xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

โศกนาฏกรรม “สีดอหูพับ” สังเวยข้อพิพาท “คนกับช้าง”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - การสูญเสียช้างป่า “สีดอหูพับ” ระหว่างปฏิบัติการเคลื่อนย้ายของกรมอุทยานฯ จากพื้นที่ อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น ไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จ.เลย ตามคำสั่งของศาลปกครองขอนแก่น ฉายภาพความล้มเหลวเชิงโครงสร้างทั้งระบบในการจัดการความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า 

สถานการณ์ปัญหาคนกับช้างป่าเป็นปัญหาสะสมมาอย่างยาวนาน โดยกรณีของ  “สีดอหูพับ” ช้างป่าภูเวียง นับเป็นบทเรียนสำคัญสะท้อนการจัดการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างที่ปลายเหตุ และระบบตัดสินใจของรัฐที่ถูกบีบด้วยแรงกดดันจากประชาชนนำสู่โศกนาฎกรรมครั้งนี้

อีกทั้งสังคมกำลังเกิดคำถามเกี่ยวกับมาตรการดูแลปรับพฤติกรรมช้างป่าที่ถูกตีตราว่ามีพฤติกรรมดุร้าย มีความเสี่ยงทำร้ายหรือมีประวัติทำร้ายคน โดยเคลื่อนย้ายเข้าสู่ “ศูนย์ปรับพฤติกรรมช้างป่า” ซึ่งมีความเสี่ยงสูงในการเคลื่อนย้ายสัตว์ใหญ่จนเกิดการสูญเสียขึ้น

-1.-

สำหรับปฏิบัติการเคลื่อนย้ายช้างป่า “สีดอหูพับ” จากพื้นที่ อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น ไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จ.เลย ดำเนินตามคำสั่งของศาลปกครองขอนแก่น หลังมีการยื่นฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เมื่อเดือนกันยายน 2568 เพื่อบังคับให้ระงับเหตุเดือดร้อนและอันตรายให้แก่ประชาชนในพื้นที่พิพาท โดยระบุว่าได้รับความเดือดร้อนจากช้างป่า บุกรุกที่อยู่อาศัย พื้นที่ทางการเกษตรเสียหายจำนวนมาก ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา และทำร้ายชาวบ้านจนเสียชีวิต

ต่อมา มีคำสั่งสำนักงานศาลปกครองขอนแก่น ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ระบุใจความว่า ได้มีคำสั่งรับคำฟ้องคดีระหว่างผู้ฟ้องคดี 6 คน กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ไว้พิจารณา และมีคำสั่งให้กำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราว โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดี โดยอธิบดีกรมอุทยานฯ ดำเนินการจับและเคลื่อนย้ายช้างป่าทั้ง 4 ตัว คือ งาจิ๋ว คุถัง หูพับ และสีดอน้อย ไปไว้ในพื้นที่อื่น ที่เหมาะสมตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีให้แล้วเสร็จทั้งหมดภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่งศาล และให้รายงานผลต่อศาล เมื่อดำเนินการจับและเคลื่อนย้ายช้างป่าแต่ละตัวได้สำเร็จ ทั้งนี้จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น รายละเอียดปรากฏตามสำเนาคำสั่ง ซึ่งได้ส่งมาพร้อมกันนี้

นำสู่การปฏิบัติเคลื่อนย้ายช้างป่าออกจากพื้นที่พิพาท โดยมีการสนธิกำลังครั้งใหญ่จากเจ้าหน้าที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 (ขอนแก่น) และสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 200 ราย ร่วมปฏิบัติการในวันที่ 3 - 4 กุมภาพันธ์ 2569 โดยการจับและเคลื่อนย้าย   “ช้างหูพับ”  ช้างป่าเพศผู้ ตามข้อมูลระบุว่า มีพฤติกรรมย้ายถิ่นฐานจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูค้อ-ภูกระแต จ.เลย เข้ามาอาศัยหากินในเขตพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูเวียง ตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปัจจุบัน โดยมีข้อร้องเรียนจาก ชาวบ้าน อ.ภูเวียง และ อ.เวียงเก่า ได้รับได้สร้างความเดือดร้อนโดยการทำลายพืชผลทางการเกษตรและทรัพย์สิน นอกจากนี้ ยังเกิดเหตุทำร้ายชาวบ้านเสียชีวิต 2 คน


