xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ไม่เลือกเรา เขามาแน่ แต่เลือกเรา “แย่แน่ๆ”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - เข้าสู่ช่วง “โค้งสุดท้าย” ก่อนถึงวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 การหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ ก็ยิ่งเป็นไปด้วยความเข้มข้นโดยเฉพาะ 3 พรรคการเมืองหลักที่มีโอกาสเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลคือ “พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน” ซึ่งแต่ละพรรคก็ตั้งเป้า สส.เอาไว้ที่ 150 ที่นั่งขึ้นไปทั้งสิ้น

สำหรับ “พรรคภูมิใจไทย” ภายใต้การนำทัพของ “เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” และ “เสี่ยเน-เนวิน ชิดชอบ” นั้น กระทำผ่านยุทธศาสตร์และยุทธวิธีที่สามารถนิยามสั้นๆ ได้ว่า “ฟอก+โหน”

ยุทธวิธี “ฟอก” ที่เห็นกันชัดๆ คือ ใช้ “3 ตัวช่วย” ได้แก่ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์-สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้วและเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ซึ่งถือเป็นเทคโนแครตที่ได้รับการยอมรับในความสามารถ เป็น “เดอะแบก” เพื่อกลบภาพฉาวๆ และคดีความต่างๆ ที่ส่งผลประทบต่อภาพลักษณ์ของพรรค ไม่ว่าจะเป็นคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. คดีที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ รวมถึงการกวาดต้อนบรรดา “บ้านใหญ่” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองเก่าๆ ที่มีอิทธิพลเข้ามาในสังกัด เป็นต้น พร้อมกับสถาปนาตัวเองเป็นพรรคหัวหอกของ “ฝ่ายอนุรักษ์นิยม”

ยุทธวิธี “โหน” ที่เห็นกันชัดๆ มีอยู่ “3โหน”

“โหนแรก” ที่ถูกใช้มาอย่างต่อเนื่องก็คือ การอ้อนคะแนนเสียง จาก “คนรักลุงตู่-พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา” อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งปัจจุบันเป็นองคมนตรี ให้เทคะแนนมา “เลือกลุงหนู” ในทุกวาระที่มีโอกาสทำได้ และไม่เคยปรากฏข่าวว่า การโหนดังกล่าวจะถูกตำหนิติติงจาก “ลุง” แต่ประการใด
 
“โหนที่สอง” ก็คือ “โหนทหาร” โดยใช้การปะทะกันระหว่างไทย-กัมพูชา เป็นตัวกระตุ้นภาพจำของประชาชนว่า เป็นพรรครักชาติ เป็นพรรคที่อยู่เบื้องหลังการทวงคืนอธิปไตยของราชอาณาจักรไทยที่ถูกบุกรุกให้กลับคืนมา ดังจะเห็นได้จากการที่ “โกเกี๊ยะ-พิพัฒน์ รัชกิจประการ” แกนนำคนสำคัญของพรรคที่ประกาศออกมาว่า “พรรคที่รักชาติก็ขอให้พวกเราช่วยกันเลือก พรรคไหนที่ไม่ได้รักชาติ ท่านก็ไม่จำเป็นต้องไปเลือกเขา หรือฝ่ายไหนที่ละเลยเมื่อเกิดสงคราม เราก็ไม่ควรจะใส่ใจกับพรรคนั้น”
แต่คำถามที่เกิดขึ้นมีอยู่ว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ทำไมรัฐบาลนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยถึงยังกอด MOU 2543 เอาไว้อย่างแนบแน่น ทั้งๆ ที่สนธิสัญญาฉบับนี้ยึดแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 200,000 ซึ่งขัดกับแผนที่ 1 ต่อ 50,000 กองทัพไทยยึดเป็นเส้นปฏิบัติการ โดยเฉพาะตัว “เสี่ยหนู” ที่เอ่ยปากให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมาว่า “MOU 43 ไม่ใช่มูลเหตุแห่งปัญหาของการสู้รบหรือความขัดแย้ง ซึ่งเรื่อง MOU 43 เราก็คุยกันมาอยู่ตลอด ในเรื่องปักปันเขตแดนต่างๆ ส่วนไหนที่ไม่มีปัญหาเราก็ทำไปอยู่ตลอดเวลา และก็มีประโยชน์ที่ในช่วงนี้ที่เราได้มีการตกลงในเรื่องการใช้เทคโนโลยีในการกำหนดหลักเขตแดน ซึ่งในตอนนี้สามารถตรวจสอบได้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น”

