xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ไฟต์บังคับ รื้อใหญ่ประกันสังคม ผลาญงบ – โยกเงินลงทุนสุดเสี่ยง?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -ไม่ว่าจุดยืนทางการเมืองเป็นอย่างไร ก็คงต้องยอมรับว่า “ประกันสังคม” นั้น มีปัญหาจริง เพราะเต็มไปด้วยช่องว่างช่องโหว่ และสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เงินของ “ผู้ประกันตน” ซึ่งต้องควักกระเป๋าจ่ายทุกเดือนได้รับความเสียหายอย่างที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น เพราะหยิบจับไปที่ตรงไหนก็เต็มไปด้วยคำถามที่ไม่สามารถมีคำตอบให้อย่างกระจ่างแจ้ง ไม่ว่าจะเป็นการใช้เงินไปตัดสูทแจกกันฉ่ำทั้งสำนักงาน การนั่งเครื่องบินระดับ “เฟิร์สคลาส” ดูงานเมืองนอก การใช้งบไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ที่ไม่สมเหตุสมผล การใช้งบ 450 ล้านบาททำปฏิทินแจก เป็นต้น

ดังนั้น ไม่ว่า “รัฐบาลใหม่” จะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ประกอบไปด้วยพรรคอะไรบ้าง ใครจะเป็น “นายกรัฐมนตรี” และใครจะมานั่งเก้าอี้ “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน” นี่คือ “วาระแห่งชาติ” เรื่องแรกๆ ที่ต้องทำ ด้วยสังคมมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ถึงเวลารื้อใหญ่หรือปฏิรูปโดยไม่อาจรอช้าได้อีกต่อไป ดังที่ “กอบศักดิ์ ภูตระกูล” ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ระบุว่า “จากการศึกษาต่อเนื่องพบสัญญาณที่น่ากังวลว่าเงินกองทุนประกันสังคมอาจไม่เพียงพอในอนาคต แม้ปัจจุบันจะมีเงินสะสมหลักล้านล้านบาท แต่เป็นการเพิ่มขึ้นเพียงชั่วคราวจากจำนวนผู้สูงอายุที่ยังไม่มากนัก...การปฏิรูปจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดเดียวที่ต้องทำตั้งแต่วันนี้...”

ตัดสูท 35 ล้านบาท ของมันต้องมีเพื่อความดูดีมีเอกลักษณ์

สำหรับประเด็นอื้อฉาวล่าสุด เรื่องการ “ตัดสูท 35 ล้านบาท” ของ สปส. ที่กลุ่มประกันสังคมก้าวหน้าและสังคมตั้งข้อกังขาอย่างหนักนั้น เรื่องมีอยู่ว่า สปส. จัดทำโครงการจัดซื้อชุดสูทจำนวน 7,000 ตัว สำหรับเจ้าหน้าที่ทั่วประเทศ โดยใช้งบประมาณรวม 35 ล้านบาท เฉลี่ยตัวละประมาณ 5,000 บาท

เงินส่วนนี้มาจาก “งบบริหารจัดการ” ของสำนักงาน ซึ่งกฎหมายระบุว่าสามารถหักได้ไม่เกินร้อยละ 10 จากเงินสมทบ 3 ฝ่าย (ลูกจ้าง, นายจ้าง, รัฐบาล) ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการเอาเงินจาก “หยาดเหงื่อแรงงานของผู้ประกันตน” มาใช้อีลุ่ยฉุยแฉก

นางนิยดา เสนีย์มโนมัย รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานประกันสังคม ชี้แจงว่า การตัดชุดสูทดังกล่าวเป็นยูนิฟอร์มเพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ในการสื่อสารกับประชาชนและผู้ประกันตน และกฎหมายกำหนดให้สามารถนำเงินสมทบจากสามฝ่ายมาใช้ในการบริหารงานได้ไม่เกิน 10% ต่อปี ซึ่งสำนักงานใช้จริงเพียงประมาณ 2-3% เท่านั้น

สำหรับข้อสงสัยงบต่อชุด 5,000 บาท นางนิยดา ชี้แจงว่า ประกอบด้วย เสื้อ กางเกง และองค์ประกอบอื่น ๆ การจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปตามระเบียบพัสดุอย่างถูกต้อง มีการประกวดราคา

