"ปัญญาพลวัตร"
"ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"
เมื่อชนชั้นที่เคยเป็นเสาค้ำของระบบเริ่มพูดว่า “ทนไม่ไหวแล้ว” นั่นไม่ใช่เพียงประโยคบ่นในงานเลี้ยง แต่คือสัญญาณของการเคลื่อนตัวเชิงโครงสร้างที่ไม่เคยเห็นมานานกว่าทศวรรษ ในช่วงสิบถึงยี่สิบปีที่ผ่านมา กลุ่มธุรกิจและชนชั้นกลางไทยมักเลือกเสถียรภาพเหนือทุกสิ่ง ยอมรับความไม่สมบูรณ์ของระบบเพราะกลัวความไม่แน่นอนจากการเปลี่ยนแปลง แต่วันนี้ สมการของความกลัวกลับด้าน คนกลุ่มเดียวกันนี้เริ่มมองว่าการยึดมั่นในระบบเดิมต่างหากที่เป็นความเสี่ยง
ความเสี่ยงที่วัดได้จากตัวเลขคอร์รัปชันที่บานปลาย จากประสิทธิภาพของรัฐที่ถดถอยจากโอกาสทางเศรษฐกิจที่สูญเสียไปทุกวัน และที่สำคัญคือนี่ไม่ใช่คลื่นแห่งความหวังที่รอคอยได้ แต่เป็นแรงกดดันจากความโกรธที่สะสมมานานและมีข้อมูลรองรับ ความโกรธที่เกิดพร้อมกันในหลายวง จากผู้ประกอบการที่เหนื่อยกับค่าเช่าผูกขาด จากวิชาชีพที่เห็นมาตรฐานถูกบิดเบือน จากผู้เสียภาษีที่เห็นเงินภาษีรั่วไหล จากแรงงานทักษะที่ระบบไม่ตอบแทนความสามารถ เมื่อสัญญาณเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกัน มันไม่ใช่เสียงบ่นที่จะเงียบหายไป แต่คือหน้าต่างโอกาสทางการเมืองที่เปิดกว้าง
คำถามจึงไม่ใช่ว่ามันจะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่คือเราจะแปลงแรงกดดันนี้ให้เป็นพลังสร้างรัฐบาลประชาชนที่แท้จริงได้หรือไม่
สิ่งที่กำลังปรากฏในพื้นที่สาธารณะของไทยในช่วงเวลานี้มิใช่เพียงกระแสความไม่พอใจชั่วคราวที่จะดับลงไปเมื่อกาลเวลาผ่านพ้น หากวิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วน สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือการเคลื่อนตัวเชิงโครงสร้างของความคิดในหมู่ชนชั้นกลางและวงการธุรกิจ กลุ่มที่ในอดีตมักเป็นแนวรับของระบบอำนาจแบบดั้งเดิม กลุ่มที่เลือกเสถียรภาพเหนือการเปลี่ยนแปลง กลุ่มที่ยอมแลกเปลี่ยนเสรีภาพบางส่วนเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แต่วันนี้ สิ่งที่เคยเป็นฐานคติหลักนั้นกำลังถูกทบทวนอย่างรุนแรง
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองหรือการปลุกระดมด้วยอุดมการณ์ล้ำลึก แต่เกิดจากการคำนวณผลประโยชน์เชิงโครงสร้างที่เปลี่ยนไป จากการรับรู้ว่าการยึดมั่นในระบบเดิมมิได้นำมาซึ่งความมั่นคงอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นแหล่งของความเสี่ยงที่หนักหนาสาหนักขึ้นทุกที การเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงมีน้ำหนักทางประวัติศาสตร์มากกว่าความเคลื่อนไหวทางสังคมทั่วไป เพราะมันสะท้อนการพลิกกลับของความกลัวพื้นฐาน จากความกลัวการเปลี่ยนแปลงสู่ความกลัวการอยู่เหมือนเดิม
หากจะเข้าใจปรากฏการณ์นี้อย่างลึกซึ้ง เราต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจว่าความกลัวในความหมายทางการเมืองมิใช่เพียงอารมณ์ส่วนตัว แต่คือโครงสร้างของการรับรู้ที่มีรากฐานจากประสบการณ์รวมและการคำนวณผลประโยชน์ ในสังคมสมัยใหม่ ความเสี่ยงมิใช่สิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ แต่คือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นและรับรู้ผ่านกระบวนการทางสังคม การเปลี่ยนแปลงของการรับรู้ความเสี่ยงจึงสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจในระดับที่ลึกกว่า
