xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ปั่นราคาทองพุ่ง “บาทละแสน” เตือน “เม่าน้อย” แห่ซื้อเก็งกำไรติดดอย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -  ราคาทองคำยังพุ่งทะยานไม่หยุดยั้ง หลังประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ จุดชนวนความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ลุกโชน ส่งกองเรือรบเข้าสู่ตะวันออกกลางเตรียมเปิดศึกอิหร่าน  

การปรับขึ้นของราคาทองคำในเช้าวันที่ 29 มกราคม 2569 ที่พุ่งทะยานทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ที่ 5,595.16 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ส่วนราคาในไทยพุ่งตามแบบสายฟ้าแลบ บวกพรวดเดียว 3,700 บาท ส่งผลให้ทองรูปพรรณราคาขายออกแตะ 82,200 บาท ราคาทองคำแท่ง ขายออก 81,400 บาท และยังมีแนวโน้มไต่ระดับขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง

ฮั่วเซ่งเฮง ชี้ว่า นับตั้งแต่ต้นปีนี้ราคาทองคำโลกปรับขึ้นไปมากกว่า 20% โดยธนาคารกลางและนักลงทุนทั่วโลกต่างเร่งสะสมทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยง บวกกับค่าเงินดอลลาร์เผชิญกับภาวะวิกฤตความเชื่อมั่น การอ่อนค่าของดอลลาร์ทำให้นักลงทุนหันมาสนใจสะสมทองคำเพิ่มมากขึ้น

ส่วนแรงหนุนมาจาก 5 ปัจจัยหลัก ดังนี้  หนึ่ง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายภูมิภาคของโลก ล้วนเพิ่มแรงกดดันให้นักลงทุนหันมาถือครองทองคำมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 เวลา 20.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์บนโซเชียล มีเดีย ระบุว่าขณะนี้กองเรือรบของสหรัฐฯ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเมื่อครั้งที่บุกไปเวเนซุเอลา กำลังมุ่งหน้าไปยังตะวันออกกลาง พร้อมทั้งเรียกร้องให้อิหร่านกลับมาพูดคุยบนโต๊ะเจรจา และต้องปลดอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งจะส่งผลดีสำหรับทุกฝ่าย ทั้งยังเตือนว่า หากสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านครั้งนี้ ความเสียหายจะเลวร้ายกว่าที่ผ่านมา

 สอง ดอลลาร์สหรัฐฯ  อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักของโลกในระยะยาว กล่าวคือ ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ (Dollar Index) ร่วงลงแตะระดับ 95.5 ส่งผลให้ความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เริ่มสั่นคลอน เงินทุนจึงไหลเข้าทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ขึ้นกับนโยบายใด ๆ และไม่เสื่อมค่าตามดอลลาร์ ขณะเดียวกัน การอ่อนค่าของดอลลาร์ยังส่งผลดีกับสกุลเงินหลักอื่น ๆ ของโลก ทั้งปอนด์และยูโร ต่างแข็งค่าขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2021 ขณะที่ฟรังก์สวิสแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา

 สาม เงินทุนไหลเข้ากองทุน ETF ทองคำเพิ่มขึ้น โดย World Gold Council เผยข้อมูลว่า ปีนี้เงินทุนยังคงไหลเข้ากองทุน ETF ทองคำ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการถือครองทองคำสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 4,099.3 ตัน และคาดว่ายังมีโอกาสเพิ่มมากขึ้นได้อีก

 สี่ ธนาคารกลางทั่วโลกเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง ธนาคารกลางหลายประเทศเร่งสะสมทองคำเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของทุนสำรองระหว่างประเทศ ท่ามกลางความกังวลในเสถียรภาพของค่าเงินดอลลาร์และความผันผวนของตลาดทุนโลก จากรายงานของ World Gold Council พบว่า ในช่วงปี 2022–2024 ธนาคารกลางทั่วโลกเข้าซื้อทองคำสุทธิรวมกันมากกว่า 1,000 ตันต่อปี ต่อเนื่องกันถึง 3 ปี ขณะที่ประมาณการปี 2025 บ่งชี้ว่าธนาคารกลางยังคงเดินหน้าซื้อทองคำในระดับที่ใกล้เคียง 1,000 ตันต่อปี