ถึงแม้รองเลขาฯ สปส.จะอ้างว่ามีการประกวดราคา แต่มีข้อสังเกตว่าเป็นการใช้วิธี “เจาะจงจ้าง” องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) แทนการประกวดราคาแบบทั่วไป พร้อมกับมีการระบุสเปกผ้าอย่างดี คือเป็นผ้าขนสัตว์ผสมใยสังเคราะห์ ที่ต้องทอหรือนำเข้าเพื่อความทนทานและดูดี

เหตุผลที่ต้องตัดสูทแจกเพื่อให้เจ้าหน้าที่ สปส. ดูดี มีเอกลักษณ์ ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับว่าปัจจุบันผู้ประกันตนยังประสบปัญหาเรื่องสิทธิประโยชน์และการบริการ
ที่น่าอึ้งกิมกี่ก็คือว่า ผู้ที่ได้งานตัดสูทนี้เป็นเจ้าเดียวกันกับที่ทำปฏิทินให้กับประกันสังคมอีกด้วย

เจอแฉขาดทุน สุดฉุนโวกำไร 8 หมื่นล้าน “จำใส่กะโหลกไว้”

ส่วนเรื่องการเอาเงินกองทุนประกันสังคมไปลงทุนนั้น ที่ฉาวสุด ๆ ก็คือ การแฉพิรุธว่า สปส. ใช้เงินกองทุน 7,000 ล้านบาท ซื้ออาคาร (อาคาร SKY9) ที่ราคาประเมินจริงอยู่ที่ประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาทเท่านั้น โดยในปีแรกมีผู้เช่าเพียง 1-2% และอาจต้องใช้เวลาถึง 30 ปีจึงจะคืนทุน

นอกจากนั้น สปส.ยังมีการลงทุนในหุ้น EA จากเงินต้น 866 ล้านบาท เวลานี้มูลค่าเหลือเพียง 14 ล้านบาท และโรงแรมศรีพันวา จากราคา 11 บาทต่อหุ้น ลดเหลือ 5 บาทต่อหุ้น

ส่วนกรณี TU Dome (หอพักธรรมศาสตร์) ที่ใช้เงินลงทุนไปกว่า 800 ล้านบาท ปัจจุบันมีมูลค่าลดลงเหลือไม่ถึง 100 ล้านบาท นั้นเป็นอีกหนังตัวอย่างเล็ก ๆ เมื่อเทียบกับ กองทุนประกันสังคมมีมูลค่าเงินลงทุนสะสมรวมกว่า 2.9 ล้านล้านบาท ณ ต้นปี 2569

แต่อย่างไรก็ดี ตัวอย่างเล็ก ๆ นี้ ก็ไม่อาจมองข้ามได้ เพราะตอนนี้ บอร์ด สปส. มีมติเห็นชอบแผนนโยบายการลงทุนใหม่ (SAA Phase 2 : 2570-2574) โดยตั้งเป้าเพิ่มเพดานการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเป็น 50% จากเดิมร้อยละ 30 เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะยาว และยืดอายุกองทุน โดยตั้งเป้าผลตอบแทน มากกว่า 5% ต่อปี

ภาพรวมในปี 2568 กองทุนประกันสังคม รายงานผลตอบแทนที่ร้อยละ 6.1-6.31 หรือคิดเป็นกำไรประมาณ 80,000 ล้านบาท แต่มีข้อสังเกตจากนักวิเคราะห์ว่าตัวเลขกำไรที่รายงานอาจไม่สะท้อนมูลค่าพอร์ตที่แท้จริง เนื่องจากวิธีการบันทึกบัญชีที่เน้นการรับรู้รายได้เมื่อมีการขายสินทรัพย์ออกมาเท่านั้น (Realized Gain) แทนที่จะเป็นมาตรฐานสากลที่สะท้อนมูลค่าตลาดปัจจุบัน

