คนแคระบนบ่ายักษ์
ไชยันต์ ไชยพร
หลังจากที่พรรค the Hats ได้เสียงข้างมากในสภาฐานันดรในปี ค.ศ. 1739 ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจครั้งใหญ่ในการเมืองสวีเดน เพราะรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 ได้ออกแบบให้อำนาจสูงสุดอยู่ที่สภาฐานันดร ซึ่งมีอำนาจในการแต่งตั้งประธานสภาบริหารและคณะกรรมาธิการต่างๆในสภาฐานันดร โดย เฉพาะคณะกรรมาธิการลับที่มีอำนาจในการกำหนดนโยบายในด้านความมั่นคงทั้งกิจการภายในและต่างประเทศ รวมทั้งการกำหนดตัดสินการสืบราชสันตติวงศ์
ที่ผ่านมา การเมืองในสมัยของ Horn ที่แม้ว่าจะอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน แต่อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า Horn เป็นนักการเมืองแบบไม่แบ่งก๊กแบ่งฝ่าย ไม่แยกเขาแยกเรา หรือในศัพท์รัฐศาสตร์จะเรียกการเมืองแบบนี้ว่า “non-partisan politics” ทำให้ไม่เกิดการแบ่งฝักฝ่ายจนพัฒนากลายเป็นความขัดแย้งที่เข้มข้นรุนแรง แต่ตั้งแต่ ค.ศ. 1731 ที่เริ่มมีการรวมกลุ่มเพื่อคัดค้านนโยบายและรัฐบาลภายใต้การนำของ Horn การเมืองแบบฝักฝ่ายภายใต้ the Hats ก็เริ่มก่อตัวขึ้นในสวีเดน และจากปัจจัยต่างๆที่ได้กล่าวไปข้างต้นส่งผลให้พรรค the Hats ชนะการเลือกตั้งและครองเสียงข้างมากในสภาฐานันดร นำไปสู่การเล่นงานฝ่ายตรงข้ามโดยการใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญถอดถอนและแต่งตั้งคนในฝ่ายของตนเข้าไปดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
จากการต่อสู้ทางการเมืองแบบฝักฝ่าย (partisan politics) ของ the Hats ทำให้นักการเมืองที่ไม่ได้สังกัดกับ the Hats หลีกเลี่ยงไม่ได้และจำเป็นต้องหันมารวมตัวกันเป็นพรรคการเมืองเพื่อความอยู่รอดและการยืนยันในนโยบายของฝ่ายตน ส่งผลให้เกิดพรรค the Caps ขึ้นในที่สุด และหลังจากนั้น การเมืองสวีเดน ตั้งแต่ ค.ศ. 1738 จนถึง ค.ศ. 1772 ดำเนินไปภายใต้ความขัดแย้งที่รุนแรงแบบ “ทีใครทีมัน” ที่อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญในการเล่นงานคู่ต่อสู้ทางการเมือง
ในส่วนของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ถูกลดทอนพระราชอำนาจทั้งตามรัฐธรรมนูญและภายใต้เงื่อนไขทางการเมืองที่ทั้ง the Hats และ the Caps ต่างต้องการมีอำนาจเหนือสถาบันพระมหากษัตริย์และพยายามที่จะใช้เงื่อนไขของอำนาจสูงสุดที่สภาฐานันดรในการบริหารราชการแผ่นดินตามเจตจำนงของตน ทำให้ทางฝ่ายสถาบันพระมหากษัตริย์และกลุ่มการเมืองที่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และไม่พอใจการเมืองแบบฝักฝ่าย ไม่ว่าฝ่ายไหนจะมีอำนาจก็ตาม พยายามที่จะหาทางรื้อฟื้นพระราชอำนาจให้กลับคืนมา
โดยกลุ่มคนดังกล่าวนี้ถูกเรียกว่า “กลุ่มเจ้า” ได้ร่วมมือกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองและในที่สุดก็ได้พยายามทำรัฐประหารในปี ค.ศ. 1756 แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ต่อฝ่ายรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม ในแต่ละช่วงการเมืองหลัง ค.