xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

“หนี้ท่วม – โตต่ำ - กำลังซื้อหด” โจทย์ใหญ่วัดฝีมือรัฐบาลใหม่ แก้เศรษฐกิจพ้นสภาพ “คนป่วยแห่งเอเชีย”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - เมื่อการเลือกตั้งใหญ่ผ่านไป ก็เข้าสู่โค้งแรกของการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งไม่ว่าจะใช้สูตรผสมใด ประชาชนต่างตั้งตาเฝ้ารอการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องที่กำลังเซาะกร่อนบ่อนทำลายความมีอยู่มีกิน

หลังเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำติดต่อกันและถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงหน้า โดยคณะกรรมการร่วมสามสถาบัน (กกร.) คาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ หรือ GDP ปีนี้จะโตเพียง 1.6% - 2.0% ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำจนน่ากังวล บรรดาสื่อต่างชาติและนักวิเคราะห์หลายสำนักต่างออกบทวิเคราะห์ที่ชี้ว่า เศรษฐกิจไทยกลายเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย”  ไปแล้ว จากที่เคยยืนอยู่แถวหน้าของชาติอาเซียน

หากจะจาระไนถึงวิกฤตเศรษฐกิจ ที่กำลังกัดเซาะความเชื่อมั่นของประชาชน และเป็นโจทย์หินรอรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง 2569 เข้ามาสะสาง มีประเด็นเร่งด่วนที่สำคัญ ดังนี้

อันดับแรกสุดคือ วิกฤตหนี้ครัวเรือนและการเข้าถึงสินเชื่อ เรื่องนี้พูดกันมาหลายปีดีดัก แต่ยังแก้ไขไม่ได้สักที ณ เวลานี้ หนี้ครัวเรือนไทยยังคงอยู่ในระดับสูงกว่า 90% ของ GDP ซึ่งฉุดรั้งกำลังซื้ออย่างหนัก ส่วนการเข้าถึงสินเชื่อนั้น ภาคประชาชนและ SME ประสบปัญหาแบงก์เข้มงวดการปล่อยกู้ ทำให้ต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบเพิ่มขึ้น รัฐบาลใหม่ต้องหาวิธีแก้หนี้ในและนอกระบบที่เห็นผลจริงมากกว่าแค่การพักชำระหนี้

ถัดมาคือเรื่อง ค่าครองชีพและต้นทุนพลังงาน  แม้เงินเฟ้อจะดูเหมือนลดลง แต่ราคาอาหารสดและของกินของใช้ยังทรงตัวในระดับสูง ขณะที่การบริหารจัดการต้นทุนค่าไฟฟ้าและน้ำมันเป็นเรื่องที่คนเรียกร้องมากที่สุด รัฐบาลใหม่ต้องตัดสินใจเรื่องการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน และการอุดหนุนกองทุนน้ำมันที่แบกภาระไว้สูง

ส่วนการขยายตัวต่ำของจีดีพี สะท้อนว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยกำลังมีปัญหา ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลใหม่ต้องเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบและสร้างรายได้ใหม่ ๆ เข้ามา

อีกเรื่องคือ กำลังซื้อระดับฐานรากที่อ่อนแอ  ประชาชนระดับกลาง-ล่างเริ่มมีภาวะ “เงินขาดมือ” รัฐบาลใหม่ถูกคาดหวังให้มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่ทำได้ทันที โดยไม่เพิ่มภาระหนี้สาธารณะเกินไป

นอกจากนั้น ยังมีประเด็นความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะ นโยบาย Trade War ของโดนัลด์ ทรัมป์  อาจกระทบโรงงานอุตสาหกรรมและแรงงานในไทยที่ผลิตสินค้าส่งออก รัฐบาลใหม่ต้องเตรียมมาตรการรองรับหากเกิดการเลิกจ้างงานในวงกว้าง

