xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อพรรคการเมืองกลายเป็นซากดึกดำบรรพ์ในโลกที่พลิกผัน/ Phichai Ratnatilaka Na Bhuket

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



"ปัญญาพลวัตร"
"ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"

 ในยุคที่โลกกำลังถูกกำหนดใหม่ด้วยความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตภูมิอากาศ และการปฏิวัติดิจิทัล พรรคการเมืองไทยจำนวนมากกลับดูเหมือนฟอสซิลที่ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในพิพิธภัณฑ์ของความทรงจำ ไม่ใช่ว่าบุคคลในพรรคเหล่านั้นจะขาดคุณธรรมหรือสติปัญญา แต่เป็นเพราะ DNA ทางการเมืองของพวกเขาถูกเข้ารหัสไว้สำหรับโลกที่ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว นี่ไม่ใช่เพียงความล้มเหลวของบุคคล แต่เป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างของสถาบันทางการเมืองที่ไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับความซับซ้อนของศตวรรษที่ 21


ปรากฏการณ์นี้เป็น “การยึดติดกับกรอบกระบวนทัศน์แบบเก่า” ที่ทำให้สถาบันทางการเมืองไม่สามารถมองเห็นโลกในรูปแบบใหม่ได้ นี่คือช่วงเวลาของ “วิกฤตเชิงการเปลี่ยนผ่าน” ที่ระบบเก่ากำลังสูญเสียความชอบธรรม แต่ระบบใหม่ยังไม่เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ ในพื้นที่สลัวของการเปลี่ยนผ่านนี้ พรรคการเมืองแบบเก่ายังคงดำเนินอยู่ด้วยตรรกะที่หมดสภาพความเป็นเครื่องมือไปนานแล้ว

พรรคการเมืองแบบเก่าในไทยยังคงดำเนินอยู่บนพื้นฐานของ “อำนาจแบบดั้งเดิม” (traditional authority) ที่หล่อหลอมด้วยเครือข่ายความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ (patronage networks) โครงสร้างนี้ประกอบด้วยชั้นของอำนาจที่ซ้อนทับกัน ตั้งแต่ “บ้านใหญ่” ในระดับชาติ ลงไปสู่ “หัวคะแนน” ในระดับท้องถิ่น และสุดท้ายคือประชาชนที่ถูกมองเป็นเพียง “ฐานคะแนนเสียง” ที่ต้องถูกเลี้ยงดู รักษา และระดมให้มาลงคะแนนในวันเลือกตั้ง

ในระบบนี้ ประชาชนไม่ได้ถูกมองในฐานะ “พลเมือง” (citizens) ที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย แต่ถูกมองเป็น “ผู้รับการอุปถัมภ์” หรือ “ผู้รับการสงเคราะห์” ที่ต้องมีความกตัญญูและภักดีต่อผู้มีพระคุณทางการเมือง การเปลี่ยนแปลงจากระบบอุปถัมภ์ไปสู่ระบบนโยบาย (from patronage to policy) จึงไม่เพียงต้องการการปฏิรูปเชิงกลไก แต่ต้องการการปฏิวัติทางความคิดที่พลิกโฉมความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับผู้ตามอย่างถึงรากถึงโคน

สิ่งที่น่าสนใจคือนโยบายในระบบนี้กลายเป็นเพียง “สัญลักษณ์ทางการเมือง” (political signifiers) มากกว่า “แผนแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง” (structural solutions) นโยบายถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดคะแนนเสียง สร้างภาพลักษณ์ หรือตอบสนองกลุ่มผลประโยชน์ในระยะสั้น มากกว่าที่จะถูกพัฒนาจากการวิเคราะห์ปัญหาอย่างจริงจังและการออกแบบวิธีแก้ไขที่ยั่งยืน นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “ภาวะที่เหตุผลเชิงเครื่องมือ” (instrumental reason) ครอบงำเหตุผลเชิงสื่อสาร (communicative reason) ที่ทำให้การเมืองเสื่อมจากการแสวงหาความจริงและความดีงามร่วมกัน กลายเป็นการบงการเพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มที่ยึดครองอำนาจ