ศ. 1738 การต่อสู้ขับเคี่ยวทางการเมืองระหว่างพรรค the Hats และ the Caps ได้มีการดึงเอาสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์ก็ดี หรือการอิงแอบกับสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ดี โดยเฉพาะในยามที่พรรคใดพรรคหนึ่งเป็นรองทางการเมือง ขณะเดียวกัน ในการความพยายามที่จะรื้อฟื้นพระราชอำนาจของฝ่ายสถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันพระมหากษัตริย์ก็พยายามที่จะประสานประโยชน์ร่วมกับพรรคใดพรรคหนึ่งที่เป็นรองและก็ต้องการอิงแอบกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในการลดทอนอำนาจทางการเมืองของอีกฝ่ายหนึ่ง โดยต่างมีข้อตกลงที่จะแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันและกัน ไม่ว่าจะเป็นการให้การสนับสนุนพรรคให้ได้รับความนิยมจากประชาชน หรือพรรคให้การสนับสนุนหรือสัญญาว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อขยายพระราชอำนาจ
ในปี ค.ศ. 1738 ตามมติของสภาฐานันดร พระเจ้าเฟดริกที่หนึ่งได้ทรงแต่งตั้ง Gylllenborg ให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาบริหารต่อจาก Horn ที่ได้ลาออกไป และจากนั้น นโยบายต่างประเทศของสวีเดนที่มุ่งสันติภาพก็ได้แปรเปลี่ยนมานโยบายต่างประเทศที่แข็งกร้าวดุดัน และ Gyllenborg ในฐานะประธานสภาบริหารและ Gustav Tessin ในฐานะประธานสภาฐานันดร (Marshal) ได้กลายเป็นผู้นำกลุ่มอภิชนฝ่าย “the Hats” และครองอำนจทางการเมืองในสวีเดนอย่างแท้จริง แต่ Gyllenborg เสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 1746 Tessin จึงกลายเป็นผู้นำที่ทรงอำนาจทางการเมืองและเป็นผู้นำของ the Hats เต็มตัว
Gustav Tessin (1695-1770) เกิดที่สตอคโฮล์ม บิดามาจากตระกูลพ่อค้า (burghers) ที่มีบรรพบุรุษที่มีความสามารถพิเศษสูงในทางศิลปะ การออกแบบ สถาปัตยกรรมและรวมทั้งทางการเมืองด้วย ส่วนมารดามาจากตระกูลอภิชน บรรพบุรุษทางสายมารดาสืบเชื้อสายมาจากเจ้าหญิงแห่ง Brunswick-Luneburg จากที่เขามีเถือกเถาวงศ์วารที่ผสมผสานดังกล่าวนี้ จึงมีผู้มองว่า เขาเป็นชนชั้นล่างที่อยากจะไต่เต้าเป็นอภิชนชั้นสูงจริงๆ
เขาได้เริ่มต้นเข้าสู่เส้นทางการเมืองในปี ค.ศ. 1723 โดยเป็นสมาชิกในกลุ่ม Holstein ที่สนับสนุน Duke Carl Frederick of Holstein ให้เป็นองค์รัชทายาทบัลลังก์สวีเดน ต่อมาในปี ค.ศ. 1725 เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นทูตประจำเวียนนา และสามารถขัดขวางแผนการของ Arvid Horn ที่จะให้สวีเดนเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับแฮนโนเวอร์ (Hanoverian Alliance) เพื่อต่อต้านรัสเซีย
ในช่วงสมัยประชุมสภาฐานันดร ค.ศ. 1726-27 และ 1731 เขาได้ต่อต้านรัฐบาลภายใต้ Horn อย่างรุนแรง และจากความสามารถในการพูด ไหวพริบ และบุคลิกภาพของเขา ทำให้เขาเป็นหนึ่งในแกนนำคนสำคัญของกลุ่มที่ต่อมาได้กลายเป็นพรรคการเมืองที่ชื่อ the Hats และจากปี ค.ศ. 1735-36 เขาได้เป็นทูตที่เวียนนาอีกครั้งหนึ่ง และในช่วงการประชุมสภาฐานันดร ค.ศ. 1738 จากชัยชนะของพรรค the Hats ทำให้เขาได้รับแต่งตั้งเป็นประธานสภาฐานันดร และมีบทบาทสำคัญมากที่สุดในการโค่นล้มรัฐบาลของ Horn ในปีเดียวกันนั้น เขาได้เคยเป็นทูตประจำกรุงปารีส ทำให้เขาชื่นชมยกย่องในศิลปะวัฒนธรรมของฝรั่งเศส และรื้อฟื้นความสัมพันธ์ดั้งเดิมที่เคยมีมาระหว่างฝรั่งเศสและสวีเดนซึ่งสะดุดหยุดไปเป็นเวลาถึงกว่าหกสิบปี ทำให้เขาเป็นผู้นำ the Hats ที่นิยมฝรั่งเศสและมีสายสัมพันธ์กับฝรั่งเศสเป็นอย่างดี
กล่าวได้ว่า การเมืองสวีเดนในยุคของ the Hats เป็นการเมืองแบบฝักฝ่าย (partisan politics) และมีการใช้กลไกรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือทางการเมือง
การเมืองการปกครองสวีเดนก่อนหน้านี้ นั่นคือ ระหว่าง ค.ศ. 1720-1738 ที่สวีเดนอยู่ภายใต้รัฐบาลที่นำโดย Horn กล่าวได้ว่า สาระสำคัญที่เป็นแก่นแท้ของโครงสร้างสัมพันธภาพทางอำนาจในรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 ยังไม่ได้คลี่คลายให้เห็นเป็นจริงออกมา ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องปกติของระเบียบ กฎหมายหรือรัฐธรรมนูญใหม่ ที่กว่าจะเผยให้เห็นถึงศักยภาพและพลังที่เป็นแก่นกลไกสำคัญ ก็ต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง เพราะในช่วงแรกของการบังคับใช้ ผู้คนอาจจะยังไม่เคยชินกับกฎกติกาใหม่ๆ อีกทั้งภายใต้การนำของ Horn อำนาจ อิทธิพลและบารมีในตัวของเขาดูจะมีอิทธิพลมากพอที่จะควบคุมสถานการณ์ทางการเมืองต่างๆ ไว้ได้
จากบุคลิกภาพ อำนาจบารมีและความสามารถส่วนตัวของ Horn ทำให้สภาบริหารมีบทบาทอันทรงอันอำนาจและเป็นบทบาทแบบที่ไม่เคยมีในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์จนกระทั่งทศวรรษ 1730 สภาบริหารภายใต้ Horn บริหารราชการแผ่นดินด้วยอำนาจวินิจฉัยอันกว้างขวาง (wide discretionary powers) ในหมู่สมาชิกสภาบริหาร (riksdagar) และสมาชิกของสภาบริหารมักจะดำรงแต่งตั้งตลอดชีพโดยหลักการ กระนั้น ในช่วงต้นๆหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 สมาชิกสภาบริหารเป็นตัวแทนของฝ่ายที่ครองอำนาจนำ (dominant faction) ในสภาฐานันดร ซึ่ง Horn สามารถได้รับการสนับสนุนจากเสียงส่วนใหญ่ในสภาฐานันดรมาตลอดตั้งแต่ ค.ศ. 1720-1738
แต่ในปี ค.ศ. 1738 เมื่อเสียงข้างมากในสภาฐานันดรได้เปลี่ยนแปลงจากที่เคยเป็นพวกที่สนับสนุนเขามาเป็นพรรค the Hats หลักการในรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 ที่ว่า สมาชิกสภาบริหารเป็นกลไกหรือเครื่องมือของสภาฐานันดรผ่านการที่สมาชิกสภาบริหารเป็นตัวแทนของฝ่ายที่ครองอำนาจนำ (dominant faction) ในสภาฐานันดร ก็ได้รับการยืนยันอย่างหนักแน่นอีกครั้ง เมื่อ the Hats ขึ้นสู่อำนาจ the Hats ได้กล่าวหา สมาชิกส่วนใหญ่ในสภาบริหารที่เป็นพวกของ Horn หรือ “the old Caps” ในข้อหาใช้อำนาจผิดรัฐธรรมนูญ นั่นคือ ใช้อำนาจก่อนจะได้รับอนุญาตจากคณะกรรมาธิการ ส่ง “the Hats” ใช้เสียงข้างมากในสภาฐานันดรถอดถอน (licentiering) บุคคลเหล่านั้น และได้ลงมติแต่งตั้งอภิชนของ “the Hats” เข้าไปดำรงตำแหน่งแทน
การถอดถอน (licentiering) สมาชิกสภาบริหารที่ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 ให้เป็นอำนาจของสภาฐานันดรนั้นเพราะผู้ร่างรัฐธรรมนูญต้องการให้อำนาจสูงสุดอยูที่สภาฐานันดร ภายใต้หลักการรัฐสภานิยม (parliamentarism) ภายใต้อำนาจของอภิชน อันทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญอภิชนาธิปไตย (aristocratic constitutionalism) และการถอดถอนสมาชิกสภาบริหารโดยที่ประชุมสภาฐานันดร ค.ศ. 1738 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้กระบวนการถอดถอนเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ “the Hats” ใช้ “เล่นงาน” คู่แข่งหรือฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง และแต่งตั้งคนในฝ่ายของตนเข้าไปใช้อำนาจสภาบริหารต่อไปอีกเป็นเวลาถึงเกือบยี่สิบปี
(โปรดติดตามตอนต่อไป)