และ  ห้า ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและสงครามการค้า  ที่ผ่านมามาตรการภาษีตอบโต้การค้า ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับระบบเศรษฐกิจและการลงทุนทั่วโลก

ล่าสุดทรัมป์ยังขู่ขึ้นภาษีสินค้าทั้งหมดที่แคนาดาส่งออกไปยังสหรัฐฯ ในอัตรา 100% หากแคนาดาทำข้อตกลงการค้ากับจีน รวมทั้งการขู่ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากเกาหลีใต้จากเดิม 15% เป็น 25% จากสาเหตุรัฐสภาของเกาหลีใต้ ยังไม่ให้การรับรองข้อตกลงการค้าที่ทั้งสองประเทศตกลงร่วมกัน แม้ต่อมาทรัมป์จะเริ่มส่งสัญญาณเปิดทางเจรจามากขึ้นก็ตาม และตลาดยังต้องจับตาความเสี่ยงด้านการเมืองของสหรัฐฯ จากประเด็นการผ่านร่างงบประมาณของสภาคองเกรสชะงักงัน และอาจนำไปสู่การเกิดภาวะ Government Shutdown ขึ้นอีกครั้ง

สถาบันการเงินชั้นนำต่างวิเคราะห์ตรงกันว่า ราคาทองคำมีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งระยะกลางและระยะยาว โดย Morgan Stanley ธนาคารชั้นนำของอเมริกา ปรับตัวเลขคาดการณ์ราคาทองคำเฉลี่ยของปี 2026 อยู่ที่ระดับ 4,600 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ส่วนเป้าหมายราคาสูงสุดอยู่ที่ระดับ 5,700 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์

สำหรับ Deutsche Bank ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของเยอรมนี ปรับตัวเลขคาดการณ์ราคาทองคำเฉลี่ยที่ระดับ 6,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ส่วนราคาสูงสุดจะขึ้นไปถึงระดับ 6,900 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์

“โดยภาพรวมตลาด สะท้อนว่าท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านนโยบาย ค่าเงิน และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ทองคำยังทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยหลักของนักลงทุน” ฮั่วเซ่งเฮงระบุ

สถาบันที่คาดการณ์ถึงระดับ 6,000 ดอลลาร์ นอกจาก Deutsche Bank แล้ว Societe Generale ยังคาดการณ์เป้าหมายที่ 6,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี 2569 โดยมองว่าตัวเลขนี้อาจเป็นการประเมินที่ค่อนข้างระมัดระวังเกินไปด้วยซ้ำ

ส่วน Bank of America (BoA) ปรับเป้าหมายระยะสั้นและระยะกลางขึ้นสู่ระดับ 6,000 ดอลลาร์ โดยได้รับแรงหนุนจากประวัติศาสตร์ตลาดกระทิง

สำหรับ J.P. Morgan มองว่าระดับ 6,000 ดอลลาร์ เป็นไปได้ในระยะยาว อาจใช้เวลาถึงปี 2572 หากมีการโยกย้ายเงินลงทุนจากสินทรัพย์สหรัฐฯ มายังทองคำเพียง 0.5%

 นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ ตั้งข้อสังเกตว่า ความผันผวนของราคาทองคำในรอบนี้ถือว่ารุนแรงผิดปกติ โดยในวันก่อนหน้า (28 มกราคม 2569) ราคาทองคำมีการเปลี่ยนแปลงถึง 7 ครั้งภายในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมง สะท้อนแรงซื้อ–ขายที่ไหลเข้ามาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

สำหรับปัจจัยที่ทำให้ราคาทองคำพุ่งแรงมาจากหลายปัจจัย ทั้งความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค แรงเก็งกำไรของนักลงทุนที่เข้ามาฉวยโอกาสในภาวะตลาดผันผวน ส่งผลให้ราคาทองคำแกว่งตัวรุนแรงกว่าที่เคยเห็นในอดีต นักลงทุนต้องติดตามสถานการณ์และประเมินความเสี่ยงให้รอบคอบมากขึ้น

