่านสีเทาที่ได้หว่านไปทั่วประเทศในการเลือกตั้งที่เพิ่งจบลงไปนี้ Pain Points จากการคอร์รัปชันที่จะยิ่งรุนแรงขึ้น อาจจะทำให้คะแนนและลำดับในปีหน้าจะยิ่งต่ำลงยิ่งขึ้นก็เป็นไปได้…พร้อมๆ กับการหายเข้ากลีบเมฆมาของการปราบปรามสแกมเมอร์ที่กำลังแห่เข้ามาตั้งอยู่ในประเทศไทย และเงินทุนมหาศาลที่อยู่เบื้องหน้าชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้

พร้อมๆ กับเสียงที่จะค่อยๆ เงียบลงๆ ในการหาผู้กระทำผิดกรณีที่ดินเขากระโดง, ที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์, การเปลี่ยนความเร็วของรถนายBoss รวมทั้งการจ่ายซื้อ ป.ป.ช.บางคนด้วยทองคำมหาศาล!

ไทยอาจตกไปอยู่อันดับ 8 หรือ 9 ก็ได้ในอาเซียน ในการจัดปีหน้า!!