xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

เศรษฐกิจแย่แต่แบงก์กำไรพุงกาง ย้อนหลัง 5 ปีอู้ฟู่ไม่มีแผ่ว ราคาทองพุ่งโหมไฟเรียกเม่า

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -ผลกำไรสุทธิของ 11 แบงก์พาณิชย์ งวดปี 2568 รวมกันประมาณ 265,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้น 9,297 ล้านบาท หรือประมาณ 3.63% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ถือว่าไม่แผ่วเลยแม้แต่น้อย โดยกำไรอู้ฟู่กันอย่างหนักนี้ยังคงมาจากส่วนต่างดอกเบี้ยเป็นหลัก คือกดดอกฝากต่ำ รีดดอกกู้สูง แม้ว่ารายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะลดลงจากการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงก็ตาม
แบงก์ที่เป็นแชมป์ทำกำไรมากสุดเป็นอันดับหนึ่ง คือ กสิกรไทย (KBANK) 49,564 ล้านบาท ลดลง 0.07% ตามมาด้วย กรุงไทย (KTB) 48,228 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.49%, เอสซีบีเอกซ์ (SCB) 47,487 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.06%, กรุงเทพ (BBL) 46,006 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.75%, กรุงศรีอยุธยา (BAY) 31,738 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 6.86%, ทหารไทยธนชาต (TTB) 20,639 ล้านบาท ลดลง 1.86%,

ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) 6,658 ล้านบาท ลดลง 3.52%, กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) 5,912 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.53%, ไทยเครดิต (CREDIT) 4,016 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.82%, แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล (LHFG) 2,885 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41% และซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) 2,257 ล้านบาท ลดลง 20.86%

สรุปภาพรวมในปี 2568 ที่ผ่านมา ธนาคารส่วนใหญ่ยังสามารถรักษาการเติบโตได้ แม้เศรษฐกิจจะมีความท้าทายจากหนี้เสียที่เพิ่มขึ้น โดย KBANK ครองแชมป์กำไรสูงสุด ส่วน LHFG มีอัตราการเติบโตของกำไรสูงสุดโดยพุ่งขึ้นถึง 40%

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ในปี 2568 ธนาคารมีกำไรอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน เป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง การเติบโตของสินเชื่อชะลอตัว แต่มีรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น

ส่วนบริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ระบุการเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิมาจากการเพิ่มขึ้นของกำไรจากเงินลงทุนและรายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเติบโตของกำไรจากธุรกิจบริการทางการเงินดิจิทัล ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลงหลังจากการขายธุรกิจ Robinhood ในปี 2567 ส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ มีจำนวน 119,117 ล้านบาท ลดลง 8.0% จากปีก่อน จากการลดลงของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้งภายในปี 2568 และสินเชื่อโดยรวมที่ลดลง 2.1%

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัวราว 2.0% ต่ำกว่าศักยภาพ และเผชิญปัญหามาตรการภาษีทรัมป์ หนี้ครัวเรือนสูง ภัยพิบัติรุนแรง ความขัดแย้งแนวชายแดน อาชญากรรมไซเบอร์ ท่ามกลางบริบทดังกล่าว แบงก์จึงต้องดำเนินการธุรกิจด้วยความรอบคอบ

หากวิเคราะห์ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แบงก์พาณิชย์ยังทำกำไรได้ดี แม้ว่าเศรษฐกิจไทยโดยภาพรวมมีอัตราเติบโตต่ำกว่าศักยภาพนั้น มาจากปัจจัยเชิงโครงสร้างและการบริหารจัดการ แรกสุด คือ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin - NIM) ที่ทรงตัวในระดับสูง แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่ธนาคารสามารถรักษา NIM ไว้ได้ดี โดยช่วงที่ผ่านมาอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับที่เอื้ออำนวยต่อธนาคาร เมื่อดอกเบี้ยนโยบายขาขึ้นแบงก์มักปรับดอกเบี้ยเงินกู้เร็วกว่าดอกเบี้ยฝาก ขณะเดียวกันแบงก์มีต้นทุนเงินฝากต่ำ โดยมีสัดส่วนเงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์ซึ่งมีดอกเบี้ยต่ำมากในสัดส่วนที่สูง ทำให้ต้นทุนการเงินไม่พุ่งสูงตามรายได้ดอกเบี้ย

สอง การบริหารจัดการหนี้เสีย (NPL) แบงก์ไม่ได้ปล่อยให้ NPL พุ่งสูงตามภาวะเศรษฐกิจ แต่ใช้กลยุทธ์เชิงรุกเพื่อรักษาฐานกำไร รวมทั้งมีการโอนขายหนี้เสียออกไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดภาระการตั้งสำรอง และการตัดหนี้ที่ค้างชำระนาน ๆ ออกจากงบดุล ช่วยให้ตัวเลข NPL ดูลดลงและลดภาระการตั้งสำรองใหม่ หลายธนาคารยังตั้งสำรองล่วงหน้าไว้สูงมากในช่วงโควิด เมื่อสถานการณ์คลี่คลายจึงไม่จำเป็นต้องตั้งสำรองในอัตราสูงเท่าเดิมส่งผลให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น

