ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - สถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah) ในรัฐเบงกอลตะวันตกประเทศอินเดีย สร้างความกังวลไปทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยว่าจะเกิดเหตุซ้ำรอยโควิด-19 หรือไม่? ขณะเดียวกันหน่วยงานด้านสาธารณสุขของไทยดำเนินการบังคับใช้มาตรการเฝ้าระวังการแพรร่ระบาดอย่างสูงสุด แม้ยังไม่กระทบภาคการท่องเที่ยวแต่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวอินเดียที่นิยมเดินทางมาท่องเที่ยวในไทยสูงติด TOP 5 เลยทีเดียว
ประเด็นใหญ่ด้านสาธารณสุขที่ต้องตระหนักให้ความสำคัญอย่างยิ่ง หลังมีรายงานข่ายเปิดเผยพบผู้ติดเชื้อเชื้อไวรัสนิปาห์ 5 ราย และผู้สัมผัสใกล้ชิดกว่า 180 คน ในรัฐเบงกอลตะวันตก สาธารณรัฐอินเดีย หลังเข้าสู่ปี 2569 แม้โอกาสแพร่เชื้อไวรัสนิปาห์น้อยกว่าโควิด -19 กว่า 40 เท่า แต่หากติดแล้วมีอาการรุนแรงเสี่ยงเสียชีวิตสูง 40 – 70 % ซึ่งต่างจากโควิด-19 ที่มีอัตราการเสียชีวิตประมาณ 1 - 3% เท่านั้น นอกจากนี้ ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าไวรัสนิปาห์มีศักยภาพก่อให้เกิดการระบาดใหญ่ และยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะ
อย่างไรก็ดี ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 29 มกราคม 2569 ยังไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์นอกประเทศอินเดีย และยังไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศไทย
-1.-
กำเนิดไวรัสสายพันธุ์มรณะ
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ และศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่าโรคนิปาห์ไม่ใช่โรคอุบัติใหม่ แต่เป็นโรคติดเชื้อรุนแรงที่รู้จักมากว่าเกือบ 30 ปี โดยมีการระบาดครั้งใหญ่ครั้งแรกในปี 2541 – 2542 ที่ประเทศมาเลเซีย ส่งผลให้มีผู้ป่วย 265 ราย และเสียชีวิตกว่า 108 ราย
สำหรับการระบาดครั้งนั้นมีต้นตอจากค้างคาวกินผลไม้ซึ่งเป็นรังโรคตามธรรมชาติ เชื้อปนเปื้อนสู่หมูและแพร่สู่คน ส่งผลให้ต้องทำลายหมูมากกว่า 1 ล้านตัว ก่อนจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ โรคไม่แพร่เข้าสู่ประเทศไทยในขณะนั้น เนื่องจากปัจจัยด้านภูมิศาสตร์และโครงสร้างชุมชน
หลังจากนั้นพบการระบาดเป็นระยะในเอเชียใต้ โดยเฉพาะบังกลาเทศและอินเดีย ลักษณะการติดเชื้อแตกต่างจากมาเลเซีย คือมักติดต่อโดยตรงจากค้างคาวสู่คน ผ่านผลไม้สดหรือน้ำผลไม้ดิบ เช่น น้ำอินทผลัมสด และสามารถแพร่จากคนสู่คนได้ในวงจำกัด ผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่ง