ในบริบทของไทย ชนชั้นกลางและวงการธุรกิจในอดีตมักมองว่าความเสี่ยงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือความไม่แน่นอนทางการเมือง การเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง การสูญเสียความต่อเนื่องของนโยบาย พวกเขาจึงเลือกสนับสนุนระบบอำนาจที่มีอยู่ แม้จะไม่สมบูรณ์แบบ เพราะมันให้ความสามารถในการคาดการณ์ได้ในระดับหนึ่ง ให้ความมั่นคงในรูปแบบของเครือข่ายอุปถัมภ์ที่สามารถเข้าถึงและต่อรองได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป สมการของความเสี่ยงเริ่มเปลี่ยนไป
การคงอยู่ในระบบเดิมเริ่มหมายถึงการต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต้นทุนในรูปของค่าเช่าผูกขาดทางเศรษฐกิจ ต้นทุนในรูปของการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจจากระเบียบข้อบังคับที่ไม่โปร่งใส ต้นทุนในรูปของความไม่แน่นอนจากการเปลี่ยนแปลงอำนาจที่ขึ้นอยู่กับเครือข่ายส่วนบุคคลมากกว่ากฎเกณฑ์ที่ชัดเจน และที่สำคัญที่สุด ต้นทุนจากการสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล เมื่อประเทศอื่นก้าวหน้าไปด้วยระบบราชการที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใส
ในทางตรงกันข้าม การเปลี่ยนแปลงระบบซึ่งเคยดูเหมือนเป็นความเสี่ยงที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ กลับเริ่มปรากฏเป็นทางเลือกที่สามารถคำนวณผลลัพธ์ได้มากขึ้น ระบบที่มีกฎเกณฑ์ชัดเจน ตรวจสอบได้ มีความโปร่งใส แม้จะมีความไม่แน่นอนในระยะเปลี่ยนผ่าน แต่ในระยะยาวกลับให้ความมั่นคงที่มากกว่า เพราะไม่ขึ้นอยู่กับอำเภอใจของบุคคลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงของการรับรู้ความเสี่ยง (risk perception) นี้เป็นสัญญาณที่สำคัญในประวัติศาสตร์การเมือง เพราะมันมักเกิดขึ้นก่อนการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจครั้งใหญ่
ช่วงเวลาที่ฐานรากของระบบอำนาจเดิมเริ่มสั่นคลอน ไม่ใช่เพราะการโจมตีจากภายนอก แต่เพราะความขัดแย้งภายในที่สะสมจนไม่สามารถรักษาความชอบธรรมได้อีกต่อไป ในช่วงเวลาเช่นนี้ กลุ่มที่เคยเป็นฐานสนับสนุนเริ่มทบทวนความจงรักภักดีของพวกเขา ไม่ใช่เพราะพวกเขาเปลี่ยนอุดมการณ์ แต่เพราะระบบเดิมไม่สามารถตอบสนองผลประโยชน์ของพวกเขาได้อีกต่อไป
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในวาทกรรมสาธารณะคือการที่ประเด็นคอร์รัปชันเริ่มถูกหยิบยกขึ้นมาในฐานะปัญหาเชิงเศรษฐกิจมากกว่าปัญหาเชิงศีลธรรม เสียงที่ว่า ทนไม่ไหว ซึ่งก้องออกมาจากหลายภาคส่วนในสังคมไทย ไม่ได้มาจากการตื่นตัวทางจริยธรรมอย่างกะทันหัน แต่มาจากการคำนวณอย่างเป็นรูปธรรมว่างบประมาณสาธารณะที่รั่วไหลส่งผลกระทบอย่างไรต่อคุณภาพชีวิตและความสามารถในการประกอบธุรกิจ