โจทย์ใหญ่ดังกล่าวข้างต้นทุกพรรคการเมืองต่างชูนโยบายและมาตรการเพื่อแก้ไข ซึ่งหากมองในภาพรวมแล้ว รัฐบาลใหม่ อาจหยิบมาตรการเฉพาะที่ถูกนำเสนอเพื่อแก้ปัญหาหนี้และกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่น่าสนใจและมีโอกาสเป็นจริง อาทิ มาตรการแก้หนี้ครัวเรือนแบบเจาะจงเฉพาะกลุ่ม เช่น สานต่อโครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้ การจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อรายย่อย และนโยบายพักหนี้เกษตรกร-ล้างหนี้เสียสะสม

ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและกำลังซื้อ ดูเหมือนว่า “หวยใบเสร็จ” จะเป็นนโยบายเชิงรุกเพื่อดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบ กระตุ้นให้ประชาชนขอใบเสร็จ เมื่อซื้อสินค้าเพื่อนำไปลุ้นรางวัล ซึ่งช่วยขยายฐานภาษีและกระตุ้นการใช้จ่ายไปพร้อมกัน

นโยบายลดค่าครองชีพทันที ด้วยการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ทั้ง ค่าน้ำ ค่าไฟ และน้ำมัน เพื่อลดต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายครัวเรือน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ทันทีหลังรัฐบาลใหม่รับตำแหน่ง

การอัดฉีดสภาพคล่องผ่านสถาบันการเงินรัฐ (SFIs) สนับสนุน สินเชื่อ SME และลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษ เพื่อป้องกันการตกชั้นเป็นหนี้เสีย

ส่วนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย คาดการณ์ว่ารัฐบาลใหม่อาจประสานงานกับ ธปท. เพื่อพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยลงสู่ระดับ 0.75% - 1.25% เพื่อลดภาระดอกเบี้ยจ่ายของครัวเรือนและภาคธุรกิจ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลใหม่ ต้องเร่งเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนภาครัฐที่ล่าช้าจากช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง เพื่อให้เงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 รวมทั้งการสร้างงานในท้องถิ่นเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

กล่าวสำหรับ “หนี้ครัวเรือน” ทุกพรรคต่างยอมรับตรงกันว่า คืออุปสรรคเบอร์หนึ่งที่ขัดขวงการเติบโตของประเทศ โดยแต่ละพรรคมีแนวทางแก้ไขที่แตกต่างกันระหว่างการอุ้มชั่วคราว กับการผ่าตัดโครงสร้าง

ในแนวทางการแก้หนี้ครัวเรือน หากเพื่อไทยเป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาลใหม่ คาดจะเห็นมาตรการที่เป็นรูปธรรม คือ พักหนี้และปรับปรุงโครงสร้าง โดยใช้กลไกของธนาคารรัฐรองรับอยู่แล้ว แต่อาจเกิดปัญหาลูกหนี้จงใจไม่จ่ายตามมา






 แต่หากพรรคประชาชน เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะเห็นมาตรการ  “ผ่าตัดหนี้เสีย (NPL) และเครดิตบูโร”  เสนอให้ลบชื่อออกจากแบล็กลิสต์ทันทีเมื่อเข้าโครงการปรับโครงสร้างหนี้ และเปิดทางให้กลุ่มธุรกิจเช่าซื้อ (รถยนต์/มอเตอร์ไซค์) เข้ามาอยู่ใต้ ธปท. แต่ปัญหาคือต้องแก้กฎหมายหลายฉบับ และอาจถูกคัดค้านจากสถาบันการเงิน แต่จะช่วยให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้จริง

ส่วนพรรคภูมิใจไทย มีมาตรการ   “สัญญาใจแก้หนี้”  เน้นการใช้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยหนี้นอกระบบ และใช้ที่ดินทำกินเป็นหลักประกันเงินกู้ ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้สูงในทางปฏิบัติผ่านกลไกการเมืองท้องถิ่น แต่อาจช่วยได้เพียงบางกลุ่มไม่ใช่ภาพรวมทั้งประเทศ

