xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

คำคิดจีน: คนทราม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ในความเป็นไป
วรศักดิ์ มหัทธโนบล

 ใครที่ดูละครโทรทัศน์หรือหนังจีนย้อนยุคบ่อยๆ มักจะได้ยินตัวละครพูดโดยเรียกตัวเองว่า “ข้าผู้น้อย” อยู่เสมอ โดยจะพูดออกมาในรูปประโยค เช่น ข้าผู้น้อยมิบังอาจ ข้าผู้น้อยผิดไปแล้ว ข้าผู้น้อยสมควรตาย หรือให้อภัยข้อผู้น้อยด้วยเถิด เป็นต้น 

จากตัวอย่างรูปประโยคดังกล่าวทำให้เห็นว่า “ข้าผู้น้อย” นอกจากจะถูกใช้เรียกแทนคนที่พูดแล้ว ยังเป็นการพูดด้วยความถ่อมตน หรือพูดกับผู้ที่มีฐานะเหนือกว่า ซึ่งอาจจะใช้อำนาจที่เหนือกว่านั้นให้คุณให้โทษแก่ผู้พูดอย่างไรก็ได้ อย่างไรก็ตาม คำว่า “ข้าผู้น้อย” นี้เป็นคำที่ชาวจีนในอดีตมักจะใช้กัน ปัจจุบันไม่ได้ใช้กันแล้ว

 คำว่า “ข้าผู้น้อย” ดังกล่าวมาจากคำจีนว่า เสี่ยวเหญิน (小人) แต่คำว่า เสี่ยวเหญิน นี้นอกจากจะมีความหมายและการใช้ตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ก็ยังมีอีกความหมายหนึ่งที่คนที่มิใช่ชาวจีนหรือคนที่อยู่นอกสังคมจีนไม่ค่อยรู้กัน ความหมายที่ว่าก็คือ คนทราม


คำว่า เสี่ยวเหญิน ที่หมายถึง คนทราม ในภาษาไทยนี้บางที่จะแปลว่า คนถ่อย ที่อาจดูแรงไปหน่อย ส่วนในภาษาอังกฤษคือคำว่า mean peoples โดยคำว่า mean ก็คือคำที่เรามักจะใช้ในความหมายที่ว่า หมายถึง ความหมาย หรือหมายความว่า เป็นส่วนใหญ่ ที่จะหมายถึง คนทราม มีใช้เป็นส่วนน้อย

ประเด็นคำถามต่อไปจึงมีว่า ถ้าเช่นนั้นแล้วคำว่า คนทราม หมายถึงอะไรหรือใคร?

สังคมจีนในอดีต คนทราม โดยทั่วไปจะหมายถึงคนที่มีอาชีพต่ำต้อยหรืออาชีพที่ไม่พึงปรารถนา เช่น อาชีพโสเภณี หญิงรับใช้ หรือหญิงที่มีอาชีพให้ความบันเทิง ซึ่งจัดเป็นประเภทหนึ่งของหญิงโสเภณี เพียงแต่มิได้ขายตัวดังโสเภณีทั่วไป

หากใช้อาชีพดังกล่าวเป็นเกณฑ์ก็จะเข้าใจต่อไปได้ว่า คนทราม เป็นคนที่มีพฤติกรรมที่สังคมไม่ยอมรับ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นพฤติกรรมเดียวกับหญิงโสเภณีหรือหญิงรับใช้เสมอไป แต่เป็นพฤติกรรมอื่นๆ ที่คนทั่วไปไม่ปฏิบัติกัน ซึ่งก็คือพฤติกรรมในเชิงลบนั้นเอง

ในเบื้องต้นถ้าจะให้เข้าใจได้โดยง่ายแล้วก็อาจอธิบายได้ว่า คนทราม ก็คือ คนที่ไม่ได้รับการขัดเกลาทางด้านจิตใจ หรือได้รับแต่ไม่ใส่ใจหรือไม่ให้ความสำคัญ เมื่อไม่ได้รับการขัดเกลาแล้วคนที่เป็น คนทราม จึงมักมีพฤติกรรมที่ต่างจากคนที่ได้รับการขัดเกลา