 ณัฐวัฒน์ นุ้ยศรีราม ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 (ขอนแก่น) ในฐานะหัวหน้าศูนย์บัญชาการฯ เปิดเผยว่าแผนการดำเนินงานหลังจากทำการจับช้างหูพับจะเคลื่อนย้ายไปดูแลและปรับพฤติกรรม ณ พื้นที่โครงการฟื้นฟูอาหารช้างป่าภูหลวง อันเนื่องมาจากโครงการพระราชดำริ จ.เลย โดยจะมีทีมสัตวแพทย์และสัตวบาลจากส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สบอ.8 ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 4 (ขอนแก่น) และทีมสัตวแพทย์สัตวบาลจากสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า คอยดูแลประเมินสุขภาพอย่างใกล้ชิด มีการใช้มาตรการความปลอดภัยเข้มงวด ทั้งการติดตั้งรั้วไฟฟ้า กล้อง CCTV และเจ้าหน้าที่เวรยามตลอด 24 ชั่วโมง

ทั้งนี้ แผนการเคลื่อนย้ายดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อดูแล ปรับพฤติกรรมไม่ให้ช้างมีนิสัยดุร้าย ไม่จำเส้นทางกลับมาหากินในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น พร้อมติดตั้งเครื่องติดตามตัวช้าง

ทว่า เกิดเหตุอันน่าเศร้าสลด “สีดอหูพับ” เสียชีวิตกระทันหันระหว่างปฏิบัติการเคลื่อนย้าย หลังออกเดินทางได้เพียง 15 นาที โดยสัตวแพทย์ที่ดูแลระหว่างการขนย้ายแจ้งว่า “สีดอหูพับ” เกิดอาการสำลักอาหาร และช็อค จนล้ม ซึ่งสัตวแพทย์พยายามช่วยชีวิตอย่างเต็มความสามารถแล้วแต่ไม่สามารถช่วยได้

ต่อมา ผลการผ่าชันสูตรดำเนินการโดยทีมสัตวแพทย์จากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 (ขอนแก่น) พบสาเหตุการตายมาจากการสำลักอาหารจนเกิดการอุดตันของหลอดลม ร่วมกับภาวะ Capture Myopathy แบบเฉียบพลัน ส่งผลให้เกิดภาวะช็อกและหัวใจล้มเหลว

โดยทีมสัตวแพทย์ได้เก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อจากหลายอวัยวะ รวมถึงเศษอาหารในช่องปากและกระเพาะอาหาร ปอด กล้ามเนื้อหัวใจ ตับ ม้าม และลำไส้ เพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เพื่อยืนยันสาเหตุการตายอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

ขณะที่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ออกแถลงชี้แจ้งเท็จจริงต่อการสูญเสียช้างป่าสีดอหูพับ ซึ่งล้มระหว่างการเคลื่อนย้ายจากจังหวัดขอนแก่นไปยังพื้นที่โครงการฟื้นฟูอาหารช้างป่าภูหลวง จังหวัดเลย ระบุความว่า ช้างป่าสีดอหูพับ เป็น ช้างป่าเพศผู้ อายุประมาณ 15-20 ปี (ข้อมูลย้อนแย้งกับนักวิจัยช้างป่าซึ่งประเมินว่าอายุประมาณ 8 – 10 ปี ) ที่เดิมอาศัยอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย ต่อมาได้เคลื่อนย้ายมาหากินในพื้นที่การเกษตรบริเวณอำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น และมีพฤติกรรมออกมาใกล้ชุมชนบ่อยครั้ง จนเกิดเหตุการณ์ทำร้ายประชาชนถึงขั้นเสียชีวิต

การเคลื่อนย้ายช้างครั้งนี้ดำเนินการภายใต้คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองจังหวัดขอนแก่น โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ 2 ประการ คือ 1. ปกป้องความปลอดภัยของประชาชน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง 2. อนุรักษ์ชีวิตช้างป่า โดยนำกลับสู่แหล่งอาหารธรรมชาติที่เหมาะสม