 หนึ่งในลักษณะที่โดดเด่นที่สุดของพรรคการเมืองแบบเก่าคือการมี “เจตจำนงเพื่อการเอาตัวรอด” (will to survive) มากกว่า “เจตจำนงที่จะดำรงอยู่อย่างมีความหมาย” (will to exist meaningfully) ซึ่งการตัดสินใจทางการเมืองส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยคำถามว่า “อะไรดีที่สุดสำหรับประเทศ” หรือ “อะไรที่ดีที่สุดสำหรับประชาชน” แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยคำถามที่ว่า "อะไรจะทำให้พรรคของเรารอดพ้นจากมรสุมหรือวิกฤตที่กระหน่ำเข้ามาไปได้" หรือ “อะไรที่ทำให้พรรคเราได้คะแนนนิยมเพิ่ม” พรรคเหล่านี้จะไม่สนใจว่าจะต้องก่อสงครามหรือไม่ หากทำให้พวกเขาได้คะแนน พวกเขาก็พร้อมที่จะทับถมเรือนร่างที่สิ้นชีพของบรรดาลูกชาวบ้านที่ต้องไปเป็นทหารและรบตามคำสั่ง

การรักษาอำนาจเฉพาะหน้า การประคองรัฐบาลผสมที่เปราะบาง และการหลีกเลี่ยงการปะทะกับชนชั้นนำเดิมกลายเป็นกฎทองของการอยู่รอด ในตรรกะนี้ การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นระบบภาษีที่ยุติธรรม การลดบทบาททางการเมืองของกองทัพ การปฏิรูประบบราชการ หรือการทำลายทุนผูกขาด ล้วนถูกมองว่าเป็น “ความเสี่ยงทางการเมืองที่ไม่คุ้มค่า” เพราะอาจสร้างศัตรูใหม่หรือทำให้เสียฐานเสียงเดิม

ในสถานการณ์วิกฤตที่สิ่งเก่ากำลังตาย แต่สิ่งใหม่ยังไม่สามารถเกิดได้ อาการป่วยต่าง ๆ ก็เกิดขึ้น พรรคการเมืองแบบเก่าคือตัวแทนของ “สิ่งเก่าที่กำลังตาย” แต่ยังคงยึดติดกับอำนาจด้วยการเลี่ยงทุกรูปแบบของการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ผลที่ตามมาคือประเทศไทยต้องจ่ายราคาในรูปของโอกาสที่สูญเสีย การปฏิรูปที่ไม่เคยเกิดขึ้น และปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี

ประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 กำลังเผชิญกับ “สังคมแห่งความเสี่ยง” (risk society) ที่ปัญหาไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความยากจนหรือการขาดแคลนทรัพยากร แต่เป็นเรื่องของความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง การหยุดชะงักจากเทคโนโลยี วิกฤตภูมิอากาศ สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว และกับดักหนี้ครัวเรือนที่กลายเป็นระบบ ปัญหาเหล่านี้ต้องการการคิดแบบ “ระบบ” (systems thinking) การวางแผนระยะยาว และการแทรกแซงที่หลากหลายมิติพร้อมกัน

 แต่พรรคการเมืองแบบเก่ายังคงใช้เครื่องมือแบบเก่าที่มีเพียง “การแจกเงินเฉพาะหน้า” และ “โครงการตามฤดูกาลเลือกตั้ง” เป็นคลังแสง นี่เหมือนกับการพยายามรักษาโรคมะเร็งด้วยยาแก้ปวด อาจช่วยบรรเทาอาการได้ชั่วคราว แต่ไม่ได้แตะต้นรากเหง้าของปัญหา ความเหลื่อมล้ำไม่ได้เกิดจากการที่คนยากจนไม่มีเงินใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่ผลิตซ้ำความไม่เท่าเทียม จากระบบภาษีที่ไม่ยุติธรรม จากการศึกษาที่สร้างช่องว่างมากกว่าสะพาน และจากระบบสุขภาพที่แบ่งแยกตามชนชั้น