“โหนที่สาม” คือ การแสดงตนว่าเป็น “รักสถาบัน” เหมือนดังเช่นเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา นายอนุทินซึ่งนำทัพประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้ร่วมเขียนปณิธานทำความดีประดับต้นไม้แห่งความดี เพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมด้วยข้อความว่า “ข้าพเจ้าจะรับใช้ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน ด้วยความสามารถทุกสิ่งที่มีอยู่ จะเทิดทูนและจงรักภักดีต่อพระราชวงศ์จักรีตลอดชีวิต และทำประโยชน์ให้ประชาชนไทยทุกวัน” ซึ่งแน่นอนว่า เป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ถูกตั้งคำถามเอาหนักๆ เช่นกันว่า มีวาระซ่อนเร้นในช่วงปี่กลองการเลือกตั้งกำลังดำเนินไปด้วยความดุเดือดหรือไม่ อย่างไร ด้วยมีเจตนาที่จะเผยแพร่ออกมาอย่างไม่เป็นธรรมชาติ


แต่ที่ต้องขีดเส้นใต้ก็คือ ในช่วงโค้งสุดท้าย “พรรคภูมิใจไทย” เปิดปฏิบัติการทางจิตวิทยาต่อมวลชนฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่เสียงทำท่าว่าจะกระจัดกระจายไปหลายพรรค ด้วยการขู่ว่า “ไม่เลือกเราเขามาแน่” เพื่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามคือ “พรรคประชาชน” ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์ “เหล้าเก่าในขวดใหม่” ที่มักถูกหยิบมาใช้เมื่อ “จนตรอก” หรือไม่มีประเด็นอื่นใดให้ต่อสู้

ความหมายของการขู่ว่า “ไม่เลือกเราเขามาแน่” ก็คือ “อย่าคิดมาก อย่าลังเลและอย่าถาม” ถึง “เหตุผลหรือความถูกต้องใดๆ” ทั้งสิ้น

คำถามก็คือ การใช้วาทกรรม “ไม่เลือกเราเขามาแน่” เพื่อสร้างความหวาดกลัวนั้น ประชาชนจะมั่นใจได้อย่างไรว่า “เรา” นั้น มีความชอบธรรมที่จะใช้คำนี้เช่นนั้นหรือ

คำถามก็คือ ประชาชนจะมั่นใจได้อย่างไรว่า “เรา” นั้น “ดีพอ” ที่จะเป็นตัวแทนของฝ่ายอนุรักษ์นิยมชนิดที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเชื่อใจได้เช่นนั้นหรือ เพราะต้องไม่ลืมว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งของฝ่ายอนุรักษ์นิยมหลายพรรคก็มีคุณสมบัติดีเยี่ยมที่จะเป็นตัวแทนประชาชนได้ ขณะที่หลายพรรคก็มีแนวนโยบายการหาเสียงที่โดดเด่นไม่แพ้ค่ายสีน้ำเงิน เผลอๆ จะดีกว่าเสียด้วยซ้ำไป

คำถามก็คือ ประชาชนจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ถ้า “เรา” ได้เป็นรัฐบาลและเป็นนายกรัฐมนตรีจริง จะไม่กลายเป็น “ระบอบ” ที่สามารถคุมได้ทั้งบ้านใหญ่ องค์กรอิสระ สส.สว. รวมทั้งตั้งรัฐมนตรี “ยี้ๆ” ให้ไปนั่งว่าการกระทรวงต่างๆ อย่างที่ปรากฏให้เห็นมาก่อนหน้านี้ และเป็นการ “ตีเช็คเปล่า” ให้ทำอะไรก็ได้โดยอ้างเสียงของประชาชนที่ไปลงคะแนนเสียงให้หรือไม่ อย่างไร