ยืนยันว่าการเคลื่อนย้ายช้างป่าในครั้งนี้เป็นการปฏิบัติตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองจังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นคำสั่งที่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย หากกรมอุทยานฯ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล จะถือเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งศาล ซึ่งมีความผิดตามกฎหมาย และอาจส่งผลให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบต้องรับโทษทางอาญา

นอกจากนี้ การไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหายังหมายถึงการปล่อยให้ประชาชนในพื้นที่อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น กรมอุทยานฯ จึงมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องดำเนินการเคลื่อนย้ายช้างป่า โดยยึดมั่นในหลักการทำงานภายใต้กรอบกฎหมาย ความรับผิดชอบต่อสังคม และสวัสดิภาพของสัตว์ป่า

กรมอุทยานฯ ได้เตรียมการอย่างรอบคอบและใช้มาตรฐานสากลในการปฏิบัติการ ดังนี้ จัดตั้งศูนย์บัญชาการบูรณาการหลายหน่วยงาน ใช้ทีมสัตวแพทย์และสัตวบาลที่มีความเชี่ยวชาญ คำนวณยาสลบตามน้ำหนักและสภาพร่างกายของช้างอย่างเหมาะสม ติดตามสัญญาณชีพตลอดกระบวนการ ทั้งอัตราการหายใจ ชีพจร และอุณหภูมิร่างกาย และจัดท่าทางช้างเพื่อลดแรงกดทับระบบทางเดินหายใจ


แม้จะมีการเตรียมการอย่างดี แต่ระหว่างการเดินทาง ช้างเกิดภาวะวิกฤตทางสรีรวิทยาอย่างกะทันหัน ทีมสัตวแพทย์ได้หยุดขบวนทันทีและดำเนินการช่วยเหลือตามหลักเวชศาสตร์ฉุกเฉิน รวมถึงการเปิดทางเดินหายใจ การให้สารน้ำทางหลอดเลือด และการควบคุมอุณหภูมิร่างกาย แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตช้างไว้ได้

ขณะที่ อรรถพล เจริญชันษา  อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยหลังเกิดเหตุพลายสีดอหูพับล้มระหว่างการเคลื่อนย้าย ทางสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 ขอนแก่น ได้รายงานให้ศาลปกครองขอนแก่นทราบ และขอชะลอการดำเนินการเคลื่อนย้ายช้าง 3 ตัวที่เหลือแล้ว

ทั้งนี้ เพื่อถอดบทเรียนการดำเนินการให้รัดกุม และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ก่อนวางแผนการเคลื่อนย้ายช้างใหม่ หรืออาจจะใช้วิธีการผลักดันช้างไม่ให้เข้าใกล้ชุมชนแทน ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

การสูญเสีย “สีดอหูพับ” สร้างความสะเทือนใจแก่คนไทยทั้งประเทศ ทำให้ทุกสายตาหันมามองปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างที่สะสมมาอย่างยาวนาน มองชาวบ้านอย่างเห็นใจถึงความเดือดเนื้อร้อนใจ และสัตว์ป่าอย่างเข้าใจธรรมชาติ โดยหวังให้รัฐตลอดจนทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทบทวนการดำเนินมาตรการปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและมีมนุษยธรรมยิ่งขึ้น

-2.-

สถานการณ์ความขัดแย้งคนกับช้างในประเทศไทย โดยเฉพาะกรณีช้างป่ารุกล้ำพื้นที่เกษตรกรรม เป็นผลกระทบจากพื้นที่ป่าและแหล่งอาหารไม่เพียงพอ เนื่องจากการขยายตัวของพื้นที่เกษตรกรรมและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทำให้ถิ่นที่อยู่อาศัยของช้างป่าลดลงทำให้ช้างต้องออกมาหาอาหารในพื้นที่ของคน ซึ่งความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างฉายภาพชัดเจนในพื้นที่ป่าชายขอบ