กองทุนประกันสังคม แบ่งสัดส่วนการลงทุนออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ สินทรัพย์มั่นคงสูง (Stable Assets) มีสัดส่วนประมาณ 69.01% ของพอร์ตทั้งหมด เน้นลงทุนในตราสารหนี้ พันธบัตรรัฐบาล และเงินฝากในประเทศเป็นส่วนใหญ่ และสินทรัพย์เสี่ยง (Risk Assets) ประมาณ 30.99% ซึ่งรวมถึงการลงทุนในตราสารทุนทั้งในและต่างประเทศ อสังหาริมทรัพย์ และสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ โดยมีสัดส่วนการลงทุนในประเทศ 60.47% และต่างประเทศ 39.53%

ข้อมูลพอร์ตการลงทุนในหุ้นไทยของกองทุนประกันสังคมในปี 2568 พบว่า มีการลงทุนในหลักทรัพย์รวมทั้งสิ้น 85 หลักทรัพย์ โดยเน้นหุ้นกลุ่ม Blue Chip ในดัชนี SET50 ที่เป็นผู้นำในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม หุ้น 5 อันดับแรกที่มีมูลค่าการถือครองสูงที่สุด (ข้อมูลอ้างอิงตามสัดส่วนมูลค่าในพอร์ต) มีดังนี้

ADVANC (บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส) สัดส่วนประมาณ 8.30% ของพอร์ตหุ้น

PTT (บมจ.ปตท.) สัดส่วนประมาณ 6.81%

BDMS (บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ) สัดส่วนประมาณ 5.69%

CPALL (บมจ.ซีพี ออลล์) สัดส่วนประมาณ 5.56%

KBANK (ธนาคารกสิกรไทย) สัดส่วนประมาณ 5.53%

ณ สิ้นปี 2568 มูลค่าพอร์ตหุ้นไทยรวมอยู่ที่ประมาณ 218,053 ล้านบาท โดย 10 อันดับแรกมีมูลค่าถือครองรวมกันกว่า 103,000 ล้านบาท

แม้ว่ากองทุนจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็มีข้อกังวลเกี่ยวกับโครงการลงทุน อาทิ TU Dome และอาคาร SKYY9 Centre ดังกล่าวข้างต้น นำไปสู่การเรียกร้องให้มีการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการให้มีความโปร่งใสและเป็นอิสระมากขึ้น

อย่างไรก็ดี ความที่ภาพรวม สปส. กำไรจากการลงทุนถึง 8 หมื่นล้านบาท การตั้งข้อกังขากรณีการซื้อตึก SKYY9 Centre แพงเกินจริง และการขาดทุนจากการลงทุนใน TU Dome จึงนำมาซึ่งแชทหลุดในไลน์บอร์ดประกันสังคมที่ว่าให้ “จำใส่กะโหลกไว้” พร้อมกับคำสบถ “สื่อเฮงซวย” ที่เป็นกระแสในเวลานี้


แผนนั่งเฟิร์สคลาส บินดูงานเมืองนอกฉ่ำล่ม

แม้กองทุนจะมีกำไร แต่ก็เป็นคนละเรื่องกับการใช้เงินผู้ประกันตนอีลุ่ยฉุยแฉก ซึ่งนอกจากการตัดสูทแจกแล้ว ยังมีรายการบินดูงาน หรือจริง ๆ คือ “ทัวร์นอก” เรื่องนี้มีโพสต์จากเฟซบุ๊ก อ.ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานธุรกิจระบบงานเทคโนโลยีสารสนเทศ สายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่ได้ข้อมูลวงในมาเล่าสู่กันฟัง

อ.ณัฐ โพสต์ เปิดบันทึก “ทริปในฝัน” ปี 68 ที่ไม่ได้ไป : เมื่อตั๋วใบละ 5 แสน ถูกทำหมันโดย “ทีมประกันสังคมก้าวหน้า” และนี่คือ “แผนการเดินทาง” สุดหรูที่ถูกวางไว้บนหน้ากระดาษ ก่อนที่จะถูกพับเก็บเข้าลิ้นชักไปตลอดกาล

1.ปักหมุด “อเมริกา” กับตั๋วเครื่องบินที่แพงระยับ ไฮไลต์สูงสุดของปีนี้ คือโครงการของ สำนักจัดระบบบริการทางการแพทย์ ที่วางแผนจะพาคณะ 21 ชีวิต บินข้ามทวีปไปศึกษาดูงานด้านการแพทย์ที่ สหรัฐอเมริกา เป็นเวลา 8 วัน งบที่ตั้งไว้ 10,229,700 บาท ความพีคของโครงการอยู่ที่ส่วนต่างของราคาตั๋วเครื่องบินที่สะท้อน “ลำดับชั้น” อย่างชัดเจน