ทางด้าน  นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง มองการพุ่งทะยานขึ้นของราคาทองคำว่า ทองคำรอบนี้ไม่ใช่แค่ “ราคาขึ้น” แต่คือ “เงินไหลเข้า” เมื่ออ่านสัญญาณจาก Gold ETF Holdings ในช่วงปลายปี 2025 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2026 ราคาทองคำโลกได้ทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง หลายฝ่ายตั้งคำถามว่านี่คือการเก็งกำไรระยะสั้น หรือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของบทบาททองคำในระบบการเงินโลก คำตอบสำคัญไม่ได้อยู่ที่กราฟราคาทองคำเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่พฤติกรรมของเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ Gold ETF ซึ่งสะท้อน “การตัดสินใจจัดสรรสินทรัพย์” ของนักลงทุนสถาบันทั่วโลก

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แสดงภาพที่ชัดเจนอย่างยิ่งว่าทุกช่วงที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้น มีการเพิ่มขึ้นของ ETF holdings ควบคู่กัน ในช่วงที่ราคาทองคำพักฐานหรือย่อตัว ETF holdings ไม่ได้ลดลง เห็นได้ชัดเจนว่าตั้งแต่กลางปี 2025 เป็นต้นมา ปริมาณทองคำใน ETF เพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าอัตราการปรับขึ้นของราคา นัยสำคัญของปรากฏการณ์นี้คือ นักลงทุนไม่ได้ “เล่นรอบ” กับทองคำ แต่กำลัง “ถือครอง” ทองคำในฐานะสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์

คำถามใครคือผู้ซื้อทองคำในรอบนี้ กราฟและตาราง ETF Holdings รายกองทุน ให้ภาพเชิงลึกยิ่งขึ้นว่าปริมาณทองคำที่ถือโดย Gold ETF รวมกันอยู่ที่ราว 82 ล้านออนซ์ เพียงวันเดียวมีเงินไหลเข้าเพิ่มกว่า 800,000 ออนซ์ หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 4–5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นี่ไม่ใช่เงินของนักลงทุนรายย่อย แต่เป็นระดับที่เทียบได้กับการเข้าซื้อของธนาคารกลาง ที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ ETF ขนาดใหญ่ เช่น SPDR Gold Trust (GLD) มี inflow ต่อเนื่อง สะท้อนการเข้าซื้อของนักลงทุนสถาบันตะวันตก และ ETF ที่เชื่อมโยงกับจีนบางกอง มีการเพิ่มการถือครองในอัตราสูงผิดปกติในช่วงสั้น ๆ

สิ่งนี้สะท้อนแรงจูงใจเชิงโครงสร้าง เช่น ความเสี่ยงของค่าเงินและการควบคุมเงินทุน ความเปราะบางของภาคอสังหาริมทรัพย์ การกระจายความเสี่ยงออกจากสินทรัพย์ดอลลาร์ ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์
ข้อสรุปสำคัญคือ ทองคำรอบนี้ไม่ได้ถูกมองเป็นเครื่องมือป้องกันเงินเฟ้อระยะสั้น หรือสินทรัพย์เก็งกำไรตามอัตราดอกเบี้ย แต่กำลังถูกมองเป็น “สินทรัพย์สำรองที่เป็นกลาง (neutral reserve asset) ในโลกที่แตกเป็นหลายขั้ว” Gold ETF ทำหน้าที่เป็น “คลังเก็บทองคำ” ของนักลงทุนสถาบันทั่วโลก ในสภาพแวดล้อมที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นต้นทุนทางการเงิน ระบบการเงินโลกเริ่ม fragment ความเชื่อมั่นต่อสินทรัพย์กระแสหลักลดลง และทองคำจึงอาจกำลังก้าวจาก “สินทรัพย์ตามวัฏจักร” สู่ “สินทรัพย์ประจำระบอบใหม่ของโลกการเงิน” อย่างเต็มรูปแบบ

การปรับขึ้นของราคาทองคำอย่างรุนแรง ทำให้มีการแห่เข้าซื้อทองคำเพื่อเก็งกำไรอย่างคึกคัก นายแบงก์อย่าง นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จึงได้ออกมาส่งเสียงเตือน