บทความเรื่อง ทำไมปัญหา  “คนกับช้าง ถึงไม่หมดไป แต่กลับเพิ่มขึ้นเรื่อย?”  โดยมูลนิธิสืบนาคะเสถียร สะท้อนปัญหาของคนกับช้างเริ่มต้นตั้งขึ้นตั้งแต่การเปิดป่าสัมปทานครั้งใหญ่ของประเทศไทย ป่าถูกเจาะ ถูกตัด คนตั้งรกรากถิ่นฐานในป่า ตัดเส้นทางลำเลียงไม้ขนไม้ขนาดใหญ่ ส่งผลให้ช้างป่าสูญเสียพื้นที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหาร แม้ต่อมารัฐบาลปิดสัมปทานป่าแต่ผลกระทบยังดำเนินต่อไป ป่าบางส่วนถูกเปลี่ยนไปถาวร คนเข้าจับจองพื้นที่ประชิดชายขอบป่า ขณะเดียวกัน ช้างถูกผลักดันให้เข้าไปในป่าลึก

การบริหารจัดการป่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ช้างอยู่ในป่าไม่ได้ เมื่อช้างมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น พื้นที่ป่าลดลง อาหารในป่าไม่รับรองประชากร บวกกับพืชเกษตรที่หากินง่ายกว่าและเป็นพื้นที่ราบ การปลูกป่าทดแทนสัมปทานและการปลูกสวนป่าด้วยไม้ป่าเศรษฐกิจและไม้โตเร็วที่ช้างไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ ทุ่งหญ้าธรรมชาติแทบทั้งหมดกลายเป็นแปลงปลูกป่า ยิ่งเป็นตัวเร่งทำให้เกิดปัญหาคนกับช้างยิ่งขึ้น

“ปัญหาระหว่างคนกับช้างป่าเป็นเรื่องที่มีมิติหลายมุมมอง ประชากรมนุษย์ที่เพิ่มขึ้นก็มีส่วน การใช้ประโยชน์ที่ดิน และอื่นๆ อีกมากมายที่ยังไม่ได้กล่าวถึง แต่รากเหง้าของปัญหาอย่างหนึ่งมาจากการจัดการป่าที่และการพัฒนา เราไม่อาจชี้แบบถูกผิด แต่เป็นปัญหาร่วมของทั้งช้างป่าและชาวบ้านบางส่วนที่มีพื้นที่ใช้ประโยชน์ทับซ้อนกัน เป็นปัญหาของช้างชายขอบและคนชายชอบด้วยกัน และปัญหาการระหว่างช้างกับคนก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเราทุกคน เพราะอย่าลืมว่างบประมาณที่ลงไปสนับสนุนจัดการส่วนหนึ่งมาจากภาษีที่ทุกคนต้องจ่ายทุกปี ทว่าปัญหายังคงคารังคาซังอยู่ทุกวันนี้ ไล่แก้กันไปเรื่อยๆ

“แม้ชาวบ้านจะพยายามแก้ปัญหาด้วยวิธีการต่างๆ แต่ไม่นานช้างซึ่งเป็นสัตว์ฉลาดก็แก้ไขเอาตัวรอดได้ ยิ่งใช้วิธีการขับไล่รุนแรงจนทำให้ช้างบาดเจ็บ เสียชีวิต ช้างก็ยิ่งดุร้ายจนทำร้ายคน การปล่อยให้ชาวบ้านผู้เดือดร้อนกับช้างป่าแก้ปัญหากันเองโดยขาดการมีส่วนร่วมจึงเกินความสามารถของเขา เรื่องเล็กก็เป็นเรื่องใหญ่ ปัญหาระดับชุมชนก็เป็นปัญหาระดับชาติและปัญหาที่องค์กรนานาชาติห่วงใย”

อ้างอิงข้อมูลจากกรมอุทยานฯ เปิดเผยตัวเลขประชากรช้างป่ากระจายอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ ประมาณ 4,013 – 4,422 ตัว กระจายอยู่ใน 16 กลุ่มป่า ใน 91 พื้นที่อนุรักษ์ โดยพบปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าเกิดขึ้นในพื้นที่อนุรักษ์ 71 แห่ง ประกอบด้วย อุทยานแห่งชาติ 35 แห่ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 29 แห่ง และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า 7 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 42 จังหวัด ใน 128 อำเภอ รวม 151 ตำบล

