คนแคระบนบ่ายักษ์
ไชยันต์ ไชยพร
แม้ว่า ก่อนหน้า ค.ศ. 1738 จะมีการถอดถอนสมาชิกสภาบริหารเกิดขึ้นภายใต้การบริหารราชการแผ่นดินของ Horn แต่เท่าที่ปรากฏในข้อมูล พบว่า มีการถอดถอนเพียงครั้งเดียว จากการที่กลุ่ม Holstein พยายามจะต่อต้านนโยบายต่างประเทศของ Horn ในปี ค.ศ. 1727 โดย Horn สามารถโน้มน้าวเสียงส่วนใหญ่ในสภาฐานันดรให้ลงมติถอดถอนสมาชิกสภาบริหารสองคนที่เป็นพวก Holstein และอย่างที่กล่าวไปแล้วว่า ภายใต้หลักการและแนวทางทางการเมืองของ Horn เขาเป็นนักการเมืองที่ไม่ชอบมีฝักฝ่าย และพยายามที่จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามมาเป็นมิตรหรือสนับสนุนเขาโดยไม่ใช้การเล่นงานตามกลไกในรัฐธรรมนูญ
การถอดถอนในปี ค.ศ. 1738 อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องปกติของการเมืองที่เมื่อขั้วอำนาจทางการเมืองในสภาฐานันดรเปลี่ยน ซึ่งเป็นไปได้ที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไปด้วย แต่ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 กำหนดเงื่อนไขไว้ว่า การถอดถอนจะกระทำได้เมื่อสมาชิกสภาบริหารไม่ปฏิบัติตามเจตจำนงของสภาฐานันดร ซึ่งในขณะที่สมาชิกสภาบริหารชุดเดิมทำงานอยู่นั้น ก็ทำงานตามเจตจำนงของเสียงข้างมากในขณะนั้นของสภาฐานันดร แต่เมื่อเสียงข้างมากในสภาฐานันดรเปลี่ยนแปลงไป แล้วจึงได้มีกล่าวหาว่าสมาชิกสภาบริหารชุดที่ทำงานอยู่เดิมนั้นไม่ปฏิบัติตามเจตจำนงของเสียงข้างมากที่เพิ่งเปลี่ยนแปลงไปนั้น จึงเป็นการหาเรื่องเล่นงานย้อนหลังมากกว่าจะมีความผิดตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญจริงๆ ดังที่หลังจาก the Hats ได้เสียงข้างมาในสภาฐานันดร ได้ลงมติให้สวีเดนเข้าเป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศสในช่วงปลาย ค.ศ. 1738 และได้กล่าวหาสภาบริหารว่าไม่ปฏิบัติตามมติของที่ประชุมสภาฐานันดร และได้ลงมติถอดถอนสมาชิกสภาบริหารที่เป็นฝ่ายของ Horn
และแม้ว่าสมาชิกสภาบริหารบางคนที่เป็นฝ่ายของ Horn ยืนยันว่าไม่ได้ทำผิดและปฏิเสธที่จะลาออก แต่ก็โดนตั้งข้อกล่าวหาและพิพากษาตัดสินโดยคณะกรรมาธิการลับที่แต่งตั้งขึ้นมาโดยโดยฝ่าย the Hats และใช้อำนาจถอดถอนคนเหล่านั้นไปในที่สุด และแต่งตั้งบุคคลในฝ่ายของตนให้เข้าดำรงตำแหน่งแทน
ถือได้ว่า the Hats เริ่มนำบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจสูงสุดอยู่ที่สภาฐานันดรมาบังคับใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติเป็นครั้งแรก ดังนั้น หลังจาก ค.ศ. 1738 กระบวนการถอดถอน (licentiering) จึงถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการมืองทุกครั้งเมื่อเสียงส่วนใหญ่ในสภาฐานันดรเปลี่ยนแปลงไป อันได้แก่ สภาฐานันดร ค.ศ. 1765, 1769 และ 1771 แม้ว่าจะเป็นการสร้างเรื่องเพื่อเป็นสาเหตุในการถอดถอน แต่กระนั้นสมาชิกสภาบริหารชุดก่อนก็ยังคงดำรงตำแหน่งและได้เงินบำนาญโดยปกติตามตำแหน่ง และสามารถได้รับการแต่งตั้งกลับมาอีกเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเสียงข้างมากในสภาฐานันดรในภายหลัง ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการของหลักการรัฐสภานิยม (parliamentarism) แบบหนึ่งของสวีเดน
