xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

คำคิดจีน: ด้อยค่า

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ในความเป็นไป
วรศักดิ์ มหัทธโนบล

เมื่อคราวที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในไทยหรือที่เรียกกันอย่างลำลองว่า วิกฤตต้มยำกุ้ง  เมื่อปี 1997 นั้น ใครที่เกิดทันจะจำได้ว่า ตอนนั้นสถาบันการเงินหลายสิบแห่งภินท์พังระเนระนาดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และเมื่อพังไปแล้วสถาบันการเงินเหล่านี้บ้างก็ไปอยู่ในมือของนายทุนต่างชาติ บ้างก็หายสูญไป บ้างก็หาทางตั้งตัวใหม่ ฯลฯ

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร สิ่งที่สถาบันการเงินเหล่านี้หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ การต้องถูกตรวจสอบทรัพย์สินทั้งย้อนหลังกลับไปและทั้งที่ยังเหลืออยู่หลังพังลงแล้ว การตรวจสอบนี้หากกล่าวอย่างเป็นทางการแล้วก็คือ การตรวจสอบทางบัญชีและการเงินตามหลักสากล

การตรวจสอบดังกล่าวทำให้มีการแยกแยะทรัพย์สินขึ้นมา ซึ่งแน่นอนว่า สิ่งที่จะต้องพบก็คือ จะมีทรัพย์สินจำนวนหนึ่งที่ถูกจัดให้เป็นทรัพย์สินที่ด้อยค่า หรือที่เรียกตามมาตรฐานการบัญชีว่า การด้อยค่าของสินทรัพย์ การพบทรัพย์สินที่ด้อยค่านี้จะนำไปสู่การประเมินมูลค่าของสินทรัพย์ที่ลดลงตามมา

 มูลค่าสินทรัพย์ที่ลดลงนี้ทางบัญชีถือเป็น “ผลขาดทุนจากการด้อยค่า” ซึ่งหมายถึงมูลค่าตามบัญชีของสินทรัพย์สูงกว่ามูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน ซึ่งภาษาอังกฤษเรียกว่า Impairment Loss นับแต่นั้นมาสังคมไทยจึงได้รู้จักกับคำว่า ด้อยค่า 

และคงด้วยความแพร่หลายของการใช้ในเวลานั้น เมื่อเวลาผ่านไปคำว่า ด้อยค่า ที่ใช้ในบริบททางบัญชีและการเงินก็ถูกนำมาใช้ในบริบททางสังคม โดยให้หมายถึง การพูดจาดูถูก การลดทอนคุณค่า หรือทำให้คนที่ถูกกล่าวถึงรู้สึกว่าตัวเองไร้คุณค่า

จนปัจจุบันนี้คำว่า ด้อยค่า ได้กลายเป็นคำที่เข้ามาแทนที่คำว่า ดูถูกเหยียดหยาม หรือคำอื่นๆ ที่มีความหมายใกล้เคียงกับคำดังกล่าวไปแล้ว

ทุกสังคมมักหลีกเลี่ยงเรื่องที่มีบุคคลจะถูกด้อยค่าไปได้ สังคมจีนก็เช่นกัน คำว่า ด้อยค่า ในสังคมจีนโดยทั่วไปจะใช้คำว่า  เปี่ยนตี (贬低)  แปลว่า ด้อยค่า ลดคุณค่า ดูถูก หรือเหยียดหยาม นอกจากคำนี้แล้วก็ยังมีคำอื่นๆ ที่มีความหมายใกล้เคียงกันอีกจำนวนหนึ่ง

คำแรกคือคำว่า  คั่นชิง (看轻) คำในพยางค์แรกแปลว่า ดู พยางค์ที่สองแปลว่า เบา คำว่า คั่นชิง จึงแปลตรงตัวว่า ดูเบา โดยเมื่อขยายความออกไปจะหมายถึง การมองข้าม หรือมองอย่างไร้ค่า คำนี้แหละที่ใครที่อ่านนิยายจีน ดูหนังจีน หรือละครจีนทางโทรทัศน์ มักจะได้ยินตัวละครพูดคำว่า ดูเบา อยู่บ่อยๆ