โดยปัจจุบันช้างป่ามีอัตราการเกิด 7 - 8% ซึ่งหากปล่อยไปอีก 10 ปีจะมีช้างป่าเพิ่มเป็นเท่าหนึ่ง หรือ 8,000 กว่าตัว หากไม่เร่งแก้จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติ โดยรัฐได้เร่งดำเนินการทบทวน 6 มาตรการ แก้ไขปัญหาช้างป่าตามที่คณะกรรมการอนุรักษ์และจัดการช้าง ได้เคยมีมติให้ความเห็นชอบไว้เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2566 อาทิ

1. การเพิ่มพื้นที่ป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่อาหารให้ช้างป่า เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง 2. การสร้างแนวป้องกันช้างป่า ที่ผ่านมามีการทำแนวรั้ว รั้วไฟฟ้า แนวคูขุด และกำแพงกั้น แต่ไม่สามารถกันช้างป่าได้ เนื่องจากช้างมีพัฒนาการ และงบประมาณที่ได้รับไม่ต่อเนื่อง ไม่เพียงพอ ยกตัวอย่าง พื้นที่ปัญหามีความยาว 50 กิโลเมตร แต่ทำได้เพียง 20 กิโลเมตร มีช่องว่าง 30 กิโลเมตรก็ไม่สามารถเป็นแนวกันช้างได้

3. การจัดชุดเฝ้าระวังผลักดันช้างป่า ซึ่งมีทั้งเครือข่ายอาสาสมัคร และเจ้าหน้าที่ของกระทรวงฯ และในจำนวนผู้เสียชีวิตก็มีเจ้าหน้าที่ของกระทรวงฯ ทั้งบาดเจ็บและเสียชีวิต

4. การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากช้างป่าที่ออกมาสร้างความเดือดร้อน ทั้งเรื่องของเงินช่วยเหลือฉุกเฉิน กองทุนช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสัตว์ป่า

5. การจัดการพื้นที่รองรับช้างป่าอย่างยั่งยืน เราได้ดำเนินการในส่วนของ 5 กลุ่มป่า ได้แก่ (1) กลุ่มป่าตะวันออก (2) กลุ่มป่าตะวันตก และกลุ่มป่าแก่งกระจาน (3) กลุ่มป่าคลองเขาสก (4) กลุ่มป่าเขาเขียวน้ำหนาว และ (5) กลุ่มป่าดงพญาเย็น เขาใหญ่

6. แก้ปัญหาอัตราการเพิ่มของช้าง 7- 8% หรือ 10% ในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่ทำให้อัตราการเกิดของช้างเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่พื้นที่ที่อยู่และพื้นที่ที่เป็นอาหารกลับมีอยู่เท่าเดิมหรือน้อยกว่าเดิม

ทั้งนี้ หนึ่งในแผนดำเนินการแก้ปัญหาช้างป่าตามมาตรการภายใต้คณะกรรมการอนุรักษ์และจัดการช้าง มีการดำเนินการสร้าง  “ศูนย์ปรับพฤติกรรมช้างป่า” เป็นพื้นที่รองรับช้างป่าที่มีประวัติทำร้ายประชาชนหรือความเสี่ยงทำร้ายประชาชน

ในประเด็นนี้  น.สพ.เผด็จ ศิริดำรง  สัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสัตว์เนินพลับหวาน พัทยา แสดงความคิดเห็นผ่านเฟสบุ๊คความว่า การจับขังคอกเพื่อปรับพฤติกรรมช้างป่าไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาระยะยาว

“ขังคอก คือ การปรับพฤติกรรม จริงไหม ในความเห็นส่วนตัวของผม ผมคิดว่าไม่จริงในเชิงพฤติกรรมสัตว์ป่า ช้างป่า ไม่ได้เรียนรู้เชิงเหตุ – ผลแบบมนุษย์ ว่า “ทำผิด ก็ถูกจับมาขัง แล้วจะไม่ทำอีก” สิ่งที่มันเรียนรู้ คือ พื้นที่คน คือ แหล่งอันตราย มีความเครียดสูง เพราะถูกกระทำต่างๆ นานา ตั้งแต่ถูกตามไล่ล่า ยิงยา จับตัวนำมาขังคอก ให้ไปอยู่ในพื้นที่ ที่ไม่คุ้นเคย ถูกจำกัดอิสระภาพ และโดดเดี่ยว ซึ่งพอปล่อยกลับป่า เกิดความเครียดสะสม ก็จะเสี่ยงก้าวร้าวกว่าเดิม”