ระดับบริหารสูง (2 ที่นั่ง) – ขอตั้งงบค่าตั๋วใบละ 520,000 บาท ส่วนระดับอำนวยการสูง (17 ที่นั่ง) – ขอตั้งงบค่าตั๋วใบละ 355,000 บาท ในขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ มีงบค่าตั๋วเพียง 126,000 บาท

2.เยือนถิ่นยุโรป “ฝรั่งเศส-สวิตเซอร์แลนด์” ด้วย First Class

ตามมาติดๆ ด้วยโครงการของ กองกฎหมาย ที่เตรียมพาคณะกรรมการอุทธรณ์ 18 ชีวิต ไปศึกษาดูงานด้านกระบวนการยุติธรรมทางปกครอง งบตั้งไว้ – 6,781,200 บาท ความพีคของโครงการ คือ เป็นทริปที่ระบุขอใช้ตั๋วโดยสารระดับ “ชั้นหนึ่ง” (First Class) อย่างโจ่งแจ้ง โดยระดับบริหาร (2 ที่นั่ง) ขอตั้งงบค่าตั๋วใบละ 420,000 บาท, ระดับกรรมการ (13 ที่นั่ง) ขอตั้งงบค่าตั๋วชั้นธุรกิจใบละ 240,000 บาท

3.มหกรรมดูงาน “ญี่ปุ่น” ที่ใครๆ ก็อยากไป ญี่ปุ่นยังคงเป็นจุดหมายยอดฮิตที่หน่วยงานต่างๆ ต่อคิวกันของบประมาณไปเยือนถึง 3 คณะ รวมมูลค่าเกือบ 10 ล้านบาท ประกอบด้วย คณะไอที (Japan IT Week) งบ 3.73 ล้านบาท โดยผู้บริหารตั้งงบค่าตั๋วไว้ที่ 160,000 บาท

คณะทวงหนี้ (กองบริหารเงินค้างชำระ): งบ 3.57 ล้านบาท และ คณะตรวจสอบภายใน งบ 2.41 ล้านบาท โดยตั้งงบค่าตั๋ว First Class ไว้ที่ 160,000 บาท

แผนการทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น เปรียบเสมือนรถด่วนขบวนหรูที่กำลังเร่งเครื่องออกจากสถานี แต่แล้วก็ต้องเบรกจนตัวโก่ง เมื่อ “ทีมประกันสังคมก้าวหน้า” เข้ามาทำหน้าที่บอร์ดและอนุกรรมการกลั่นกรองงบประมาณ โดย “ไอซ์-รักชนก ศรีนอก” สส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการ ได้ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณกองทุนประกันสังคม ออกมาเปิดประเด็นทริปดูงานต่างประเทศของประกันสังคม 6 วัน 5 คืน พร้อมการตั้งคำถามต่างๆ นานา เช่น

ทำไมตั๋วเครื่องบินของผู้บริหารต้องใบละ 5 แสนบาท?

ทำไมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงแรงงานได้ไป ทั้งๆ ที่ไม่เกี่ยวอะไรกับสำนักงานโดยตรง?

ทำไมต้องบิน First Class ไปดูงานกฎหมาย?

ทำไมต้องไปดูงานซ้ำๆ ในประเทศเดิมๆ?

พอคำถามเหล่านี้ไม่มีคำตอบที่ฟังขึ้นในยุคที่กองทุนต้องรัดเข็มขัด ผลลัพธ์คือ “การทำหมัน” โครงการเหล่านี้อย่างถาวร งบประมาณกว่า 30 ล้านบาท ที่เกือบจะกลายเป็นค่าตั๋วเครื่องบินและโรงแรมหรู ถูกระงับการจ่ายและดึงกลับเข้ามาเป็นเงินกองทุน เพื่อรอการจัดสรรไปสู่สิ่งที่จำเป็นกว่า บทสรุปปี 68 จึงจบลงที่ว่า ไม่มีใครได้บินไปอเมริกาด้วยตั๋วครึ่งล้าน และไม่มีใครได้นั่งจิบไวน์บนเฟิร์สคลาสไปสวิตเซอร์แลนด์