ในแง่ของเศรษฐศาสตร์ คอร์รัปชันสร้างสิ่งที่เรียกว่า การสูญเสียส่วนเกินทางสังคม (deadweight loss) หรือเศษเค้กที่หล่นพื้นและเน่าเสียไปในระหว่างที่กำลังยื้อแย่งกัน ทำให้สุดท้ายแล้ว ขนาดเค้กโดยรวมของทั้งประเทศเล็กลง เมื่อทรัพยากรถูกจัดสรรไม่ตามประสิทธิภาพแต่ตามอำนาจต่อรอง เมื่อโครงการสาธารณะถูกออกแบบเพื่อสร้างโอกาสแสวงหาผลประโยชน์มากกว่าแก้ปัญหาจริง เมื่อระบบราชการทำงานเพื่อรักษาผลประโยชน์ของเครือข่ายมากกว่าบริการประชาชน ผลลัพธ์คือการสูญเสียที่ไม่มีใครได้ประโยชน์ แม้แต่ผู้ที่ทุจริตเองก็ได้ประโยชน์น้อยกว่าที่สังคมสูญเสียไป
สิ่งที่น่าสนใจคือเมื่อคอร์รัปชันถูกมองในฐานะต้นทุนโครงสร้างมากกว่าปัญหาศีลธรรม มันทำให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มที่แตกต่างกันซึ่งในอดีตอาจไม่มีจุดร่วม ผู้ประกอบการที่ต้องเผชิญกับการเรียกสินบนและระเบียบข้อบังคับที่ไม่โปร่งใส วิชาชีพที่เห็นมาตรฐานวิชาชีพถูกบิดเบือนโดยการแทรกแซงทางการเมือง ผู้เสียภาษีที่เห็นเงินภาษีถูกใช้ไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ แรงงานทักษะที่พบว่าระบบไม่ตอบแทนความสามารถจริงแต่ตอบแทนการเข้าถึงเครือข่าย กลุ่มเหล่านี้ล้วนมีประสบการณ์ร่วมกันในการต้องแบกรับต้นทุนของระบบที่ไม่มีประสิทธิภาพ
การรวมตัวกันของกลุ่มเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการจัดตั้งองค์กรหรือการเคลื่อนไหวทางสังคมในรูปแบบเดิม แต่เกิดขึ้นจากการที่พวกเขาเริ่มเห็นว่าปัญหาที่แต่ละคนเผชิญมีรากเหง้าร่วมกัน นี่คือกระบวนการสร้างเจตจำนงร่วม หรือการที่กลุ่มต่าง ๆ เริ่มเข้าใจว่าผลประโยชน์ของพวกเขาเชื่อมโยงกันและจำเป็นต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเดียวกัน แม้จะมีตำแหน่งทางสังคมและแรงจูงใจเฉพาะที่แตกต่างกัน
ในการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวทางสังคม นักวิชาการมักแยกแยะระหว่างการเคลื่อนไหวที่ขับเคลื่อนด้วยความหวังกับการเคลื่อนไหวที่ขับเคลื่อนด้วยความโกรธ ในกรณีของไทยในช่วงเวลานี้ สิ่งที่เรากำลังเห็นไม่ใช่ “วัฏจักรของความหวัง” แต่คือ “การจัดตำแหน่งใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยความโกรธ” และความแตกต่างนี้มีนัยสำคัญทางการเมือง
ความหวังเป็นอารมณ์ที่ค่อนข้างแบกรับได้และสามารถเลื่อนเวลาได้ คนที่มีความหวังสามารถรอคอยได้ สามารถประนีประนอมได้ สามารถยอมรับความผิดพลาดชั่วคราวได้ในขณะที่มองหาสัญญาณแห่งความก้าวหน้า แต่ความโกรธนั้นต่างออกไป โดยเฉพาะความโกรธที่มีฐานจากข้อมูลและเหตุผล มันเป็นอารมณ์ที่ต้องการการตอบสนองทันที ต้องการการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม ไม่ยอมรับคำสัญญาที่ไม่มีกำหนดเวลาชัดเจน
สิ่งที่สำคัญคือความโกรธในบริบทนี้ไม่ใช่อารมณ์อันตรายที่ไร้เหตุผล แต่เป็น “ความโกรธที่มีเหตุผล” หรือความโกรธที่เกิดจากการรับรู้ว่ามีความอยุติธรรมเกิดขึ้น มีมาตรฐานที่ถูกละเมิด และมีผู้รับผิดชอบที่สามารถระบุได้ ความโกรธประเภทนี้เมื่อมีข้อมูลและการวิเคราะห์รองรับ สามารถแปรเปลี่ยนเป็นแรงกดดันเชิงสถาบันที่มีประสิทธิภาพได้