มาดูเรื่องแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจกันสักหน่อย ส่องโฟกัสไปยังพรรคเพื่อไทย มีมาตรการที่เป็นรูปธรรมคือ เติมเงินหมุนเวียน/เศรษฐกิจดิจิทัล สานต่อระบบการใช้จ่ายผ่าน Wallet ดิจิทัล และมุ่งเน้นการเป็นศูนย์กลาง Data Center/AI เพื่อดึงเงินทุนจากต่างชาติ (FDI) โดยความเป็นไปได้ทางปฏิบัติมีโอกาสสูงเนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานที่เริ่มทำไว้แล้ว เน้นการเห็นผลในระยะสั้นถึงกลาง

ส่วนพรรคประชาชน งัดมาตรการ  “หวยใบเสร็จ + กระจายงบประมาณ” โดยใช้หวยใบเสร็จดึง SME เข้าระบบภาษี และโอนงบประมาณโดยตรงลงสู่ระดับท้องถิ่น (อปท.) เพื่อให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ มาตรการนี้มีโอกาสเป็นไปได้สูงเพราะใช้งบประมาณน้อยกว่าการแจกเงินตรงๆ แต่ต้องใช้เวลาสร้างความเข้าใจกับร้านค้าในเรื่องภาษี

พรรคภูมิใจไทย มุ่งเน้นยุทธศาสตร์ “Thailand 10 Plus”  ซึ่งครอบคลุมการกระตุ้นการบริโภคระยะสั้นควบคู่กับการปฏิรูปเศรษฐกิจระยะยาว เช่น คนละครึ่งพลัส ค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3 บาท สำหรับครัวเรือนที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยแรก รถไฟฟ้า 20 บาท พักหนี้ 3 ปี แก้หนี้ต่ำแสน ตั้งเป้าจีดีพีโตมากกว่า 3% ดึงการลงทุนให้ถึง 30% ของจีดีพี ประกันกำไรเกษตรกรขั้นต่ำ 30% เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง จ้างงานผู้สูงวัย

อย่างไรก็ดี คนละครึ่งพลัส และ Thailand 10 Plus เน้นผลกระตุ้นระยะสั้น พรรคตั้งเป้าใช้งบประมาณราว 1.48 แสนล้านบาท แต่อาจไม่ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะยาว

ด้านพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และ ประชาธิปัตย์ (ปชป.) ชูมาตรการ “ลดต้นทุนพลังงานถาวร” แก้กฎหมายโครงสร้างราคาแก๊สและไฟฟ้าเพื่อให้ราคาลดลงอย่างยั่งยืน และการให้สิทธิประโยชน์ภาษีแก่กลุ่มธุรกิจสีเขียว ความสำเร็จของมาตรการนี้ขึ้นอยู่กับการเจรจากับกลุ่มทุนพลังงาน แต่หากทำได้จะช่วยลดค่าครองชีพได้ทันที

จากที่กล่าวมาข้างต้น ถามว่ามาตรการไหนมีโอกาส “ทำได้จริง” ที่สุด? อันดับแรก คือ การปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลใหม่ “ต้องทำทันที” เพราะเป็นความต้องการอันดับหนึ่งของประชาชน และสามารถทำได้ผ่านมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่อาจต้องแลกกับการแบกภาระงบประมาณอุดหนุนในระยะแรก

อันดับสอง หวยใบเสร็จ มีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกนำมาใช้ ไม่ว่าพรรคไหนจะเป็นรัฐบาล เพราะเป็นวิธีที่นุ่มนวลในการเพิ่มรายได้ภาษีโดยไม่ต้องขึ้นอัตราภาษี ซึ่งเป็นเรื่องที่เสี่ยงต่อคะแนนนิยม

ส่วนอันดับสาม คือ การจัดการหนี้ผ่านแบงก์รัฐ เป็นมาตรการที่ทำได้เร็วที่สุดผ่านแบงก์ออมสิน หรือ ธ.ก.ส. เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า แต่การแก้หนี้ในระยะยาวจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อ “รายได้ของประชาชน” โตเร็วกว่าหนี้เท่านั้น

บทสรุปในเบื้องต้น หลังการเลือกตั้ง 2569 เราน่าจะเห็น “มาตรการช่วยลดภาระดอกเบี้ย” และ “การกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านแต้มต่อภาษี” เป็นอันดับต้น ๆ ซึ่งจะช่วยพยุงกำลังซื้อในประเทศให้ไม่ทรุดตัวไปมากกว่านี้