กล่าวคือ คนทรามจะเป็นคนที่ไม่มีมารยาท เช่น เวลาอยู่ร่วมโต๊ะอาหารกับบุคคลอื่นทีตนรู้จักก็ดีหรือไม่รู้จักก็ดี จะกินอาหารด้วยความตะกละตะกรามและมูมมาม เวลาตักกับข้าวก็จะตักแต่ในส่วนที่ดีของอาหารไปกินคนเดียว โดยไม่คิดแบ่งหรือเผื่อให้คนร่วมโต๊ะได้กิน หรือไม่ยกมือรับไหว้เมื่อมีคนยกมือไหว้ตน โดยที่ไม่เคยมีเหตุโกรธเคืองหรือรู้จักคนที่ไหว้มาก่อน เป็นต้น
นอกจากนี้ คนทรามมักจะเป็นคนที่ไม่เคารพประเพณีหรือธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ โดยคิดเห็นว่า ประเพณีหรือธรรมเนียมปฏิบัตินั้นเป็นเรื่องที่งมงาย โง่เง่า หรือไร้สาระ คนทรามจึงมีทัศนะที่ดูถูกเหยียดหยามการเซ่นไหว้บรรพชน การสักการะศาสดาทางศาสนาในโบสถ์วิหาร ไม่เห็นความสำคัญของหลักคำสอนต่างๆ ที่สอนให้คนประพฤติดีปฏิบัติดี

คนทรามจึงไม่เห็นบุญคุณของครูบาอาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชาให้แก่ตนโดยให้เหตุผลว่า ครูบาอาจารย์ได้รับเงินเดือนเป็นการตอบแทนไปแล้ว คนทรามบางคนบางกลุ่มไม่เห็นความสำคัญของความกตัญญูต่อพ่อแม่ โดยเห็นว่าพ่อแม่มีหน้าที่ที่จะต้องเลี้ยงดูตนที่เป็นลูกอยู่แล้ว เป็นต้น

จากตัวอย่างที่ยกมาจะเห็นได้ว่า คนทรามเป็นคนที่มีนิสัยหยาบกระด้าง ไร้น้ำใจ มีท่าทีที่เย่อหยิ่งจองหอง ไม่มีมารยาททางสังคม วางตนเหนือคนอื่นโดยคิดและเชื่อว่าตนฉลาดเหนือใครๆ ชอบดูถูกดูแคลนคนที่คิดต่างกับตนจนบางทีถึงกับด่าทอหรืออาฆาตมาดร้าย เป็นคนที่ไม่ยอมรับผิดเมื่อทำผิด หรือไม่ก็กล่าวโทษผู้อื่นหรือสิ่งอื่นแทน ฯลฯ

ถ้าเข้าใจพฤติกรรมที่กล่าวมาข้างต้นแล้วก็พอจะนึกออกว่า มีใครบ้างที่จัดเป็นคนทรามได้ แต่เพื่อให้เห็นภาพในที่นี้จะยกตัวอย่างมาสักสองสามตัวอย่าง

 คนแรกสุดคงหนีไม่พ้นประธานาธิบดีของสหรัฐฯ คือ โดนัลด์ ทรัมป์ ความเป็นคนทรามของทรัมป์เห็นได้บ่อยมากจนเรียกได้ว่า ทรัมป์คือต้นแบบของคนทรามก็ว่าได้ 

ทั้งนี้เราจะเห็นได้ว่า ทรัมป์เป็นผู้นำที่ไร้หลักการที่ไม่เคารพกติกาใดๆ ถึงแม้กติกานั้นมีสหรัฐฯ เป็นคนต้นร่างก็ตาม เช่น กติกาการค้าเสรี ที่ประเทศที่พัฒนาแล้วจะลดหย่อนภาษีให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา เพื่อให้ประเทศเหล่านี้ลืมตาอ้าปากได้ในอนาคต พอเป็นเช่นนี้สหรัฐฯ จึงดูหน้าใหญ่ใจโตด้วยการยอมที่จะเสียดุลการค้า แต่พอเสียดุลมากก็พาลหาเรื่องกล่าวหาประเทศเหล่านั้นว่าเอาเปรียบตน แล้วก็ประกาศขึ้นภาษีจากประเทศเหล่านั้นสูงๆ บางที่สูงถึง 100%