คำต่อมาคือคำว่า  ชิงซื่อ (轻视)  คำในพยางค์แรกเป็นคำเดียวกับคำว่า ชิง ในคำว่า คั่นชิง ที่กล่าวไปข้างต้น ส่วนพยางค์ที่สองแปลว่า มองหรือเห็น คำว่า ชิงซื่อ จึงแปลว่า มองข้ามไป หรือมองไม่เห็นความสำคัญ

ถัดมาคือคำว่า   คั่นปู้ฉี่ (看不起)  คำนี้ถ้าแปลตรงตัวจะแปลว่า มองไม่ขึ้น ความหมายของคำนี้จึงดูออกจะหนักไปหน่อย คือหมายถึง การมองว่าต่ำต้อย แต่ก็เป็นคำที่ใช้กันค่อนข้างกว้างขวาง ตอนเรียนภาษาจีนเมื่อครั้งยังเด็กจะรู้จักแต่คำนี้คำเดียวที่แปลว่า ดูถูก คำอื่นที่กล่าวไปข้างต้นไม่เคยได้ยิน

อีกคำคือคำว่า  อีเฉียนปู้จื๋อ (一钱不值) คำนี้จะว่าไปแล้วน่าจะเป็นสำนวนมากกว่าที่จะเป็นคำศัพท์ ด้วยแปลตรงๆ ว่า ไม่มีค่าแม้แต่สตางค์แดงเดียว ซึ่งเป็นคำที่คนไทยก็ใช้กันเป็นปกติ และน่าเชื่อว่าเป็นคำที่มาจากภาษาจีน

สุดท้ายคือคำว่า  จื้อเปย (自卑)  คำนี้ออกจะแตกต่างไปจากคำที่กล่าวมาทั้งหมด ด้วยหมายถึง การด้อยค่าตัวเอง คือมองไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง รู้สึกตัวเองไม่มีคุณค่า คิดว่าตัวเองเป็นคนที่ไร้ความสามารถ คำนี้จึงไม่เข้ากับเจตนารมณ์ที่บทความตอนนี้เสนอ แต่นำมากล่าวถึงเข้าทำนอง “รู้ไว้ใช่ว่า”

จากที่กล่าวมานี้ทำให้เห็นว่า จีนมีคำที่มีความหมายในเชิง ด้อยค่า อยู่มากมายหลายคำไม่ต่างกับไทย แต่คำที่ใช้กันอย่างกว้างขวางและใช้ตามนัยแห่งความหมายเดียวกับคำไทยก็คือคำว่า เปี่ยนตี

ในสังคมจีนมีตัวอย่างของการด้อยค่าอยู่มากมาย แต่ในที่นี้จะยกตัวอย่างที่เกิดมาในครั้งอดีตที่จีนมักจะด้อยค่าชนชาติที่มิใช่จีน (non-Han peoples) ว่าเป็นชนชาติป่าเถื่อน และถือตนเป็นชนชาติที่สูงส่ง จีนจึงไม่คบหาชาติใดง่ายๆ แต่หากจะคบแล้ว ชาตินั้นต้องถวายบรรณาการให้แก่จักรพรรดิของตน

การที่จีนด้อยค่าคนอื่นเช่นนี้นับเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อังกฤษไม่พอใจ ต่อมาได้นำไปสู่  สงครามฝิ่น (1840-1842) ระหว่างจีนกับอังกฤษ ว่ากันว่า ก่อนสงครามจะเริ่มจีนก็ยังมิวายที่จะด้อยค่าอังกฤษ ว่าชาวอังกฤษงอเข่าไม่ได้ และตนจะฆ่าเสียเมื่อไหร่ก็ได้ และยังคิดไปอีกว่า การที่ชาวตะวันตกชอบกินเนื้อวัวและเนื้อแพะนั้น หากไม่กินโกศน้ำเต้าและชาจีนเป็นอาหารเสริมจะเสียชีวิตเพราะอาหารไม่ย่อย