โรคนิปาห์มีระยะฟักตัวสั้น ผู้ป่วยมักมีไข้สูง ปวดเมื่อย หายใจลำบาก และอาจเกิดสมองอักเสบหรือปอดอักเสบรุนแรง ปัจจุบันยังไม่มียารักษาเฉพาะ อัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 40 – 50 แม้อำนาจการแพร่กระจายของโรคจะต่ำกว่าโรคทางเดินหายใจอย่างไข้หวัดใหญ่หรือโควิด-19
สำหรับประเทศไทย แม้ยังไม่พบผู้ป่วยในคน แต่มีความเสี่ยงจากการที่ค้างคาวผลไม้สกุล Pteropus พบกระจายอยู่ทั่วประเทศ รวมถึงพฤติกรรมการบริโภคผลไม้สด น้ำคั้นสด และการเลี้ยงสุกรขนาดใหญ่ ซึ่งอาจทำหน้าที่เป็นตัวขยายเชื้อได้ หากเกิดการติดเชื้อในสัตว์
ศ.นพ.ยง เน้นย้ำมาตรการสำคัญ คือ การป้องกันการติดเชื้อจากสัตว์สู่คน หลีกเลี่ยงการสัมผัสค้างคาวหรือสัตว์ป่วย ไม่รับประทานผลไม้ที่มีรอยกัดแทะ ล้างและปอกเปลือกผลไม้ก่อนบริโภค และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มหรือน้ำหวานดิบที่อาจปนเปื้อน
ต้นตอเชื้อไวรัสนิปาห์เกิดจากค้างคาวเป็นสัตว์พาหะก่อโรค โดยเพจศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “เจาะลึกไวรัสนิปาห์ : ความจริงจากค้างคาวสู่คน และเกราะป้องกันของประเทศไทย” เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกจาก ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุความว่า
“ค้างคาว : คลังแสงอาวุธชีวภาพตามธรรมชาติ ตามธรรมชาติแล้ว "ค้างคาว" ถือเป็นแหล่งรวบรวมไวรัสไว้นับร้อยชนิด เปรียบเสมือน "อาวุธชีวภาพขั้นสุด" หรือระเบิดเวลาที่สะสมเชื้อโรคไว้มากมาย โดยที่ตัวค้างคาวเองไม่มีอาการเจ็บป่วย, ไวรัสสำคัญๆ ที่มีต้นกำเนิดจากค้างคาว ได้แก่ โรคพิษสุนัขบ้า, อีโบลา, เฮนดรา (ติดต่อผ่านม้า), เมอร์ส (ติดต่อผ่านอูฐ), และซาร์ส (ติดต่อผ่านชะมด) รวมถึงโควิด-19
ไวรัสนิปาห์นั้น ค้างคาวเป็นแหล่งเพาะเชื้อหลัก โดยเชื้อจะส่งผ่านไปยังสัตว์พาหะอื่นๆ ก่อนมาสู่คน หรืออาจมาสู่คนโดยตรงก็ได้ ซึ่งความรุนแรงของโรคอาจสูงถึง 40-70% ต่างจากโควิด-19 ที่มีอัตราการเสียชีวิตประมาณ 1-3%”
โดยไวรัสนิปาห์จำแนกเป็น 2 สายพันธุ์คือ
1. สายพันธุ์อินเดีย/บังกลาเทศ : การระบาดมักเกิดจากการที่คนไปดื่มน้ำตาลสดจากต้นตาลที่ค้างคาวไปขับถ่ายหรือปล่อยเชื้อไว้ หรือกินผลไม้ที่มีเชื้อ ทำให้เชื้อกระโดดจากค้างคาวมาสู่คนโดยตรง ซึ่งกรณีนี้ผู้ป่วยมักมีอาการรุนแรง
2. สายพันธุ์มาเลเซีย (พบในไทย) : เชื้อมักผ่านจากค้างคาวไปสู่ "หมู" ก่อน แล้วจึงติดต่อสู่คน การผ่านสัตว์กลางอย่างหมูทำให้ไวรัสมีการพัฒนาตัวเองและลดความรุนแรงลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการติดโดยตรง
คำถามสำคัญทำไมประเทศไทยยังปลอดภัยและประเทศไทยมีไวรัสนิปาห์หรือไม่?