จนครั้งหนึ่งเขาถูกคนโห่ไล่เขาก็ยก “นิ้วกลาง” ใส่คนที่โห่ ทั้งที่เขาเป็นประธานาธิบดีที่พึงมีวุฒิภาวะและระงับอารมณ์ให้ได้มากกว่าคนอื่น หรือเรื่องที่เขาไม่พอใจคณะกรรมการรางวัลโนเบลไม่ให้รางวัลสาขาสันติภาพแก่เขา โดยไม่ดูชะโงกดูเงาตัวเองว่าได้ก่อสงครามในที่ใดขึ้นบ้าง เป็นต้น

ถัดมาเป็นตัวอย่างในประเทศไทยบ้าง ด้วยปัจจุบันที่มีสื่อสังคมที่แพร่หลายและสามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ (Digital Footprint) ต่างๆ ไว้ได้นั้น ทำให้เห็นพฤติกรรมของคนทรามได้ง่ายขึ้น ในที่นี้ขอยกตัวอย่างคลิปหนึ่งซึ่งเป็นเหตุการณ์บนท้องถนน ซึ่งรถที่ประสบเหตุบันทึกได้คือ ในขณะขับรถอยู่ดีๆ จู่ๆ ก็มีรถกระบะคันหนึ่งไม่รู้โผล่มาจากไหนวิ่งเข้ามาหาเรื่องตน

รถกระบะขับรถเยี่ยงอันธพาลโดยปาดหน้า หยุดรถกะทันหัน ขับจี้ท้าย หรือขับเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา ฯลฯ เรียกได้ว่า สารพัดจะหาเรื่อง แต่รถคันดังกล่าวก็ใจเย็นและยังคงขับรถอย่างระมัดระวังต่อไป

จนมาถึงช่วงหนึ่ง รถอันธพาลก็พลาดท่าเมื่อขับโดยหมายที่จะแกล้งแซงปาดหน้า แต่รถเกิดการเฉี่ยวชนขึ้นมาจนได้ ซึ่งเห็นได้ชัดว่ารถอันธพาลผิดเต็มประตู แต่สิ่งที่เหนือความคาดคิดก็คือ เจ้าของรถอันธพาลที่ลงจากรถมาพบกับเจ้าของรถที่ถูกตนเฉี่ยวชนแทนที่จะพูดขอโทษ ก็กลับกล่าวหารถคันที่ถูกชนว่า ไร้น้ำใจ ที่ไม่ให้ตนแซง

การขับรถที่ไร้มารยาทของเขาซึ่งสะท้อนความเป็นคนทรามของเขาได้มากพอแล้ว แต่ก็ยังไม่หนักเท่ากับที่เขายังกล้าพูดอย่างไร้ยางอายว่าคนอื่นไร้น้ำใจ

 ส่วนการเมืองซึ่งเป็นตัวอย่างที่ใหญ่ขึ้นไปอีกนั้นเห็นได้ง่ายกว่า เช่น นักการเมืองถูกจำคุกด้วยได้กระทำผิดร้ายแรง แต่ก็ยังบังอาจบอกว่าตัวเองถูกยัดข้อหา หรือพรรคการเมืองของตัวเองถูกยุบเพราะทำผิดกฎหมายก็บอกว่า พรรคของตัวเองถูกกลั่นแกล้ง หรือคนในพรรคด้อยค่าทหาร พอทหารสร้างวีรกรรมข้นมาจนเป็นที่กล่าวขานก็ออกมาแก้ตัวพัลวันว่า ตนไม่เคยด้อยค่าทหาร ฯลฯ 

สังคมจีนจึงจัดคนทรามเป็นคน “หน้าด้านใจดำ” (โฮ่วเอี๋ยนอู๋ฉื่อ, 厚颜无耻, Thick and Black) ซึ่งหากได้คนทรามมาเป็นครองเมืองแล้ว สังคมก็จะเสื่อมถอยและวุ่นวาย หรืออาจถึงขั้นนองเลือด ในขณะที่สังคมไทยส่วนหนึ่งกลับยกย่องคนทราม ไม่เว้นแม้แต่สื่อบางสำนักบางคน

 ชะรอยสังคมไทยกำลังจะเข้าสู่ยุคของคนทราม? 


กำลังโหลดความคิดเห็น