อันตรายของ “การไร้ความคิด” (thoughtlessness) ในทางการเมือง ซึ่งหมายถึงการกระทำโดยไม่ได้ใช้ความสามารถในการตัดสิน (judgment) อย่างแท้จริง พรรคการเมืองแบบเก่าตกอยู่ในกับดักของการทำตาม “สคริปต์เก่า” โดยไม่ได้หยุดคิดว่าโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว และสคริปต์เหล่านั้นอาจไม่ได้ผลอีกต่อไป การแจกเงินอาจได้คะแนนเสียง แต่ไม่ได้สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โครงการโครงสร้างพื้นฐานอาจสร้างงาน แต่ถ้าไม่คำนึงถึงความยั่งยืนก็อาจสร้างหนี้สาธารณะและปัญหาสิ่งแวดล้อมตามมา




 หนึ่งในความขัดแย้งที่ลึกซึ้งที่สุดของพรรคการเมืองแบบเก่าคือพวกเขาเรียกร้องประชาธิปไตยสำหรับประเทศ แต่ปฏิเสธประชาธิปไตยภายในพรรคของตัวเอง “กฎเหล็กของคณาธิปไตย” (iron law of oligarchy) ที่ว่าทุกองค์กรแม้จะเริ่มต้นด้วยอุดมคติประชาธิปไตย ก็มักจะกลายเป็นการปกครองโดยกลุ่มคนเล็ก ๆ ในที่สุด พรรคการเมืองไทยหลายพรรคดูเหมือนจะพิสูจน์กฎนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

การไม่เปิดพื้นที่ให้สมาชิกกำหนดนโยบาย การไม่ฟังเสียงคนรุ่นใหม่ และการไม่ยอมรับการตรวจสอบจากสาธารณะ ล้วนสะท้อนความกลัวอย่างลึกซึ้งต่อการสูญเสียการควบคุม นี่คือ “อำนาจแบบวินัย” (disciplinary power) ที่พยายามควบคุมไม่เพียงพฤติกรรม แต่ยังรวมถึงความคิดและความปรารถนาของคนในองค์กร การที่พรรคการเมืองกลัวความคิดอิสระของสมาชิกของตัวเองนั้นเผยให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้เชื่อในหลักการของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แต่เพียงใช้มันเป็นเครื่องมือในการแย่งชิงอำนาจเท่านั้น

พื้นที่สาธารณะที่ประชาชนสามารถเข้ามาอภิปรายและตัดสินประเด็นทางการเมืองร่วมกันอย่างมีเหตุผล แต่พรรคการเมืองแบบเก่ากลับพยายามจำกัดพื้นที่นี้ให้แคบที่สุด โดยให้มีเพียงแกนนำเท่านั้นที่มีสิทธิ์คิด วางแผน และตัดสินใจ การมีส่วนร่วมของสมาชิกส่วนใหญ่ถูกจำกัดให้อยู่ในรูปแบบของการเชียร์ การทำตาม และการนำนโยบายที่คิดไว้แล้วไปประกาศให้ประชาชนทราบ ไม่ใช่การมีส่วนร่วมในกระบวนการคิดและกำหนดทิศทางร่วมกันอย่างแท้จริง

ความแตกต่างระหว่าง “การปกครอง” (ruling) กับ “การบริหารปกครอง” (governing) โดยการปกครองคือการใช้อำนาจรัฐเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือกลุ่ม ในขณะที่ “การบริหารปกครอง” คือการใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์สาธารณะ พรรคการเมืองแบบเก่าในไทยมักจะหลงลืมความแตกต่างนี้ หรือแย่กว่านั้นคือจงใจเลือนเส้นแบ่งระหว่างสองสิ่งนี้ให้พร่ามัว