ตัวผู้ (โดยเฉพาะวัยรุ่น–วัยเจริญพันธุ์) ถูกขังคอก คือการกระตุ้นให้มีพฤติกรรม เครียด หงุดหงิด ก้าวร้าว ถูกจำกัดพื้นที่ เกิดความเบื่อหน่ายสะสม (aggression, stereotypic behavior) ถือว่าเป็น post traumatic stress disorder (PTSD) หรือเป็นการสร้างบาดแผลทางจิตใจที่ชัดมาก นี่ไม่ใช่ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (behavior modification) แต่มัน คือ การระงับพฤติกรรมลงแบบชั่วคราว (behavioral suppression)”

ถ้ามีช้างมีปัญหาซัก 20-30 ตัว จะทำยังไง? จะต้องสร้าง 20-30 คอก? คอกหนึ่งต้องใช้พื้นที่กี่ไร่? งบก่อสร้าง + บุคลากร + เวชภัณฑ์ + อาหาร = กี่ล้าน? แล้ว ขังตลอดชีวิต? หรือขังจนคนลืมข่าว? ถ้าคำตอบคือ “ก็ขังไปเรื่อย ๆ” อันนี้ไม่ใช่การจัดการสัตว์ป่า อันนี้คือการสร้างสวนสัตว์ฉุกเฉินกลางป่า

“วิธีการที่ทำอยู่ตอนนี้ ต้องพูดตรง ๆ ว่าเป็น การจัดการภาวะวิกฤติ ไม่ใช่การจัดการสัตว์ป่าอย่างเป็นระบบ ใช้ “จับ–ขัง–ย้าย” เพราะ มันเร็ว และโชว์ว่า “รัฐได้ทำอะไรสักอย่าง” แต่เร็ว ไม่ใช่เรื่องที่ ถูกต้อง และเป็นการโชว์ take action ที่ไม่ยั่งยืน นโยบายจับช้างป่าที่มีปัญหามาขังคอก เป็นนโยบายที่ล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่เริ่ม มันไม่ยืดหยุ่น ไม่ยั่งยืน ไม่แก้ที่ต้นตอของปัญหา และสุดท้าย คือเพิ่มความเกลียดชังระหว่างคนกับช้างเพิ่มขึ้นไปอีก”

นอกจากนี้ น.สพ.เผด็จ ยังเสนอโมเดลที่ “ควรทำ” คือ คัดช้างเสี่ยง (โดยเฉพาะตัวผู้) GPS ติดเฉพาะช้างกลุ่มเป้าหมาย, หน่วยช้างลาดตะเวน และผลักดันช้าง (Elephant patrol unit) ช้าง + คน + เทคโนโลยี, ระบบแจ้งเตือนล่วงหน้า (Early warning to community) ชาวบ้านต้องรู้ก่อน ไม่ใช่รู้ตอนโดนชนแล้ว, ยิงยา คือทางเลือกสุดท้าย และขังคอก เอาไว้เฉพาะเคส เพื่อการรักษา หรือเพื่อความปลอดภัยแบบเร่งด่วนฉุกเฉิน แต่ต้องกักขังในระยะเวลาที่สั้นๆ

 สุดท้าย เชื่อว่าไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการสูญเสีย “สีดอหูพับ” ช้างป่าภูเวียง สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนครั้งสำคัญในการจัดการแก้ปัญหาคนกับช้างอย่างเป็นรูปธรรม ดำเนินการให้ความเป็นธรรมกับชาวบ้านในพื้นที่พิพาทที่ได้รับความเดือดร้อน ควบคู่กับการดำเนินการอย่างมีมนุษยธรรมในการจัดการสัตว์ป่า 


กำลังโหลดความคิดเห็น