อย่างที่ได้อธิบายไปแล้วว่า รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 ได้กำหนดให้อำนาจสูงสุดอยู่ที่สภาฐานันดรที่ขยายอำนาจนิติบัญญัติอย่างกว้างขวางต่อเนื่องมาโดยตลอดตั้งแต่ ค.ศ. 1720 สภาฐานันดรได้ออกกฎหมายและมีอำนาจควบคุมอันสมบูรณ์ต่อการคลังสาธารณะ และระบบคณะกรรมาธิการภายใต้สภาฐานันดรที่เติบโตเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่กำหนดนโยบายและทบทวนตรวจสอบในราย ละเอียดในการทำงานของสภาบริหารและการบริหารราชการส่วนต่างๆของรัฐบาล
และคณะกรรมาธิการที่เป็นศูนย์กลางอำนาจคือ คณะกรรมาธิการลับ (Secret Committee) (Sekreta utskottet) ที่มีหน้าที่กำหนดนโยบายและดูแลเกี่ยวเรื่องที่สำคัญของประเทศ อย่างเช่น ด้านความมั่นคงของรัฐและการคลัง ซึ่งคณะกรรมาธิการลับนี้ได้วิวัฒนาการไปสู่การเป็น “คณะรัฐมนตรีเงา” (shadow cabinet) ที่ควบคุมอยู่เบื้องหลังสภาบริหารโดยคณะกรรมาธิการที่แต่งตั้งมาเป็นประจำจะคอยดูแลการบริหารงานระหว่างสมัยประชุมสภาฐานันดรที่มีขึ้นทุกสามปี
นั่นคือ ในช่วงที่ยังไม่มีการประชุม สภาบริหารและคณะกรรมาธิการจะเป็นผู้บริหารราชการตามแนวทางที่ได้จากที่ประชุมสภาฐานันดรครั้งล่าสุด อีกทั้งคณะกรรมาธิการลับภายใต้สภาฐานันดรสามารถแทรกแซงโดยตรงในเรื่องการบริหารหรือพิจารณาการสืบราชสันตติวงศ์ (the royal succession) ดังในกรณีในปี 1719-1720 และ 1743
กล่าวได้ว่า จากการใช้อำนาจผ่านสภาฐานันดรภายใต้ the Hats ในปี ค.ศ. 1738 ภายใต้กลไกในรรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญของสวีเดนในยุคแห่งเสรีภาพ นั่นคือ จากการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ระหว่าง ค.ศ. 1718-1720 ส่งผลให้พระราชอำนาจสิ้นสุดลง ต่อมา อำนาจทางการเมืองภายใต้การนำของ Horn ได้เปลี่ยนมาอยู่ที่สภาบริหารในฐานะที่เป็นแก่นแกนศูนย์อำนาจ (pivot) ของระบบราชการและกระทรวงทบวงกรมทั้งหลาย ซึ่งสถานะของสภาบริหารภายใต้ Horn ดูจะย้อนกลับไปเหมือนกับสภาบริหารตามจารีตประเพณีการปกครองของสวีเดนในศตวรรษที่สิบเจ็ด แต่ต่อมาก็ถูกทำลายลงจากการขึ้นสู่อำนาจของ the Hats ทำให้กระบวนการการเปลี่ยนผ่านจากพระราชอำนาจไปสู่สภาฐานันดรเกิดขึ้นและเสร็จสมบูรณ์ตามเจตนารมย์ในรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 ทำให้การบริหารราชการมิได้มีความเป็นอิสระ แต่ดำเนินไปภายใต้ฝักฝ่ายทางการเมืองอย่างเต็มที่
การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งในสภาบริหารตลอดจนตำแหน่งในระบบราชการเป็นเรื่อง “การเมือง” มากกว่าจะแต่งตั้งตามคุณสมบัติความสามารถในการบริหารงานราชการ และระบบการเมืองการปกครองภายใต้สภาฐานันดรที่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจมาสู่ the Hats ในสภาฐานันดร ถือเป็นปรากฎการณ์สำคัญในยุคแห่งเสรีภาพ
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ ค.ศ. 1738 เป็นต้นมา สวีเดนภายใต้ “ยุครัฐสภา-รัฐธรรมนูญ-ยุคแห่งเสรีภาพ” ที่พรรค “the Hats” ครองอำนาจในสภา การเมืองไม่ได้มีความเป็นเอกภาพ แต่ดำเนินไปภายใต้ความขัดแย้งตึงเครียดระหว่างอภิชนและฐานันดรทางสังคมอื่นๆ ที่ต่างพยายามอ้างสิทธิ์ในการใช้พระราชอำนาจที่มากขึ้นกว่าที่พระมหากษัตริย์ทรงเคยใช้ที่ผ่านมา (greater royal power) และที่สำคัญคือได้เกิดกลุ่มหรือพรรคการเมืองที่แข่งขันขับเคี่ยวกันขึ้นระหว่างกลุ่มที่ถูกเรียกขานว่า “Hats” และ “Caps”
(โปรดติดตามตอนต่อไป)


