ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - สู้...กันแทบตาย
หาเสียงกัน...แทบตาย
ติ่ง...ของแต่ละฝ่าย ต่างก็ยกเหตุผลมาสนับสนุนพรรคของตัวเองกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
แต่สุดท้ายประชาชนคนไทยก็ต้องยอมรับความจริงกันว่า รัฐบาลใหม่ที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็น “รัฐบาลตามนั้นแหละ” ด้วยหนีไม่พ้นที่จะเป็น “รัฐบาลผสม” ระหว่าง 2 สีคือ “สีน้ำเงิน-พรรคภูมิใจไทย” กับ “สีแดง-พรรคเพื่อไทย” ค่อนข้างร้อยเปอร์เซ็นต์ ตามที่ได้มีการคาดการณ์กันไว้ตั้งแต่ต้น
เพราะโอกาสที่ “สีส้ม-พรรคประชาชน” จะชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายจนสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวนั้นมีน้อยมาก หรือแม้กระทั่งเป็นรัฐบาลส้มผสมแดงหรือพรรคอื่นๆ ก็แทบมองไม่เห็นความเป็นไปได้เช่นกัน เพราะก็อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่า เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้สูตรนี้เป็นไปได้ยากก็คือ การที่ “ทักษิณ ชินวัตร” ยังอยู่ในคุก ทำให้คำนิยามของพรรคเพื่อไทยในเวลานี้ก็เอนเอียงหรือกระเดียดมาทางขวามากกว่าที่จะไปทางซ้ายเหมือนแต่เก่าก่อน
ส่วน “เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” จากพรรคประชาชน แม้สมมติว่า จะมี สส.มากที่สุด แต่คงหนีไม่พ้นเดินตามรอย “ทิม-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” รับสถานะ “นายกฯ ว่าว” (อีกแล้วครับท่าน)
ทั้งนี้ ทั้งนั้น ความสำคัญของสมการการเมืองของ “รัฐบาลตามนั้นแหละ” อยู่ตรงที่ว่า ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทย พรรคไหนจะมี สส.มากกว่ากัน เพราะนั่นหมายถึงสิทธิอันชอบธรรมในการเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และสิทธิในเก้าอี้ “นายกรัฐมนตรี” ว่าหวยจะออกที่ใครระหว่าง “เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” กับ “อาจารย์เชน-ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์”
แต่ถ้าจะให้ฟันธงจากโพลต่างๆ ที่ออกมาก่อนหน้านี้ รวมทั้งความเป็นไปได้ของสถานการณ์จริง ก็เชื่อได้ว่า ชัยชนะจะตกเป็นของพรรคภูมิใจไทยและนายอนุทิน ส่วนพรรคเพื่อไทยนั้น ดูเหมือนว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดมิใช่เก้าอี้นายกรัฐมนตรี หากแต่คือการได้เข้าร่วมรัฐบาลเพื่อใช้เวลาในการทำให้ “แบรนด์” มีความแข็งแกร่งขึ้น
อย่างไรก็ดี “สูตรรัฐบาลผสม” ที่จะเกิดขึ้นของ “ค่ายสีน้ำเงิน” และ “ค่ายสีแดง” ย่อมไม่ได้มีแค่ “พรรคภูมิใจไทย” และ “พรรคเพื่อไทย” เพียง 2 พรรคเท่านั้น เพราะแม้จะรวบสส.จากทั้ง 2 ระบบคือระบบเขตเลือกตั้งและระบบบัญชีรายชื่อแล้ว ก็น่าจะอยู่ราวๆ 250 เสียงบวกลบไม่มากนัก ด้วยเหตุดังกล่าว จึงจำเป็นต้องมี “พรรคที่ 3 พรรคที่ 4 พรรคที่ 5” หรือพรรคเล็กๆ เข้ามาเพื่อทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพในระบบรัฐสภาที่เพียงพอต่อการบริหารราชการแผ่นดิน
คำถามก็คือ นอกจากพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยแล้วจะมีพรรคใดบ้าง?