รัฐในมุมมองของพวกเขาไม่ใช่ “กลไกที่สร้างประโยชน์เพื่อสาธารณะ” แต่เป็นรางวัลที่ได้มาจากการชนะการเลือกตั้ง ที่สามารถนำมาใช้เพื่อเอื้อพวกพ้อง แจกตำแหน่ง และควบคุมงบประมาณ ตำแหน่งในรัฐไม่ได้ถูกมองเป็น “ภาระรับใช้สาธารณะ” (public service) แต่เป็น “สินจ้างทางการเมือง” (political spoils) ที่ต้องแบ่งปันให้กับผู้สนับสนุน พันธมิตร และคนในเครือข่าย การแบ่งสรรตำแหน่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถหรือความเหมาะสม แต่ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ทางการเมืองและการต่อรอง

ผลที่ตามมาของการมองรัฐเป็นทรัพย์สินส่วนตัวนี้คือประเทศ “โตช้า แต่ความเหลื่อมล้ำโตเร็ว" งบประมาณแผ่นดินไม่ได้ถูกใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพของประชาชน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น หรือสร้างระบบสวัสดิการที่ครอบคลุม แต่ถูกใช้เพื่อเลี้ยงระบบอุปถัมภ์ โครงการที่สร้างผลประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนที่สนับสนุน และการซื้อความภักดีทางการเมืองในระยะสั้น สิ่งเหล่านี้เป็นการใช้ “ทุนของรัฐ” (state capital) เพื่อสะสม “ทุนทางการเมือง” (political capital) ส่วนตัว มากกว่าการใช้เพื่อสร้าง “ทุนทางสังคม” (social capital) ที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

พรรคการเมืองแบบเก่าไม่ได้ล้มเหลวเพราะแพ้การเลือกตั้ง บางพรรคกลับชนะการเลือกตั้งและมีส่วนในรัฐบาลอยู่เสมอ พวกเขาล้มเหลวในความหมายที่ลึกซึ้งกว่า คือการไม่สามารถตอบโจทย์ของยุคสมัย ไม่กล้าเปลี่ยนตัวเองให้ทันกับความซับซ้อนของปัญหา และไม่เต็มใจที่จะยอมรับว่าโลกได้เปลี่ยนไปแล้วและต้องการรูปแบบการเมืองที่แตกต่างออกไป

การวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณอาจทำให้เราเห็นความสิ้นหวังของสถานการณ์ปัจจุบัน แต่เจตจำนงทางการเมืองควรยังคงเชื่อในความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลง หากประชาชนต้องการรัฐที่โปร่งใส นโยบายที่แก้ปัญหาจริง และการเมืองที่เคารพศักดิ์ศรีของพลเมือง พวกเขาจะต้องเข้าใจว่าการเมืองแบบเก่าไม่สามารถนำพาไปสู่จุดนั้นได้ เพราะมันถูกออกแบบมาเพื่อรักษาอำนาจ ไม่ใช่เพื่อสร้างอนาคต

ทางออกไม่ได้อยู่ที่การรอคอยให้พรรคการเมืองแบบเก่าเปลี่ยนใจ แต่อยู่ที่การสร้างพื้นที่ทางการเมืองใหม่ที่มีหลักการแตกต่างออกไป พื้นที่ที่ประชาชนไม่ใช่เพียงฐานคะแนนเสียงแต่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง ที่นโยบายไม่ใช่เครื่องมือหาเสียงแต่เป็นผลจากการอภิปรายสาธารณะอย่างมีเหตุผล ที่การปฏิรูปไม่ใช่ความเสี่ยงที่ต้องหลีกเลี่ยงแต่เป็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ และที่รัฐไม่ใช่ทรัพย์สินที่ต้องแย่งชิงแต่เป็นเครื่องมือที่ต้องใช้เพื่อประโยชน์สุขของมหาชน

 ประวัติศาสตร์ไม่ได้มีเส้นทางที่กำหนดไว้ล่วงหน้า อนาคตทางการเมืองของเราขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกจะยอมรับความล้มเหลวของระบบเก่าและกล้าที่จะสร้างสิ่งใหม่หรือไม่ ในความหมายนี้ วิกฤตของพรรคการเมืองแบบเก่าไม่ใช่เพียงปัญหา แต่อาจเป็นโอกาสสำหรับการเริ่มต้นใหม่ที่แท้จริง


กำลังโหลดความคิดเห็น