ล่าสุด รายการเรื่องเล่าเช้านี้ ยังแฉทริปการดูงานที่อังกฤษ และสกอตแลนด์ โดยบินเฟิร์สคลาสเช่นกัน


งบไอทีทำระบบใหม่พันล้านพลันล่ม

สำหรับเรื่องที่ผู้ประกันตนเดือดร้อนหนักอยู่ในเวลานี้ คือ ระบบบริการออนไลน์หลักของสำนักงานประกันสังคม อย่าง “เว็บแอป” และแอปพลิเคชัน SSO Plus ล่าช้าและล่มซ้ำซากจนต้องปิดปรับปรุงต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกันตนที่ยื่นขอรับเงินชดเชยกรณีว่างงาน เงินบำนาญ ไม่ได้รับเงินตามกำหนด ทั้ง ๆ ที่ระบบหลังบ้านใหม่ “SSO Core” ใช้งบสูงถึงประมาณ 848 ล้านบาท

ระบบ SSO Core ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นศูนย์กลางการทำงานหลักของสำนักงานประกันสังคม ครอบคลุมงานสำคัญตั้งแต่ระบบทะเบียนผู้ประกันตน ระบบเงินสมทบ ระบบจ่ายประโยชน์ทดแทน ระบบบัญชีและการเงินของกองทุน ไปจนถึงระบบเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานรัฐอื่น ๆ รองรับผู้ประกันตนทุกมาตรา ทั้ง ม.33 ม.39 และ ม.40

นอกจากนั้น ยังมีการลงทุนในส่วนที่ผู้ประกันตนใช้งานโดยตรง คือ แอปพลิเคชัน “SSO Plus” เป็นระบบหน้าบ้านสำหรับการให้บริการออนไลน์ ใช้งบ 275 ล้านบาท ซึ่งเป็นระบบที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้ตรวจสอบสิทธิประโยชน์ส่วนบุคคล คำนวณเงินชราภาพ แจ้งเตือนสิทธิที่กำลังจะหมด รวมถึงมี Chatbot ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง และระบบ e-KYC สำหรับยืนยันตัวตนด้วยใบหน้า

น.ส.ตรีนุช แสดงความกังวลในเรื่องของความล่าช้าต่อการเบิกจ่ายของผู้ประกันตน โดยเฉพาะผู้ที่ว่างงาน ซึ่งตั้งแต่ช่วงมกราคมที่ผ่านมาเป็นช่วงรอยต่อการเปลี่ยนแปลงระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ทำให้มีปัญหาของฐานข้อมูลสองระบบยังไม่เชื่อมต่อกัน

“.... ขอประทานโทษต่อผู้ประกันตนทุกคนกับปัญหาเหล่านี้ที่เกิดขึ้น...” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าว และให้คำสัญญาแบบคาดการณ์ว่าระบบจะกลับมาใช้ได้วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569

คนจ่ายตังค์ ได้บริการแบบขอไปที – คนรักษาฟรีจัดพรีเมียม

ประเด็นที่ว่า “คนจ่ายเงิน (ประกันสังคม) ได้สิทธิน้อยกว่าคนใช้ฟรี (บัตรทอง)” เป็นดรามาคลาสสิกที่ถูกหยิบยกมาเปรียบเทียบอยู่เสมอ และมีความพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าที่จะทำให้ 3 กองทุนสุขภาพ มีความเท่าเทียมหรือลดความเหลื่อมล้ำ แต่นั่นยังคงเป็นฝันไกลที่ไปไม่ถึงสักที โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็ง ซึ่งเห็นชัด ๆ ว่า สิทธิการรักษาผู้ประกันตนซึ่งจ่ายเงินกลับด้อยกว่าบัตรทอง

ดรามาที่ดุเดือดล่าสุด คือ โพสต์เฟซบุ๊กของ ศ.นพ.ชวลิต เลิศบุษยานุกูล ศูนย์มะเร็ง รพ.จุฬาลงกรณ์ ที่ว่า ผลตอบแทน 8 หมื่นล้าน กับความภูมิใจที่ “ผิดที่ผิดทาง” ของกองทุนประกันสังคม