ในสังคมประชาธิปไตย ความโกรธที่มีเหตุผลเป็นพลังงานสำคัญของการเปลี่ยนแปลง มันคือสิ่งที่ผลักดันให้เกิดการตรวจสอบอำนาจ ให้เกิดการเรียกร้องความรับผิดชอบ ให้เกิดการปฏิรูปสถาบัน ปัญหาคือความโกรธนั้นต้องมีช่องทางในการแสดงออกและกลไกในการแปลงเป็นนโยบาย หากไม่มี ความโกรธอาจกลายเป็นความท้อแท้ หรือแย่กว่านั้น อาจระเบิดออกมาในรูปแบบที่ทำลายล้างและไม่สร้างสรรค์
การเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งสำคัญมักเกิดขึ้นเมื่อสามกระแสหลักมาบรรจบกัน คือ กระแสของการรับรู้ปัญหา กระแสของข้อเสนอทางนโยบายที่พร้อมอยู่แล้ว และ กระแสของโอกาสทางการเมือง เมื่อทั้งสามกระแสนี้มาบรรจบกันในช่วงเวลาหนึ่ง หน้าต่างโอกาสก็เปิดขึ้น และการเปลี่ยนแปลงที่ยากลำบากในสภาวะปกติกลับสามารถเกิดขึ้นได้
ในบริบทของไทยในช่วงเวลานี้ เรากำลังเห็นสัญญาณของการบรรจบกันของกระแสต่างๆ เหล่านี้ ในแง่ของการรับรู้ปัญหา เรามีการตื่นตัวพร้อมกันจากหลายกลุ่ม ไม่ใช่แค่กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่คาดการณ์ได้ แต่รวมถึงกลุ่มธุรกิจ กลุ่มวิชาชีพ กลุ่มผู้เสียภาษี กลุ่มแรงงานทักษะ การที่กลุ่มที่มีพื้นฐานทางสังคมและผลประโยชน์แตกต่างกันมาตื่นตัวพร้อมกันนี้สะท้อนว่าปัญหาไม่ใช่ปัญหาเฉพาะกลุ่มแต่เป็นปัญหาโครงสร้างที่กระทบทุกคน
ในแง่ของข้อเสนอทางนโยบาย แม้ยังไม่มีข้อเสนอที่สมบูรณ์และเป็นที่ยอมรับทั่วไป แต่มีการสะสมความคิดและแนวทางต่าง ๆ ที่พร้อมจะถูกนำมาใช้ มีข้อเสนอเรื่องการเพิ่มความโปร่งใส การปฏิรูประบบจัดซื้อจัดจ้าง การเสริมสร้างกลไกตรวจสอบ การเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมของประชาชน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แนวคิดใหม่ แต่เป็นแนวคิดที่ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงมานานและพร้อมที่จะถูกนำไปปฏิบัติเมื่อมีโอกาส
ในแง่ของโอกาสทางการเมือง นี่คือจุดที่มีความไม่แน่นอนมากที่สุด โอกาสทางการเมืองขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงของรัฐบาล การเคลื่อนไหวของกลุ่มทางการเมือง ไปจนถึงเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่บังคับให้ต้องมีการตอบสนอง แต่สิ่งที่สำคัญคือเมื่อมีการตื่นตัวจากหลายวงการพร้อมกัน แรงกดดันที่เกิดขึ้นจะทำให้โอกาสทางการเมืองเปิดกว้างขึ้น เพราะนักการเมืองต้องตอบสนองต่อแรงกดดันจากฐานสนับสนุนของพวกเขา
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าสัญญาณเหล่านี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือไม่ แต่คือว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะเกิดขึ้นในรูปแบบใด จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงหรือเป็นเพียงการปรับตัวของระบบเดิมเพื่อรักษาอำนาจ จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สร้างสรรค์หรือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่ความวุ่นวายและความไม่แน่นอน คำตอบของคำถามเหล่านี้ขึ้นอยู่กับว่าเราจะสามารถแปลงแรงกดดันที่มีอยู่ให้เป็นพลังสร้างสรรค์ได้อย่างไร