ส่วนอาการของ “คนป่วยแห่งเอเชีย” (Sick Man of Asia) สะท้อนถึงปัญหาโครงสร้างที่สะสมมานาน ไม่ใช่แค่การชะลอตัวชั่วคราว ดังนั้น รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องใช้ “ยาแรง” ที่มากกว่าแค่การแจกเงิน โดยเน้นไปที่ 4 เสาหลัก ประกอบด้วย

 หนึ่ง การผ่าตัดโครงสร้างภาคการผลิต 
 ไทยติดกับดักการผลิตสินค้าแบบเก่าที่โลกเริ่มไม่ต้องการ (เช่น รถยนต์สันดาป, ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์) ไทยจะต้องปรับเปลี่ยนจากการ “รับจ้างผลิต” เป็น “ฐานนวัตกรรม” โดยรัฐบาลใหม่ต้องดึงดูดการลงทุนในกลุ่ม S-Curve ใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ขั้นสูง, เซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีสะอาด โดยไม่ใช่แค่ให้สิทธิภาษี แต่ต้องสร้าง Eco-system ในไทย ขณะเดียวกัน ต้องอัพเกรดแรงงาน โดยปรับหลักสูตรการศึกษาและฝึกอบรมแรงงานให้รองรับ AI และระบบอัตโนมัติ เพื่อดึงดูดการลงทุนระดับสูงที่เน้นทักษะ ไม่ใช่เน้นค่าแรงถูก

 สอง การทำสงครามกับหนี้ครัวเรือน  เนื่องจากหนี้ครัวเรือนที่สูงกว่า 90% ของ GDP คือ “ลิ่ม” ที่ตอกตรึงการบริโภคในประเทศ ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้แบบเบ็ดเสร็จ ไม่ใช่แค่พักหนี้ ต้องมีการแฮร์คัท หรือลดเงินต้นสำหรับลูกหนี้ที่มีวินัยแต่ประสบปัญหา โดยใช้กลไกบริษัทบริหารสินทรัพย์รัฐเข้าไปจัดการ รวมทั้งดึงหนี้นอกระบบเข้ามาในระบบ โดยอาจใช้มาตรการ “หวยใบเสร็จ” หรือแรงจูงใจทางภาษีเพื่อให้ร้านค้ารายย่อยเข้าสู่ระบบการเงิน ซึ่งจะช่วยให้คนตัวเล็กเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำได้จริง

 สาม การปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายและทุนผูกขาด  ด้วยการเพิ่มการแข่งขันในกลุ่มธุรกิจพลังงาน ค้าปลีก และเครื่องดื่ม เพื่อลดต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพของประชาชน ยกเลิกใบอนุญาตที่ซ้ำซ้อนเพื่อลดต้นทุนแฝงของ SMEs ซึ่งปัจจุบันเป็นอุปสรรคใหญ่ในการทำธุรกิจ

 สี่ การหาเครื่องยนต์ใหม่สร้างรายได้เข้าประเทศ  โดยดึงเม็ดเงินมหาศาลที่เคยอยู่นอกระบบมาเป็นงบประมาณสวัสดิการ และวางตัวเป็นกลางและใช้ประโยชน์จากความขัดแย้งของมหาอำนาจจีนและสหรัฐฯ เพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตที่ปลอดภัยสำหรับทั้งสองฝ่าย

การจะหายจากภาวะ “คนป่วย” รัฐบาลใหม่ต้องมีความกล้าหาญทางการเมืองสูงมาก เพราะมาตรการเหล่านี้มักจะกระทบต่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนใหญ่และโครงสร้างราชการเดิม

หากวิเคราะห์อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยมีศักยภาพ และจะเป็นตัวช่วยฉุดไทยจากภาวะผู้ป่วยแห่งเอเชีย รัฐบาลใหม่ไม่สามารถพึ่งพาอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่เน้นค่าแรงถูกได้อีกต่อไป จำเป็นต้องเจาะลึก 4 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่มีแต้มต่อ และสามารถสร้างแรงกระเพื่อมต่อ GDP ได้จริง ดังนี้