ศ.นพ.ชวลิต ชี้ว่า ในแวดวงธุรกิจ เวลาซีอีโอแถลงผลประกอบการ ถ้ากำไรโต ตัวเลขสวย ผู้ถือหุ้นก็ยิ้มแก้มปริ แต่สำหรับกองทุนประกันสังคม ที่เพิ่งออกมาแถลงข่าวใหญ่โต ว่าบริหารกองทุนได้ผลตอบแทนกว่า 8 หมื่นล้านบาท แทนที่ “ผู้ถือหุ้น” ตัวจริงอย่างมนุษย์เงินเดือนที่จ่ายเงินสมทบทุกเดือนจะดีใจ หลายคนกลับรู้สึก “ตลกร้าย” และ “ขำไม่ออก” เพราะถ้าถอดสูทนักลงทุน แล้วสวมเสื้อกาวน์หมอลงไปดูรายละเอียด ตัวเลข 8 หมื่นล้าน ที่ดูมหาศาลนั้น คิดเป็นผลตอบแทนจริงๆ ไม่ถึง 3%

“ในมุมการลงทุน ตัวเลขนี้ถือว่า "ธรรมดามาก" ครับ ไม่ได้น่าตื่นเต้นถึงขนาดต้องตั้งโต๊ะแถลงข่าวใหญ่ให้พวกเราต้องจำใส่“กะโหลก”ไว้หรอกครับ (หมอก็เป็นหนึ่งในผู้สมทบเงินกองทุนประกันสังคมทุกเดือนมาตั้งแต่บรรจุเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ได้มากกว่า 20 ปีแล้ว) แต่สิ่งที่น่าตื่นเต้น (ในทางลบ) ยิ่งกว่า คือ “คุณภาพชีวิต” ของคนจ่ายเงิน มันเป็นความย้อนแย้งระดับชาติ ที่ระบบสาธารณสุขไทยกำลังเล่นตลกกับเรา”

หมอชวลิต แจกแจงว่า ทางฝั่ง “บัตรทอง” ที่รักษาฟรี ตอนนี้เขามีนโยบาย “Cancer Anywhere” (มะเร็งรักษาที่ไหนก็ได้) เป็นมะเร็งปุ๊บ เดินเข้าโรงพยาบาลศูนย์ โรงเรียนแพทย์ ที่มีอาจารย์หมอระดับท็อป มีเครื่องมือล้ำยุค ได้ทันทีแบบไร้รอยต่อ ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่รัฐดูแลประชาชนได้ดีขนาดนี้

แต่พอกล้องแพนมาที่ฝั่ง “ประกันสังคม” กลุ่มคนที่ถูกหักเงินเดือนไปทุกเดือน กลับต้องเจอกับสิทธิ “SSO Cancer Care” ที่ชื่อคล้ายกัน แต่คุณภาพต่างกันราวฟ้ากับเหว ผู้ประกันตนส่วนใหญ่ ติดล็อกอยู่กับ “โรงพยาบาลเอกชนขนาดกลาง” ตามสิทธิ หรือถ้าเลือกได้ตามรายชื่อของ SSO Cancer Care ก็เทียบไม่ได้กับ Cancer Anywhere อยู่ดี ซึ่งต้องยอมรับความจริงว่า หลายแห่งไม่มีศักยภาพพอที่จะรับมือกับโรคมะเร็งที่ซับซ้อน ครั้นผู้ป่วยมะเร็งอยากจะไปโรงเรียนแพทย์ที่มีความพร้อมกว่า ก็ติดเงื่อนไขยิบย่อย ขั้นตอนยุ่งยากเหมือนต้องไปขอส่วนบุญ ทั้งที่เป็น “สิทธิ” ที่เขาพึงได้จากการจ่ายเงิน

“คนจ่ายตังค์... ได้บริการแบบขอไปที”

“คนรักษาฟรี... ได้บริการระดับพรีเมียม”

ยังไม่นับหลายคนที่พยายามจะลาออกจากงานเพื่อให้ตัวเองเสียสิทธิประกันสังคม เพื่อจะใช้สิทธิบัตรทองในการรักษาตัวเอง แล้วเงินที่จ่ายไปตั้งแต่ทำงาน จ่ายไปเพื่อ? ตายก่อนเกษียณก็ไม่ได้เงินก้อนอยู่ดี ขำไม่ออกใช่ไหมครับ บางคนลาออกจากงานเพื่อให้ได้สิทธิครอบครัวข้าราชการก็เห็นมาแล้ว