ประวัติศาสตร์สอนเราว่าระบบอำนาจที่มั่นคงมักมีความสามารถในการดูดซับความไม่พอใจและแปลงให้เป็นประโยชน์ในการรักษาอำนาจ ความสามารถนี้คือกระบวนการที่ระบบอำนาจดูดซับกลุ่มที่อาจเป็นภัยคุกคามเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบ โดยให้สิทธิพิเศษบางอย่างเพื่อแลกกับความจงรักภักดี หรืออีกนัยหนึ่งคือการทำให้การต่อต้านกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบจนไม่อาจทำหน้าที่ต่อต้านได้อีก
ในกรณีของไทย เราได้เห็นกระบวนการแบบนี้มาหลายครั้ง ความไม่พอใจที่ก้องกังวานถูกตอบด้วยสัญญาชั่วคราว ด้วยการปรับเปลี่ยนผู้นำที่มองเห็นได้แต่ไม่เปลี่ยนโครงสร้างอำนาจที่แท้จริง ด้วยการสร้างกลไกมีส่วนร่วมที่ดูเหมือนเปิดกว้างแต่ไม่มีอำนาจจริง ด้วยการแยกกลุ่มที่ไม่พอใจออกจากกันด้วยการให้ผลประโยชน์เฉพาะกับบางกลุ่ม ผลลัพธ์คือความไม่พอใจค่อย ๆ เงียบหายไป แต่ปัญหาโครงสร้างยังคงอยู่และสะสมต่อไป
ทางเลือกอื่นคือการแปลงแรงกดดันให้เป็นพลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างจริง แต่นี่ต้องการมากกว่าความตื่นตัวและความโกรธ มันต้องการสามสิ่งที่ทำงานร่วมกัน
ประการแรก ต้องมีข้อเสนอเชิงระบบที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่วิสัยทัศน์ทั่วไปหรือคำสัญญาว่างเปล่า แต่เป็นแผนการปฏิรูปที่ระบุชัดเจนว่าจะเปลี่ยนอะไร อย่างไร ด้วยกลไกใด และจะวัดผลได้อย่างไร ข้อเสนอเหล่านี้ต้องมุ่งไปที่การสร้างความโปร่งใส สร้างกลไกตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ สร้างระบบที่ผูกพันผลประโยชน์ของผู้ปกครองกับผลลัพธ์ที่วัดได้ของนโยบาย
ประการที่สอง ต้องมีกลไกที่แปลงอารมณ์เป็นนโยบาย ความโกรธและความไม่พอใจเป็นพลังงาน แต่พลังงานเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ มันต้องถูกนำทางและแปลงเป็นข้อเรียกร้องเฉพาะที่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจริงได้ นี่ต้องการองค์กร ต้องการผู้นำที่สามารถเชื่อมโยงระหว่างความรู้สึกกับนโยบาย ต้องการช่องทางในการมีส่วนร่วมที่เปิดกว้างและมีความหมาย
ประการที่สาม ต้องมีโครงสร้างการมีส่วนร่วมที่ผูกผลลัพธ์จริง ไม่ใช่แค่การรับฟังความคิดเห็นแบบพิธีการหรือการสร้างคณะกรรมการที่ไม่มีอำนาจ แต่ต้องเป็นกลไกที่ทำให้ประชาชนมีอำนาจในการตัดสินใจหรืออย่างน้อยมีอำนาจในการตรวจสอบและเรียกร้องความรับผิดชอบอย่างมีความหมาย นี่อาจรวมถึงการปฏิรูประบบการเลือกตั้งเพื่อเพิ่มความรับผิดชอบของผู้แทน การเสริมสร้างกลไกการมีส่วนร่วมในระดับท้องถิ่น การสร้างระบบข้อมูลเปิดที่ทำให้ตรวจสอบได้
สามสิ่งนี้ต้องทำงานควบคู่กัน ข้อเสนอที่ดีโดยไม่มีกลไกการมีส่วนร่วมจะกลายเป็นแค่เอกสารทางวิชาการ การมีส่วนร่วมโดยไม่มีข้อเสนอที่ชัดเจนจะกลายเป็นแค่การระบายอารมณ์ และทั้งสองอย่างโดยไม่มีโครงสร้างที่ผูกผลลัพธ์จริงจะไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน
สิ่งที่เราเห็นในช่วงเวลานี้ไม่ใช่เพียงอีกหนึ่งรอบของความไม่พอใจชั่วคราวที่จะผ่านพ้นไปเมื่อสถานการณ์เงียบลง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของความคิดในกลุ่มที่เคยเป็นเสาหลักของระบบเดิม ชนชั้นที่เคยเลือกเสถียรภาพเหนือการเปลี่ยนแปลง ที่เคยยอมรับความไม่สมบูรณ์ของระบบเพื่อหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอน กำลังเริ่มมองว่าการยึดมั่นในระบบเดิมนั้นกลับกลายเป็นแหล่งของความเสี่ยงที่ใหญ่กว่าการเปลี่ยนแปลง