สูตรนี้มีความผันแปรระหว่าง “พรรคประชาธิปัตย์” และ “พรรคกล้าธรรม” ว่าจะมีจำนวน สส.สักกี่มากน้อย ถ้าตามโพล ดูเหมือนว่า พรรคกล้าธรรมจะมีภาษีดีกว่าคือมี สส.จำนวน 40-50 คนบวกลบ ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์อยู่ในราว 20-30 คนบวกลบเช่นกัน กระนั้นก็ดี สถานการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ดูเหมือนจะดีขึ้นค่อนข้างมาก
และในความเป็นจริง ถ้าทั้ง 2 พรรคเข้าร่วม รัฐบาสผสมก็จะมีความแข็งแกร่งมาก แต่ปัญหาคือการที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ประกาศไม่ร่วมสังฆกรรมกับพรรคกล้าธรรมของ “ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า” ทำให้พรรคแกนนำย่อมเกิดความยากลำบากในการตัดสินใจ ซึ่งถ้าพรรคกล้าธรรมทำได้ตามเป้า แต่พรรคประชาธิปัตย์ได้ต่ำสิบ ปัญหานี้ก็จะหมดไป
แต่ถ้าพรรคประชาธิปัตย์เกิดมาแรงและพรรคกล้าธรรมไม่สามารถทำได้ตามเป้า การตัดพรรคกล้าธรรมทิ้งจะมีปัญหาทันที โดยเฉพาะถ้าพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ เพราะร้อยเอกธรรมนัสเคยให้การสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีใน “รัฐบาลส้มประทาน” มาก่อน และลึกๆ แล้วเชื่อว่า พรรคภูมิใจไทยมีสัญญาใจบางประการกับพรรคกล้าธรรม ไม่เช่นนั้น คงไม่มีทางที่พรรคกล้าธรรมจะกล้าหักกับพรรคเพื่อไทยอย่างแน่นอน
ที่สำคัญคือ พรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาธิปัตย์นั้น มีการปะทะกันอย่างหนักในสมรภูมิเลือกตั้งภาคใต้ ทำให้ทั้งสองพรรคเป็นคู่แข่งขันกันโดยตรง และกระทบกับเป้าหมาย สส. 30 ที่นั่งของพรรคภูมิใจไทยที่ตั้งเป้าเอาไว้อย่างมีนัยสำคัญ ด้วยเหตุดังกล่าว ความขุ่นเคืองที่เกิดขึ้นในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งจะกระทบกับการร่วมรัฐบาลในอนาคตหรือไม่ อย่างไร
อย่างไรก็ดี นอกจากพรรคที่กล่าวข้างต้นแล้ว ก็น่าจะมีพรรคเล็กๆ อื่นๆ ที่อาจเข้าร่วมรัฐบาลด้วย เช่น พรรคประชาชาติ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคพลังประชารัฐ ฯลฯ
สมมติว่า ถ้า “ค่ายสีน้ำเงิน-พรรคภูมิใจไทย” สามารถจัดตั้ง “รัฐบาลตามนั้นแหละ” สำเร็จ คณะรัฐมนตรีก็จะประกอบไปด้วยโควตาจากกลุ่มก๊วนต่างๆ ภายในพรรคที่ล้วนแล้วแต่เป็น “บ้านใหญ่” ทั้งสิ้น ซึ่งก็คงหนีไม่พ้นคนหน้าเดิมๆ อย่าง ไชยชนก ชิดชอบ พิพัฒน์ รัชกิจประการ ศุภมาส อิศรภักดี ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ภราดร ปริศนานันทกุล วราวุธ ศิลปอาชา สุชาติ ชมกลิ่น เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ พัฒนา พร้อมพัฒน์ ฯลฯ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คงต้องตัด 3 เก้าอี้กลางออกไป นั่นก็คือ เก้าอี้ของ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้วและเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส” โดยอาจจะรวมถึง “บิ๊กเล็กเด็กลุง-พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์” ที่จะมานั่งในเก้าอี้ตัวเดิมคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ที่จะมาให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม และมี “กวาง-ไตรศุลี ไตรสรณกุล” เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเหมือนเดิม
ส่วน “พรรคเพื่อไทย” ที่จะเข้ามาร่วม “รัฐบาลตามนั้นแหละ” คาดว่าคงจะปรากฏชื่อ “จารย์เชน-ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” เข้ามาเป็น “รองนายกรัฐมนตรี” ควบกระทรวงอีก 1 กระทรวงเพื่อให้แสดงฝีมือลบข้อครหาว่า เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีได้เพราะ “DNAชินดาวงศ์” ตามต่อด้วย “เสี่ยหนิม-จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรค ที่ร้องขอเก้าอี้ “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง” มาตั้งแน่เนิ่นๆ อันจะทำให้ “เอกนิติ” อาจได้นั่งเก้าอี้ “รองนายกรัฐมนตรี” เพียงตำแหน่งเดียว นอกจากนี้ ก็คงเป็น ภูมิธรรม เวชชยชัย สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ประเสริฐ จันทรรวงทอง จิราพร สินธุไพร สมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นต้น
สำหรับพรรคที่ 3 ถ้าเป็น “พรรคกล้าธรรม” ของ “ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า” ซึ่งนอกจาก “ผู้กอง” จะมาเป็นรัฐมนตรีแน่ๆ แต่สุดท้ายไม่รู้จะมีปัญหาเหมือนครั้งที่ผ่านมาอีกหรือไม่ คนอื่นๆ ก็คงหนีไม่พ้น “มาดามแหม่ม-นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ อัครา พรหมเผ่า อรรถกร ศิริลัทธยากร เป็นอาทิ
แต่ถ้า “พรรคประชาธิปัตย์” ก็ต้องมี “กรณ์ จาติกวณิช การดี เลียวไพโรจน์ ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์” เป็นรัฐมนตรีแน่ๆ
อย่างไรก็ตาม สมติว่า เกิดปรากฏการณ์โลกตะลึงคือ “พรรคประชาชน” แลนด์สไลด์สามารถจัดตั้งรัฐบาล “พรรคเดียว” ได้ ประเทศไทยก็จะมีนายกรัฐมนตรีชื่อ “เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ส่วน “รัฐมนตรี” ก็คงเป็นไปตามที่ทางพรรคส้มได้เคยประกาศไว้ล่วงหน้า กล่าวคือ ประกอบด้วย 4 รองนายกรัฐนตรี ได้แก่
นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านประชาธิปไตยและความมั่นคงใหม่ ทีมงานประกอบด้วย รังสิมันต์ โรมวิโรจน์ ลักขณาอดิศร พริษฐ์ วัชรสินธุ มุนินทร์ พงศาปาน ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ กิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ ลลิตา หาญวงษ์ พล.อ.อ.ภูริทัต จันทร์แก้ว และพล.ท.พงศกร รอดชมภู
นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ทีมงานประกอบด้วย พิศาล มาณวพัฒน์ สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล เซีย จำปาทอง ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร มณิสรา บารมีชัย ประมวล สุธีจารุวัฒน นัยวุฒิ วงษ์โคเมท อนุสรณ์ ธรรมใจ สรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ
ดร.เดชรัต สุขกำเนิด รองนายกรัฐมนตรีด้านคุณภาพชีวิต ทีมงานประกอบด้วย อนุชาติ พวงสำลี บวรศม ลีระพันธณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ณัฐยา บุญภักดี พูนศักดิ์ จันทร์จำปี ณรงเดช อุฬารกุล วาโย อัศวรุ่งเรือง สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ รชพร ชูช่วย
น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองนายกรัฐมนตรีด้านการปฏิรูปภาครัฐ มีทีมงานประกอบด้วย อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ วรภพ วิริยะโรจน์ วิสุทธิ์ ตันตินันท์ ธีระ สุธีวรางกูร เพียงพนอ บุญกล่ำ
แต่แม้พรรคส้มจะไม่ได้เป็นรัฐบาล และต้องไปรับบทฝ่ายค้าน ก็ต้องถือว่า ทีมงานชุดนี้ของพรรคประชาชนน่าจะทำให้การเมืองของไทยเต็มไปด้วยสีสันเพราะที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า พวกเขาทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลได้ดีทีเดียว
ส่วน “นโยบาย” ที่จะเกิดขึ้นจากรัฐบาลใหม่นั้น “สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)” ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ “ข้อสังเกตเรื่องต้นทุนทางการเงินของนโยบายและที่มาของเงิน:วิเคราะห์จากเอกสารที่พรรคการเมืองยื่นเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ. 2569” ซึ่งน่าสนใจยิ่ง โดยเฉพาะ 3 พรรคการเมืองที่มีโอกาสเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล
เริ่มจาก “พรรคภูมิใจไทย” คณะผู้วิจัยมีความเห็นว่ามีทั้งนโยบายที่มีความเหมาะสม และนโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน โดยนโยบายที่เหมาะสมคือนโยบาย รมต.มืออาชีพ นโยบายพยาบาลอาสาดูแลผู้สูงวัย ส่วนนโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน คือ นโยบายจ้างทหารอาสาจำนวน 100,000 คน เพราะมีผลดึงแรงงานชายออกจากตลาดแรงงาน หากปรับลดจำนวนทหารอาสาให้เหมาะสม และลดรายได้และสวัสดิการลงไม่ให้บิดเบือนตลาดแรงงาน ก็จะสามารถเป็นนโยบายที่ดีได้
นโยบายค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท (สำหรับ 300 ยูนิตแรก) ซึ่งพรรคประมาณการว่าจะใช้เงิน 6.3 หมื่นล้านบาท น่าจะต่ำเกินไป นอกจากนี้นโยบายนี้ยังอุดหนุนแบบถ้วนหน้า ซึ่งหมายถึงอุดหนุนกลุ่มผู้มีรายได้สูงโดยไม่จำเป็นด้วย และจะส่งให้ประชาชนไม่มีแรงจูงใจในการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด ส่วนนโยบายคนละครึ่งพลัส เป็นมาตรการระยะสั้นที่ไม่ได้แก้ปัญหาโครงสร้างในระยะยาว ในขณะที่ต้องใช้งบประมาณมาก
พรรคที่สองคือ “พรรคเพื่อไทย” คณะผู้วิจัยเห็นว่ามีทั้งนโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล และนโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน โดยนโยบายที่เหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดผล คือ นโยบายสถาบันค้ำประกันสินเชื่อ, นโยบายปราบยาเสพติด ไม่จบไม่เลิก และนโยบายปราบสแกมเมอร์ ไม่จบไม่เลิก เป็นนโยบายที่ดี แต่ที่สำคัญคือต้องบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง
ส่วนนโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน คือ นโยบายเศรษฐีใหม่ 9 คนต่อวัน ซึ่งพรรค พท.หาเสียงต่อสาธารณะ แต่ไม่ปรากฏในเอกสารนโยบายที่พรรค พท.นำเสนอต่อ กกต. ทั้งที่ใช้เงินถึงปีละประมาณ 3.2 พันล้านบาท และจะไม่สามารถยกระดับรายได้ของประชาชนได้อย่างยั่งยืน เพราะต้องเก็บภาษีจากประชาชนมาดำเนินนโยบาย นโยบายคนไทยไร้จน ซึ่งระบุว่าจะใช้เงิน 6 หมื่นล้านบาทต่อปี ไม่มีรายละเอียดว่าจะดำเนินการอย่างไร แม้ใช้งบประมาณสูงมาก และหากเป็นเพียงการแจกเงินให้แก่ผู้ที่อยู่ภายใต้เส้นความยากจนไปทุกปี ก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน เช่นเดียวกับนโยบายล้างหนี้ประชาชนและนโยบายจัดการหนี้อื่นๆ ใช้งบประมาณสูงมาก และอาจสร้างพฤติกรรมเสี่ยงเกินตัวโดยไม่ต้องรับผิดชอบ
“นโยบายด้านเกษตร หลายนโยบายถูกออกแบบมาในลักษณะสร้างปัญหา อาทิ นโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% ซึ่งบิดเบือนกลไกตลาดอย่างรุนแรงมากกว่านโยบายจำนำข้าวในอดีต นโยบายปลูกป่าด้วยต้นยางพารา 1 ล้านไร่ และนโยบายคูปองซื้อปุ๋ย-เมล็ดพันธุ์ มีลักษณะคล้ายกับนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ในอดีตที่เคยมีปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน จึงสมควรทบทวนนโยบายดังกล่าวไม่ให้ผิดพลาดซ้ำรอย”
ด้านนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย แม้การสนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะในเมืองใหญ่จะเป็นนโยบายที่ควรดำเนินการ แต่ก็ต้องคำนึงถึงต้นทุนที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบ ในขณะที่นโยบายลดค่าไฟให้เหลือไม่เกิน 3.70 บาท ที่ระบุว่าจะไม่ใช้งบประมาณ แต่คณะผู้วิจัยพบว่า นโยบายนี้น่าจะต้องใช้เงินประมาณ 1.76 แสนล้านบาทต่อปี จากการชดเชยส่วนต่างจากต้นทุนจริงประมาณ 0.88 บาทต่อหน่วย