และที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ วาทกรรม “ไม่เลือกเราเขามาแน่” ถือเป็นปฏิบัติการทางจิตวิทยาที่กระทบกับบรรดาพรรคในปีกอนุรักษ์นิยมอย่างหนัก โดยเฉพาะกับ “พรรคประชาธิปัตย์” ที่ทำท่าว่าจะประสบความสำเร็จทั้ง สส.เขตในหลายจังหวัดที่ชิงดำกับพรรคภูมิใจไทย และคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ที่ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน จนมีการตอบโต้อย่างดุเดือดว่า “เตะหมูเข้าปากหมา” รวมถึงบรรดาพรรคเล็กพรรคน้อยพรรคทางเลือกอื่นๆ ที่ก็มีนโยบายที่น่าสนใจเช่นกัน

ขณะที่ทางด้าน “พรรคประชาชน” นั้น เห็นได้ชัดว่า สถานการณ์ของพรรคไม่ได้เปรี้ยงปร้างเหมือนกับการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ยิ่งตัว “หัวหน้าเท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ด้วยแล้ว ยิ่งไม่มี “คาริสมา” ของความเป็นผู้นำแต่ประการใด ดังนั้น จึงจำต้องมี “ตัวช่วย” เพื่อรักษาและขยายฐานเสียง “ด้อมส้ม” โดยใช้ 2 หมากเด็ดในการเรียกคะแนนนิยม

หมากแรกก็คือการอิมพอร์ต “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” อดีตหัวหน้าพรรคและอดีตแคนดิเดต มาลงพื้นที่หาเสียง ซึ่งก็ต้องถือว่า เรียกเสียงกรี๊ดจากบรรดาด้อมส้มได้เป็นอย่างดี รวมทั้งใช้บริการของ “เสี่ยเอก-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคตัวจริง ที่ก็มีแฟนคลับเหนียวแน่น

หมากที่สองก็คือ การใช้ “ไอซ์-รักชนก ศรีนอก” เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันในการหาเสียงเลือกตั้งด้วยการเปิดแผลของ “ประกันสังคม” ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า ได้ผลอยู่ไม่น้อย จากความได้เปรียบเรื่องรูปร่างหน้าตา เมื่อมาผสมผสานกับลีลาการหาเสียงและการปราศรัยของไอซ์-รักชนกแบบถึงลูกถึงคนด้วยแล้ว ทำให้ได้เสียงตอบรับเนืองแน่นในทุกเวที






ทั้งนี้ ถ้าหากตรวจสอบคะแนนนิยมของพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคส้มจะพบว่า กระเตื้องขึ้นเช่นกัน โดยวัดได้จากผลโพลของสำนักต่างๆ ทว่า กูรูทางการเมืองก็มีความเห็นตรงกันว่า แม้พรรคส้มน่าจะมี สส.จากทั้ง 2 ระบบคือระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อมาเป็นอันดับ 1 แต่จะไม่ประสบความสำเร็จในการจัดตั้งรัฐบาล

ส่วน “พรรคเพื่อไทย” แม้ภายนอกจะเสมือนมีความมั่นใจใน “ติ่ง” ของตนเอง แต่ลึกๆ แล้วก็อดประหวั่นพรั่นพรึงไม่ได้ เพราะหลังเกิดกรณีคลิปเสียงการสนทนาระหว่าง “แพทองธาร ชินวัตร” กับ “ฮุน เซน” แล้ว ความนิยมของพรรคก็ร่วงกราวรูดลงไปถนัดใจ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ภาคอีสานที่ถูกพรรคภูมิใจไทยแย่งชิงไปในหลายจังหวัด หรือพื้นที่ภาคเหนือที่พรรคประชาชนขยายฐานออกไปเรื่อยๆ ไม่นับรวมพรรคกล้าธรรมของร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่าที่ถือเป็นคู่แข่งสำคัญ