นายอมรเทพ ประเมินแนวโน้มราคาทองหลังจากนี้ ต้องติดตามใกล้ชิด โดยในช่วง 1-2 สัปดาห์ ต้องรอดูสถานการณ์ปัจจัยจากต่างประเทศ โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ อย่างสหรัฐฯกับอิหร่านว่าจะเกิดสงครามทางการทหารหรือไม่ ถ้าหากสถานการณ์ไม่มีการยกระดับรุนแรง หรือผ่อนลงมาได้ อาจจะมีโอกาสทำให้ราคาทองปรับย่อตัวลดลงมาได้

พร้อมกับส่งคำเตือนถึงผู้ที่จะซื้อทองเก็งกำไรให้ระวัง เพราะราคาทองจะปรับขึ้นต่อหรือไม่ ไม่มีใครตอบได้ และทองคำไม่มีเงินปันผล ซึ่งช่วงนี้ราคาทองมีความผันผวนค่อนข้างมาก แนะนำให้ถือสินทรัพย์ทองได้ไม่เกิน 10% ของพอร์ตการลงทุน และเน้นถือยาว เลี่ยงการเก็งกำไรระยะสั้นเพราะมีความเสี่ยงมาก รวมทั้งที่สำคัญคือ อย่ากู้เงินมาซื้อทอง เพื่อหวังเก็งกำไร เพราะอันตรายจากราคาที่ผันผวนสูง

“ราคาทองที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลานี้ สาเหตุมาจากข่าวที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ไม่กังวลต่อการที่เงินดอลลาร์อ่อน และความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามทางทหารระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ทำให้กระทบความเชื่อมั่น ขายเงินสดมาซื้อทองคำเก็บไว้ แต่เชื่อว่าจะเป็นระยะสั้น เพราะช่วงนี้คนตกใจ คนกังวลต่อสถานการณ์” นายอมรเทพ กล่าว

หากราคาทองคำโลก (Spot Gold) ขยับไปถึง 6,000 ดอลลาร์ นั่นหมายความว่า ราคาทองแท่งไทยมีสิทธิ์พุ่งสูงถึง 85,000 - 95,000 บาท ต่อบาททองคำ (ค่าเงินบาทประมาณ 34.00-35.00 บาท/ดอลลาร์) และหากมีปัจจัยค่าเงินบาทอ่อนค่าประกอบด้วย เราอาจได้เห็น “ทองบาทละแสน” เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ตามการวิเคราะห์แนวโน้มจากสมาคมค้าทองคำ

อย่างไรก็ดี ราคาทองคำจะวิ่งไปถึงระดับนั้นได้ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อาทิ นโยบายการเงินของธนาคารสหรัฐฯ หรือ เฟด หากเฟดลดดอกเบี้ยลงอย่างต่อเนื่องจะลดต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองคำ ทำให้เงินไหลออกจากพันธบัตรเข้าสู่ทองคำแทน และเงินเฟ้อคุมไม่อยู่ เนื่องจากทองคำทำหน้าที่เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากอำนาจซื้อที่ลดลงของเงินดอลลาร์

ส่วนปัจจัยการเปลี่ยนผ่านของทุนสำรองโลก (De-dollarization) ถือเป็นปัจจัยที่ J.P. Morgan ให้ความสำคัญมาก การที่ธนาคารกลางทั่วโลก (โดยเฉพาะกลุ่ม BRICS) ลดการพึ่งพาดอลลาร์แล้วหันมาเก็บทองคำแทน หากสัดส่วนนี้เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย แรงซื้อมหาศาลจะดันราคาไปสู่เป้าหมาย 6,000 ดอลลาร์ ได้ไม่ยาก

แม้ราคาทองคำจะพุ่งทะยานไม่หยุด แต่มีความเสี่ยงที่นักลงทุนรายย่อย หรือ “เม่าน้อย” ต้องระวังจากแรงเทขายทำกำไร เมื่อราคาเข้าใกล้ระดับจิตวิทยา เช่น 5,500 ดอลลาร์ หรือ 6,000 ดอลลาร์ มักจะมีแรงเทขายหนักจากกองทุน ETFและปัจจัยค่าเงินบาทแข็งค่า แม้ทองโลกจะขึ้น แต่ถ้าเงินบาทไทยแข็งค่ามาก เช่น หลุด 30 บาท/ดอลลาร์ จะทำให้ราคาทองในไทยขยับขึ้นได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น