การเปลี่ยนแปลงของการรับรู้นี้ไม่ได้เกิดจากการโฆษณาชวนเชื่อหรือการปลุกระดม แต่เกิดจากประสบการณ์รวมของการต้องแบกรับต้นทุนจากระบบที่ขาดประสิทธิภาพและโปร่งใส มันเกิดจากการตระหนักว่าสิ่งที่เคยเรียกว่าปัญหาศีลธรรมนั้นแท้จริงแล้วคือปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่กระทบทุกคน มันเกิดจากความโกรธที่มีเหตุผลและข้อมูลรองรับต่อความอยุติธรรมที่สะสมมายาวนาน
นี่ไม่ใช่คลื่นแห่งความหวังที่สามารถรอคอยได้ แต่เป็นแรงกดดันที่ต้องการการตอบสนองทันที และแรงกดดันแบบนี้หากไม่ถูกแปลงเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สร้างสรรค์ จะไม่หายไปเอง มันจะสะสมต่อไปจนกว่าจะพุ่งออกมาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง คำถามจึงไม่ใช่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ แต่คือการเปลี่ยนแปลงนั้นจะเกิดขึ้นในรูปแบบใดและจะนำไปสู่ที่ใด
ประวัติศาสตร์ของการเมืองประชาธิปไตยสอนเราว่าช่วงเวลาแห่งวิกฤตอาจเป็นช่วงเวลาแห่งโอกาส เมื่อระบบเดิมสั่นคลอนและยังไม่มีระบบใหม่มาแทนที่อย่างชัดเจน นั่นคือช่วงเวลาที่การต่อสู้ทางอุดมการณ์และทางปฏิบัติมีความหมายมากที่สุด ทางเลือกที่เรามีคือจะปล่อยให้ระบบเดิมดูดซับและทำให้แรงกดดันเงียบหายไปด้วยสัญญาและผลประโยชน์ชั่วคราว หรือจะใช้โอกาสนี้สร้างการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่แท้จริง
หากเราเลือกทางหลัง คำถามสุดท้ายไม่ใช่ว่าฝ่ายใดจะชนะการเลือกตั้งครั้งต่อไป หรือนักการเมืองคนไหนจะขึ้นมามีอำนาจ แต่คือเราจะสามารถใช้แรงกดดันที่มีอยู่สร้างสิ่งที่เรียกว่า รัฐบาลประชาชน ในความหมายที่แท้จริงได้หรือไม่ รัฐบาลที่ไม่ได้หมายถึงเพียงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่หมายถึงรัฐบาลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ รับผิดชอบต่อประชาชน และทำงานเพื่อผลประโยชน์สาธารณะจริงๆ
ความท้าทายนี้ต้องการมากกว่าความตื่นตัวและความโกรธ มันต้องการวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ต้องการข้อเสนอที่เป็นรูปธรรม ต้องการกลไกที่แปลงพลังงานทางสังคมเป็นการเปลี่ยนแปลงทางสถาบัน และต้องการความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้ต่อไปแม้เมื่อผลลัพธ์ไม่ปรากฏทันที แต่หากเราทำได้ สิ่งที่เราจะสร้างขึ้นจะไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงในคราวหนึ่ง แต่จะเป็นการวางรากฐานของระบบประชาธิปไตยที่แข็งแกร่งและยั่งยืนสำหรับอนาคตของประเทศ
นี่คือความหมายที่แท้จริงของช่วงเวลาประวัติศาสตร์ที่เราอยู่ ไม่ใช่แค่จุดเปลี่ยนทางการเมืองชั่วคราว แต่คือโอกาสในการสร้างประชาธิปไตยที่ลึกซึ้งและมีความหมายมากกว่าที่เคยเป็นมา และในการตัดสินใจว่าจะใช้โอกาสนี้อย่างไร คำตอบของเราจะกำหนดไม่เพียงอนาคตของรุ่นเรา แต่ของรุ่นต่อ ๆ ไปด้วย