 1.อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าขั้นสูง  แม้ปัจจุบันเราจะเป็นฐานผลิตรถยนต์สันดาป (ICE) แต่โลกกำลังเปลี่ยนผ่าน ซึ่งไทยยังมีลุ้นในฐาน Detroit of Asia ภาคต่อ จากศักยภาพที่เรามีซัพพลายเชนชิ้นส่วนที่แข็งแกร่งที่สุดในอาเซียน การดึงบริษัทระดับโลกอย่าง BYD หรือ Tesla เข้ามาตั้งฐานผลิตไม่ใช่แค่การประกอบ แต่ต้องรวมถึงการผลิตเซลล์แบตเตอรี่ และสถานีชาร์จ หากรัฐบาลใหม่สามารถเจรจาให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย (Tier 1-3) จะช่วยรักษาการจ้างงานนับแสนตำแหน่งไม่ให้สูญหายไปกับยุคเครื่องยนต์น้ำมัน

 2.ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI (Cloud & Data Center Hub)  ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ไทยกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ปลอดภัยสำหรับการวางโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล ซึ่งขณะนี้ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีทั้ง Google, Microsoft และ Amazon (AWS) เริ่มเข้ามาลงทุนในไทยด้วยเม็ดเงินมหาศาล รัฐบาลใหม่ต้องเปลี่ยนจากแค่ “ที่ตั้งเซิร์ฟเวอร์” เป็นการสร้าง “AI Talent” และสนับสนุนสตาร์ทอัพไทยให้ใช้ Cloud เหล่านี้สร้างซอฟต์แวร์ส่งออก เพื่อเปลี่ยนไทยจากผู้ซื้อเทคโนโลยีเป็นผู้สร้าง

 3.การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ  โดยไทยมีชื่อเสียงด้านบริการทางการแพทย์ที่คุ้มค่าราคาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และการก้าวสู่สังคมสูงวัยทั่วโลกทำให้ความต้องการศูนย์ดูแลอายุยืน เพิ่มขึ้นมหาศาล รัฐบาลใหม่ควรยกระดับจากแค่การรักษาโรคเป็นการป้องกันและฟื้นฟู ดึงการเข้ามาพำนักในไทยระยะยาว

 4.อุตสาหกรรมอาหารและเกษตรอัจฉริยะ จากจุดแข็งไทยคือ “ครัวของโลก” แต่ที่ผ่านมาเราขายวัตถุดิบราคาถูก ซึ่งเสี่ยงต่อความผันผวนของราคาโลก ไทยสามารถดึงเอาศักยภาพสร้างอาหารแห่งอนาคต เช่น โปรตีนจากพืช หรืออาหารทางการแพทย์ สำหรับผู้ป่วยและผู้สูงอายุ รัฐบาลใหม่ต้องนำการใช้ Agri-Tech เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่และตรวจสอบย้อนกลับได้ จะช่วยให้สินค้าเกษตรไทยผ่านกำแพงภาษีด้านสิ่งแวดล้อมของยุโรปและสหรัฐฯ ได้

กุญแจสำคัญหรือเงื่อนไขที่จะทำให้สำเร็จนั้น ทุกอุตสาหกรรมข้างต้นต้องการ “พลังงานสะอาด” หากรัฐบาลใหม่ลดราคาค่าไฟและเปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาดได้เร็วขึ้นจะเป็นแม่เหล็กดึงดูดเงินลงทุนทางตรงได้ดีที่สุด และต้องกล้าปรับค่าแรงควบคู่ไปกับทักษะเพื่อไม่ให้เป็นภาระต้นทุนของผู้ประกอบการจนเกินไป รวมถึงการอนุญาตให้ทดลองนวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น Fintech โดยไม่ติดข้อบังคับเดิม ๆ ของราชการ

 หากรัฐบาลใหม่โฟกัสได้ถูกจุดและกล้าชนกับอุปสรรคเชิงโครงสร้าง ไทยจะไม่ได้เป็นแค่คนป่วยที่รอการประคับประคอง แต่จะเป็น “เสือตัวใหม่ที่ฟื้นไข้” ได้อย่างสง่างาม 



กำลังโหลดความคิดเห็น