นอกจากนั้น ยังต้องประเมินให้ดีว่าเม่าน้อยจะบินเข้าสู่กับดัก “ซื้อที่ยอด” (FOMO - Fear of Missing Out) หรือไม่ เพราะเมื่อมีข่าวว่าทองจะไปถึง 6,000 ดอลลาร์ มักจะเป็นช่วงที่ราคาทำจุดสูงสุดใหม่ (All-time High) ไปแล้ว และความเสี่ยงที่ตลาดมักจะมีการ “ปรับฐาน” แรงๆ เสมอเพื่อสะบัดนักลงทุนรายย่อยออกก่อนจะไปต่อ โอกาส “ติดดอย” นานหลายเดือนหรือเป็นปีจึงเป็นไปสูง

ด้านสภาพคล่องและส่วนต่างราคา (Spread) ทองคำแท่ง/รูปพรรณ มีส่วนต่างราคาซื้อ-ขาย และค่ากำเหน็จ หากราคาผันผวนหนัก ร้านทองอาจปรับส่วนต่างกว้างขึ้น ทำให้ขายคืนได้เงินน้อยกว่าที่คิด ขณะที่แอปฯ ออมทองแม้สะดวก แต่ต้องตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์มว่าได้รับใบอนุญาตถูกต้องหรือไม่

ความผันผวนจากการเก็งกำไร ในระดับราคาที่สูงมากๆ การขยับเพียง 1% ของทองโลก หมายถึงเงินหลักหมื่นบาทที่หายไปหรือเพิ่มขึ้นในพอร์ต นักลงทุนควรหลีกเลี่ยงการใช้ Leverage (เช่น Gold Futures) ที่สูงเกินไป เพราะอาจถูกบังคับขาย (Force Sell) ได้ง่ายหากราคาเหวี่ยงแรงในระยะสั้น ซึ่งสามารถติดตามบทวิเคราะห์ความเสี่ยงได้จากสมาคมค้าทองคำ

และต้องไม่ลืม ปัจจัย “Black Swan” หรือจุดเปลี่ยนนโยบาย หากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางคลี่คลาย หรือ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) กลับมาขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้เงินเฟ้อ ราคาทองคำอาจร่วงลงอย่างรวดเร็ว

คำแนะนำสำหรับรายย่อย คือ ไม่ควรทุ่มเงินก้อนเดียวซื้อทองเพียงอย่างเดียว แต่ควรใช้วิธี DCA (Dollar Cost Averaging) หรือแบ่งสัดส่วนพอร์ตการลงทุนในทองคำเพียง 5-10% เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อตามหลักการจัดพอร์ตมาตรฐาน

มุมมองต่อทองคำที่แตกต่างของ นายพิชัย จาวลา นักลงทุนตามแนวคิดทฤษฎีผลประโยชน์ ซึ่งให้สัมภาษณ์ Money Chat ฟันธงว่า ยุคทองของทองคำกำลังจะจบลงอย่างถาวรในอีก 1-2 ปีนี้ โดยให้เป้าหมายราคาสูงสุดไว้ ไม่เกิน 6,000 เหรียญฯ และเมื่อจบรอบนี้แล้ว จะไม่มีวันกลับมาอีกเลย เนื่องจากการมาถึงของ Quantum Computing และ AI ขั้นสูง จะทำให้มนุษย์สามารถ “สังเคราะห์ธาตุ” หรือสร้างสสารที่มีคุณสมบัติเหนือกว่าทองคำได้ไม่จำกัด เมื่อทองคำทำซ้ำได้ มันก็จะกลายเป็นเพียงหินสีเหลืองที่ไร้มูลค่าในโลกอนาคต

 ย้ำเตือนอีกครั้ง “การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินในลงทุน” ก่อนขึ้นขบวนรถไฟสายตื่นทอง 


กำลังโหลดความคิดเห็น