จีนไม่รู้เลยว่า ที่ตนเห็นชาวอังกฤษงอเข่าไม่ได้นั้นจริงๆ แล้วจีนดูจากรูปลักษณ์การแต่งกายภายนอกที่ชาวอังกฤษใส่กางเกงรัดรูป จนดูเหมือนกับว่าชาวอังกฤษขาแข็งเป็นแท่ง และงอเข่าไม่ได้ พองอเข่าไม่ได้ไหนเลยจะสู้กับชาวจีนได้ ขอเพียงแต่หาจังหวะกระแทกเข่าชาวอังกฤษให้ได้เท่านั้น ชาวอังกฤษก็จะร่วงล้มลงและฆ่าได้ทันที

ส่วนการกินเนื้อสัตว์นั้น ชาวตะวันตกกินมาช้านานแล้ว หากอาหารไม่ย่อยจนต้องตายจริง ชาวตะวันตกก็คงตายไปนานแล้ว นานจนไม่มาจีนให้จีนเห็นหน้าค่าตาแน่

ผลคือ จีนรบแพ้อังกฤษจนต้องทำสนธิสัญญาหนานจิงที่อังกฤษเรียกเอาประโยชน์จากจีนแต่ฝ่ายเดียวในปี 1842 และหนึ่งในผลประโยชน์ที่อังกฤษเรียกเอาก็คือ เกาะฮ่องกง หลังจากนั้นต่อมาจีนก็ยังคงทำสงครามกับชาติตะวันตกอีกหลายชาติ และจีนก็แพ้แทบทุกครั้ง แพ้แต่ละครั้งก็ต้องทำสนธิสัญญาที่เสียเปรียบต่างชาติไปครั้ง จนในชั้นหลังจีนยังแพ้ให้กับญี่ปุ่นที่เป็นชาวเอเชียด้วยกันอีกด้วย

การที่จีนพ่ายแพ้ชาวต่างชาตินั้น ส่วนหนึ่งมาจากการมีทัศนะด้อยค่าชาวต่างชาติดังได้กล่าวไปแล้ว แต่ที่กลับตาลปัตรก็คือ แต่นั้นมาชาวต่างชาติที่ชนะจีนก็ด้อยค่าจีนบ้าง จีนในเวลานั้นถูกชาติตะวันตกและญี่ปุ่นด้อยค่า จนไม่เหลือเค้าชาติมหาอำนาจที่เป็นมานับพันปี

กว่าจะโงหัวยืนหยัดขึ้นมาได้ดังที่เห็นในทุกวันนี้ก็ต้องใช้เวลานานกว่าร้อยปี

ส่วนตัวอย่างของไทยนั้น มีให้เห็นแทบทุกวันตั้งแต่มีสื่อสังคม (social media) ทำให้ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นของตนได้ง่าย แต่จะด้วยสังคมที่เจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีหรือไรมิทราบได้ ได้ทำให้คนจำนวนหนึ่งมีจิตใจต่ำทรามลง โดยเที่ยวไปด้อยค่าคนอื่นเหมือนคนเป็นโรคจิตหรือโรคหลงตัวเอง ว่าตัวเก่งและฉลาดเหนือคนอื่น และมองไม่เห็นคนอื่นอยู่ในสายตา

 ที่สำคัญ การด้อยค่าคนในทุกสังคมไม่จำกัดชนชั้น คนที่รวยหรือคนที่มีการศึกษาก็ด้อยค่าคนเช่นกัน ดังเศรษฐีคนหนึ่งด้อยค่าคนที่คิดต่างกับตนว่า “เป็นคนแก่ที่ยากจนและโง่” 

คนที่ด้อยค่าคนได้ขนาดนี้ย่อมไม่ใช่คนปกติ และหากคนพวกนี้ได้ปกครองบ้านเมืองใดแล้ว บ้านเมืองนั้นคงฉิบหายเกิดเป็นแน่


กำลังโหลดความคิดเห็น