หมอชวลิต ยังเรียนคณะกรรมการประกันสังคมผู้ทรงเกียรติ ก่อนที่ท่านจะออกมาอวดอ้างตัวเลขผลกำไร 8 หมื่นล้านในครั้งต่อไป หมออยากให้ท่านลองวางตัวเลขบัญชีลง แล้วหันมาดู “บัญชีชีวิต”ของผู้ประกันตนบ้าง การบริหารเงินให้งอกเงย มันเป็นหน้าที่พื้นฐาน ไม่ใช่เรื่องวิเศษอะไร แต่การบริหาร “สิทธิการรักษา” ให้สมศักดิ์ศรีกับเงินที่ประชาชนจ่ายไป นั่นต่างหากคือ “ฝีมือ” ที่แท้จริง

“ถ้าท่านยังปล่อยให้คนจ่ายเงิน ได้รับบริการที่ด้อยกว่าคนรักษาฟรี แล้วยังกล้าออกมาภูมิใจกับตัวเลขกำไรทางบัญชีกะโหลกกะลา หมอว่ามันเป็นความภูมิใจที่ “ผิดที่ผิดทาง” ไปหน่อย ช่วยทำสิทธิประกันสังคมรักษามะเร็ง ให้ดีกว่า หรืออย่างน้อยก็ “เท่าเทียม” กับสิทธิบัตรทองให้ได้ก่อน แล้วค่อยมาคุยเรื่องตัวเลขกำไร แบบนั้น... มันถึงจะดู “สง่างาม” สมกับที่เป็นผู้บริหารเงินกองทุนของประชาชน

หากจะเปรียบเทียบสิทธิการรักษาพยาบาลที่ประกันสังคม ด้อยกว่าบัตรทองอย่างเห็นได้ชัด นั่นคือ สิทธิทันตกรรม ประกันสังคมจำกัดที่ 900 บาท/ปี (ขูด อุด ถอน) ขณะที่บัตรทอง “รักษาตามความจำเป็น” ไม่จำกัดวงเงิน และครอบคลุมถึงการผ่าฟันคุดหรือฟันปลอมในบางกรณี

ส่วนการเข้าถึงยา บัตรทองใช้ระบบกองทุนบริหารยาแยกต่างหาก ทำให้บางครั้งเข้าถึงยาบัญชีหลักได้ครอบคลุมกว่า ขณะที่ประกันสังคมใช้ระบบ “เหมาจ่ายรายหัว” ให้โรงพยาบาลบริหารเอง ทำให้ รพ. บางแห่งอาจมีการจำกัดเกรดยาเพื่อคุมต้นทุน

สำหรับการย้ายสิทธิ บัตรทองเปลี่ยนสิทธิแล้วมีผลทันทีและมีนโยบาย “รักษาทุกที่” มากขึ้น ส่วนประกันสังคมต้องรอรอบปีหรือตามเงื่อนไขที่ค่อนข้างตึงตัว

กลุ่มประกันสังคมก้าวหน้า มองว่า ความเหลื่อมล้ำนี้ไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกันตนที่ต้องควักกระเป๋าจ่ายสมทบทุกเดือน แต่สิทธิพื้นฐานด้านสุขภาพกลับไล่ตามหลังบัตรทอง ดังนั้น จะต้องเพิ่มงบทำฟันจาก 900 บาท เป็นการรักษาตามความจำเป็น (เท่าเทียมบัตรทอง) และบังคับให้ชุด “สิทธิประโยชน์พื้นฐาน” เช่น ฟอกไต, ยามะเร็ง ต้อง “ไม่ต่ำกว่าบัตรทอง” ในทุกกรณี

ถึงตรงนี้ ต้องบอกว่าหมุดหมายการปฏิรูป “ขุมทรัพย์ สปส.” นั้นยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร แต่หากผู้ประกันตนกว่า 24 ล้านคน และนายจ้างอีกกว่า 5 แสนราย มุ่งมั่นผลักดันกล้าเปลี่ยน ก็พอมองเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์


กำลังโหลดความคิดเห็น