และปิดท้ายกันที่ “พรรคประชาชน” ซึ่ง TDRI มองว่า มีนโยบายที่เหมาะสมและควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผลหลายนโยบาย ดังนี้ นโยบายเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ 1.9 แสนล้านบาทต่อปี และนโยบายเพิ่มเงินอุดหนุนเด็ก 2.7 หมื่นล้านบาทต่อปี เป็นนโยบายสวัสดิการถ้วนหน้าที่เหมาะสมแก่กลุ่มประชากร แต่นโยบายเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุจะสร้างภาระงบประมาณที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามภาวะสังคมสูงวัย ซึ่งเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการคลังหากไม่สามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มได้ทัน จึงควรดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปแทนการเพิ่มเบี้ยเป็น 1,000-1,500 บาทต่อเดือนอย่างรวดเร็ว
ขณะที่นโยบายแจกคูปองการเรียนรู้และพัฒนาแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน และนโยบายแจกคูปองยกระดับทักษะ เป็นนโยบายที่ดี แต่จำเป็นต้องอาศัยการพัฒนาระบบนิเวศน์และกลไกต่างๆ ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร ส่วนนโยบายสร้างแต้มต่อให้แก่ SMEs และนโยบายหวยใบเสร็จ หากนำไปปฏิบัติอย่างเหมาะสม ก็จะเกิดผลในการยกขีดความสามารถของ SMEs ได้ในระยะยาว
“นโยบายของพรรคประชาชนไม่ได้มีปัญหาในเชิงแนวคิด แต่อาจมีปัญหาในการเข้าใจความซับซ้อนในการดำเนินนโยบายต่ำเกินไป และอาจยังประมาณการวงเงินที่น่าจะต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งการประมาณการความซับซ้อนของการดำเนินนโยบายต่ำเกินไป เช่น นโยบายการจัดการที่ดินให้เป็นระบบเดียว นโยบายจัดการน้ำ นอกจากนี้ ปชน.ยังไม่ได้ให้รายละเอียดในการประมาณการต้นทุนในการดำเนินนโยบายมาอย่างเพียงพอ แต่ระบุวงเงินหรือจำนวนผู้ได้รับประโยชน์โดยรวม” ทีดีอาร์ไอระบุและว่า ปชน.น่าจะประมาณการต้นทุนไว้ต่ำเกินไป ทั้งนี้ยังไม่ได้คำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ต้นทุนจริงของโครงการขนาดใหญ่มักสูงกว่าที่ประเมินไว้ในระยะเริ่มต้นอย่างมีนัยสำคัญจากปัญหา cost overrun
นอกจากนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้จัดทำข้อสังเกตเชิงนโยบายต่อแนวนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองที่ต้องใช้จ่ายเงินของรัฐ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณาโดยเห็นว่า พรรคการเมืองควรระบุรายละเอียดให้ชัดเจนว่า จะเริ่มดำเนินนโยบายในปีงบประมาณใด เช่น ปีงบประมาณ 2569 หรือ 2570 และจะใช้งบประมาณในช่วงเวลาใด
หากเป็นนโยบายที่ต้องดำเนินการทันทีและใช้งบประมาณในปีงบประมาณ 2569 หรือมีการใช้จ่ายต่อเนื่องในปีงบประมาณ 2570 จำเป็นต้องพิจารณาแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ ความเพียงพอของงบประมาณ รวมถึงข้อจำกัดของระเบียบการใช้งบประมาณที่เกี่ยวข้อง อาทิ งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ซึ่งปัจจุบันมีวงเงินค่อนข้างจำกัด รวมถึงงบประมาณชำระคืนเงินต้น
นอกจากนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายงบประมาณมากกว่ากรอบวงเงินที่กำหนดไว้ ควรระบุแนวทางการบริหารจัดการงบประมาณอย่างชัดเจน เช่น การเพิ่มการจัดเก็บรายได้ภาษี หรือการตัดลดรายจ่ายบางรายการ เพื่อไม่ให้กระทบวินัยการคลัง
เพราะฉะนั้น อย่าคาดหวังกับ “รัฐบาลตามนั้นแหละ” มากจนเกินไป เพราะประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาคือประจักษ์พยานได้เป็นอย่างดีว่า ทำได้มากน้อยแค่ไหน.