กระนั้นก็ดี คนอย่างทักษิณ ชินวัตรนั้นไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ดังจะเห็นได้จากการประกาศนโยบาย “แจกเงินล้านวันละ 9 คน” ซึ่งแม้จะก่อให้เกิดข้อถกเถียงและมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็น “นโยบายเศรษฐกิจแบบพึ่งดวง” แต่ก็ต้องยอมรับว่า สร้างกระแสให้กับค่ายสีแดงเป็นอย่างมาก เพราะเป็นนโยบายที่ประชาชนจับต้องได้ง่ายทำให้ผู้คนรู้สึกว่า มีสิทธิ์ลุ้นและมีความหวัง

สถานการณ์ของ “ค่ายสีแดง” ในวันนี้ ได้แปรเปลี่ยนจาก “พรรคหลัก” กลายเป็น “พรรคตัวแปร” ไปกลายๆ ดังที่หลายคนคาดการณ์ว่า เที่ยวนี้จะได้ไม่ถึงร้อย แม้ทางพรรคจะมั่นใจว่าได้ 150 สส.ก็ตามที

ดังนั้น ไม่ว่าจะรณรงค์ “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” หรืออะไรก็ตามที แต่สุดท้ายแล้ว “ศึก 3 ก๊กการเมืองไทย” ก็คงไม่แคล้วดำเนินไปในท่วงทำนอง “ไม่ว่าคุณจะเลือกใคร แต่สุดท้ายแล้วเรามาแน่” นั่นคือ การที่พรรคภูมิใจไทยจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคเพื่อไทยร้อยเปอร์เซ็นต์

นั่นหมายความว่า เราจะได้เห็นนโยบายที่ทั้งสองพรรคหาเสียงเอาไว้เกิดขึ้นแน่ๆ พรรคภูมิใจไทยก็อย่างเช่น คนละครึ่งพลัส 4.4 หมื่นล้านบาท (เฉพาะในส่วนของรัฐ) มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ผ่อนเดือนละ 300 บาท 60 งวด รวมวงเงิน 3.2 พันล้านบาท ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท วงเงิน 63,360 ล้านบาท/ปี พยาบาลอาสา ดูแลผู้สูงวัย 1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา วงเงิน 13,500 ล้านบาท/ปี ทหารอาสาจำนวน 1 แสนคน รายได้ 1.2 หมื่นบาท/เดือน รวมวงเงิน 22,700 ล้านบาท/ปี สร้างกำแพงชายแดน ป้องกันภัยรุกราน 866 ล้านบาท การศึกษาเท่าเทียมพลัส 700 ล้านบาท เป็นต้น

พรรคเพื่อไทยก็อย่างเช่น คนไทยไร้จน 6 หมื่นล้านบาท/ปี 30 บาทรักษาทุกที่ด้วย AI วงเงิน 3 พันล้านบาท 30 บาทรักษาทุก(ข์)ใจ 2 พันล้านบาท/ปี รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย 1 พันล้านบาท/ปี นโยบายของขวัญเพื่อคนไทย 3.5 พันล้านบาท/ปี เรียนได้งบ จบได้งาน 5 พันล้านบาท/ปี นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ (THACCA) 5 พันล้านบาท นโยบายพักหนี้เกษตรกร 1.5 หมื่นล้านบาท/ปี นโยบายผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท นโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% วงเงิน 3.1 หมื่นล้านบาท นโยบายคูปองซื้อปุ๋ย-เมล็ดพันธุ์ 1 หมื่นล้านบาท/ปี

ส่วนจะ “ดี” หรือ “แย่” แค่ไหนคงต้องติดตามกันต่อไป ด้วยงานนี้ถือเป็นการรวมตัวของพรรคการเมืองและนักการเมืองระดับเขี้ยวลากดินในประเทศนี้ทั้งสิ้น.


กำลังโหลดความคิดเห็น