คำตอบ คือ “มี” โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการตรวจเลือดและสารคัดหลั่งจากค้างคาวในไทยและพบเชื้อนิปาห์อยู่จริง อย่างไรก็ตาม จากการสุ่มตรวจบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ยังไม่พบหลักฐานการติดเชื้อในคนไทย
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ไทยยังไม่เกิดการระบาดใหญ่เหมือนเพื่อนบ้าน (มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์) มาจากบริบททางสังคมและเกษตรกรรมที่แตกต่างกัน อาทิ ระบบการเลี้ยงสุกร ฟาร์มหมูในไทยส่วนใหญ่เป็นระบบปิด (Evap) มีตาข่ายกั้น ทำให้ค้างคาวไม่สามารถเข้าไปสัมผัสกับหมูได้ ตัดวงจรการแพร่เชื้อจากสัตว์สู่สัตว์ หรือ วัฒนธรรมการกิน คนไทยนิยมต้มน้ำตาลสดก่อนบริโภค และทานอาหารปรุงสุก (กินร้อน ช้อนกลาง) ต่างจากบางวัฒนธรรมในต่างประเทศที่อาจบริโภคดิบหรือใช้มือเปิบข้าว ซึ่งเสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อมากกว่า
ดังนั้น มาตรการเฝ้าระวังและข้อควรปฏิบัติ แม้การระบาดจะยังไม่เกิดขึ้นในไทย แต่ภาครัฐก็มีมาตรการคัดกรองผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยง โดยเน้นการซักประวัติการเดินทางและการบริโภคอาหารเป็นหลัก ซึ่งเป็นวิธีคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ
-2.-
คุมเข้ม-จับตานักท่องเที่ยวอินเดีย
สำหรับความเคลื่อนของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล สั่งการให้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus) อย่างใกล้ชิด และให้ทุกกระทรวงเตรียมการเฝ้าระวังไวรัสนิปาห์อย่างสูงสุด ตลอดจนสร้างความตระหนักรู้ถึงวิธีการคัดกรองผู้ป่วย
นอกจากนี้ ดำเนินการเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการเฝ้าระวังและการคัดกรองผู้เดินทาง ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในสนามบินนานาชาติ 3 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานดอนเมือง สุวรรณภูมิ และภูเก็ต เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศ ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังโรคและการประเมินความเสี่ยงเชิงรุก
โดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและท่าอากาศยาน ดำเนินมาตรการตั้งจุดคัดกรองผู้โดยสารที่เดินทางมาจากประเทศอินเดีย เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรค หากพบผู้ที่มีอาการเข้าได้กับโรค จะมีการคัดกรองเพิ่มเติม ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ และดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดทันที
สำหรับมาตราการสำหรับสายการบินและท่าอากาศยานที่ให้บริการเที่ยวบินจากพื้นที่ระบาด เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2569 เวลา 00.01 น. เป็นต้นไป ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 โดยผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ มีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422
นอกจากนี้ ยังได้เตรียมความพร้อมด้านระบบสาธารณสุขของประเทศไทย ทั้งด้านบุคลากร เวชภัณฑ์ และแนวทางการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมทั้งประสานติดตามข้อมูลสถานการณ์อย่างใกล้ชิดกับองค์การอนามัยโลก (WHO) และหน่วยงานระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการประเมินความเสี่ยงและยกระดับมาตรการเฝ้าระวังอย่างเหมาะสม นอกจากนี้โรคดังกล่าวยังไม่มียารักษาและวัคซีนป้องกัน รัฐบาลจึงขอความร่วมมือประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์พาหะหรือการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาด
นพ.โสภณ เอี่ยมสิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่ามีการยกระดับตั้งแต่สนามบิน คือ การคัดกรองผู้ที่เดินทางเข้ามาเช่นนักท่องเที่ยวและผู้ที่ทำธุรกิจ ซึ่งเที่ยวบินที่บินตรงจากรัฐเวสต์เบงกอล จะบินมาลงที่สุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต ซึ่งเป็นที่มาของการคัดกรองผู้เดินทางแบบจำกัดเที่ยวบินซึ่งบินตรงจากแถบนั้น และต้องกรอกเอกสารข้อมูล และ Health Beware Card และหากมีอาการป่วย ต้องติดต่อไปทาง Hot Line 1422 และจะมีการติดตามเข้าสู่กระบวนการแยกและตรวจรักษาต่อไป โดยมาตรการควบคุมโรคจะจำกัดแค่เที่ยวบินจากอินเดียในรัฐเวสต์เบงกอลเท่านั้น ไม่ได้ขยายครอบคลุมทั้งอินเดีย
พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่ากรมควบคุมโรคได้ติดตามการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในประเทศอินเดียอย่างใกล้ชิด โดยโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ เป็น 1 ใน 13 โรคติดต่ออันตรายตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อต่อ พ.ศ. 2558 ต้องรายงานเมื่อพบผู้ป่วยภายใน 3 ชั่วโมง ซึ่งจนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่เคยพบผู้ป่วยในประเทศไทย มีรายงานผู้ป่วยจากต่างประเทศเท่านั้น ล่าสุด คือ รัฐเบงกอลตะวันตก ซึ่งแม้จะอยู่ไกลประเทศไทยแต่มีเที่ยวบินตรงมาลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต กรมควบคุมโรค จึงมีการเฝ้าระวังคัดกรองผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ดังกล่าว และยังคงติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดร่วมกับองค์การอนามัยโลก ขณะที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้เตรียมความพร้อมเรื่องการตรวจทางห้องปฏิบัติการให้รู้ผลภายใน 6 - 8 ชั่วโมง และกรมการแพทย์ได้ประชุมผู้เชี่ยวชาญเพื่อปรับปรุงมาตรฐานแนวทางการรักษาผู้ป่วยจากเชื้อไวรัสนิปาห์แล้ว
จากมาตรการเฝ้าระวังพบผู้เดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยง มีอาการไข้ อาการทางเดินหายใจ หรืออาการเข้าข่ายสงสัย ร่วมกับประวัติเดินทางกลับจากพื้นที่ระบาดภายใน 21 วัน แต่จากการสอบสวนโรคและเก็บตัวอย่างส่งตรวจยังไม่พบไวรัสนิปาห์ ทั้งนี้ ประชาชนสามารถเดินทางได้ตามปกติ แต่ขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด
ด้าน น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่าจากข้อมูลสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยรายวัน โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในระบบ TATIC สะท้อนว่าสถานการณ์ดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบชัดเจนต่อสถานการณ์ท่องเที่ยวตลาดต่างประเทศ แต่อาจจะส่งผลกระทบเชิงจิตวิทยากับนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีความกังวลและตื่นตระหนกจากข่าวสารที่เผยแพร่ออกไปในวงกว้าง แม้ข้อมูลล่าสุดพบว่าปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อ
โดยข้อมูลสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยรายวัน ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ระบบ TATIC) ณ วันที่ 26 มกราคม 2569 ระบุว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมตั้งแต่วันที่ 1 - 25 มกราคม 2569 มีจำนวน 2.62 ล้านคน หดตัวเฉลี่ย 10 % เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตามการหดตัวดังกล่าวไม่ได้มีสาเหตุมาจากไวรัสนิปาห์ แต่เป็นผลต่อเนื่องมาจากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และวิกฤตน้ำท่วมในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
กล่าวสำหรับตลาดนักท่องเที่ยวอินเดียนับว่ายังแกร่ง เดินทางเข้าไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่วันที่ 1 - 25 มกราคม 2569 มีจำนวนสะสมกว่า 1.89 แสนคน เพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับปี 2568 โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์ที่มีรายงานข่าวการระบาด (20-26 มกราคม 2569) จำนวนนักท่องเที่ยวอินเดียยังคงขยายตัวเฉลี่ยถึง 35% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปี 2568
ทั้งนี้ สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 129,897 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก อันดับ 1 จีน 301,484 คน, อันดับ 2 มาเลเซีย 235,780 คน, อันดับ 3 รัสเซีย 223,482 คน, อันดับ 4 อินเดีย 189,786 คน และ อันดับ 5 เกาหลีใต้ 136,939 คน
“คาดว่าแนวโน้มทั้งเดือน ม.ค. 2569 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวตลาดอินเดียเข้าไทยอยู่ที่ประมาณ 2 แสนคน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 8% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา” น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าฯ ททท. ระบุ
ปัจจุบันภาพรวมสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสนิปาห์ในอินเดียยังไม่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนต่อภาคการท่องเที่ยวของไทย แต่ต้องยอมรับว่าการนำเสนอข่าวส่งผลกระทบเชิงจิตวิทยาและความเชื่อมั่น โดยเฉพาะกลุ่มตลาดที่มีค่อนข้างอ่อนไหวสูงและวิตกกังวลต่อความปลอดภัย อาทิ จีน ไต้หวัน ฮ่องกง ญี่ปุ่น อาจชะลอการเดินทางเพื่อรอดูสถานการณ์
อย่างไรก็ตาม การออกมาตรการเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดในพื้นที่ประเทศต้นทางอย่างทันท่วงที รวมทั้ง การวางแนวทางคัดกรองนักท่องเที่ยวอินเดียจากพื้นที่ดังกล่าวมายังประเทศไทย มีส่วนช่วยลดทอนความรุนแรงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่กำลังวางแผนเดินทางท่องเที่ยว
ท้ายที่สุดแม้กระทรวงสาธารณสุขของอินเดีย แถลงการณ์เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ว่าสถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุมแล้วแต่ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะหากสถานการณ์แพร่ระบาดกลับเลวร้ายขั้นสุด ทั่วโลกอาจต้องกลับไปเผชิญกับวิกฤตโรคระบาดเช่นเดียวกันโควิด -19 หรือไม่?