สาม แบงก์ยังเพิ่มประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี เช่น การลงทุนใน Digital Banking เริ่มออกดอกผลชัดเจนในปี 2568 มีการลดจำนวนสาขาและพนักงานหน้าเคาน์เตอร์ลงอย่างต่อเนื่อง ช่วยลดอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ และมีรายได้จากค่าธรรมเนียมดิจิทัล แม้ค่าธรรมเนียมการโอนจะหายไป แต่ธนาคารทดแทนด้วยค่าธรรมเนียมจากการขายประกัน การบริหารความมั่งคั่ง และบริการ Cross-border Payment ผ่านแอปพลิเคชัน

นอกจากนั้น แบงก์ยังเน้นกลยุทธ์การปล่อยสินเชื่อแบบเน้นคุณภาพ โดยปรับเปลี่ยนพอร์ตโฟลิโอเพื่อเลี่ยงความเสี่ยงเศรษฐกิจต่ำ ด้วยการหันไปปล่อยสินเชื่อแก่บริษัทขนาดใหญ่และโครงการรัฐที่มีความเสี่ยงต่ำ แทนการปล่อยกู้รายย่อยหรือ SME ที่เปราะบาง และเน้นกลุ่มสินเชื่อที่มีหลักประกัน มีความปลอดภัยสูง เพื่อลดโอกาสเกิดหนี้เสียใหม่

บางแบงก์ยังทำกำไรจากรายการพิเศษและบริษัทลูก จากการปรับโครงสร้างแบบ Holding Company เช่น SCBX หรือ KBANK ช่วยให้ธนาคารรับรู้กำไรจากธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารมากขึ้น เช่น ธุรกิจฟินเทค ธุรกิจสินเชื่อผู้บริโภคที่คิดดอกเบี้ยได้สูงกว่าธนาคาร และกำไรจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุน

กล่าวโดยสรุป คือ ธนาคารทำกำไรได้ดีจากการ “กินส่วนต่างดอกเบี้ยที่กว้าง” ควบคู่กับการ “รีดไขมันองค์กร” และ “การผลักภาระหนี้เสียออกนอกงบ” แม้รายได้จากการขยายตัวของสินเชื่อใหม่จะเติบโตไม่มากตามภาวะเศรษฐกิจ

ตามมาเจาะลึกกันดูชัด ๆ ว่า “การกินส่วนต่างดอกเบี้ย” ที่เป็นรายได้หลักอันแข็งแกร่งของแบงก์พาณิชย์นั้น ถ่างกว้างขนาดไหน เมื่อจำแนกตัวเลขส่วนต่างระหว่าง “ดอกเบี้ยรับจากเงินกู้” และ “ดอกเบี้ยจ่ายให้เงินฝาก” จะพบว่า ปี 2568 ของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ มีโครงสร้างส่วนต่างดอกเบี้ยรับถัวเฉลี่ย (Yield on Asset) ประมาณ 4.5% - 5.5% โดยมาจากดอกเบี้ยเงินกู้หลายประเภท เช่น สินเชื่อรายใหญ่ (MLR ~7%), สินเชื่อรายย่อย (MRR ~7.3% - 7.5%) และสินเชื่อส่วนบุคคล/บัตรเครดิต (15% - 25%)

ส่วนดอกเบี้ยจ่ายถัวเฉลี่ย (Cost of Fund) ประมาณ 1.2% - 1.8% มาจากเงินฝากออมทรัพย์ (0.3% - 0.5%) และเงินฝากประจำ (1.5% - 2.5%) ดังนั้น ส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) จะอยู่ที่ประมาณ 2.8% - 3.8% แล้วแต่พอร์ตของแต่ละธนาคาร

ทำไมส่วนต่างนี้ถึงยังแข็งแกร่งแม้เศรษฐกิจไม่ดี มี 3 สาเหตุสำคัญที่ทำให้ธนาคารยังคงรักษาความสามารถในการทำกำไรจากส่วนต่างนี้ได้ หนึ่ง สัดส่วนเงินฝากต้นทุนต่ำ โดยธนาคารใหญ่ในไทยมีสัดส่วน เงินฝากออมทรัพย์และกระแสรายวัน (CASA) สูงถึง 60% - 70% ของเงินฝากทั้งหมด เงินฝากกลุ่มนี้มีดอกเบี้ยต่ำมาก ประมาณ 0.3% - 0.5% เมื่อดอกเบี้ยนโยบายขาขึ้น ธนาคารปรับดอกเบี้ยเงินกู้ขึ้นตาม แต่ต้นทุนเงินฝากส่วนใหญ่ยังจ่ายเท่าเดิม ทำให้ส่วนต่าง “กว้างขึ้น” ทันที

สอง การปรับตัวของดอกเบี้ยเงินกู้ เมื่อมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ธนาคารจะปรับอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง (MLR, MOR, MRR) ขึ้นเกือบจะในทันที ทำให้รายได้จากสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) พุ่งสูงขึ้นในงวดถัดไป และพอร์ตสินเชื่อผลตอบแทนสูง โดยธนาคารพาณิชย์หันมาขยายธุรกิจในกลุ่ม Consumer Finance มากขึ้น เช่น สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ, สินเชื่อส่วนบุคคลผ่านแอป ซึ่งกลุ่มนี้มีดอกเบี้ยรับสูงถึง 15% - 25% แม้จะมีความเสี่ยงสูง แต่ก็ช่วยดึงค่าเฉลี่ยของ NIM ให้สูงขึ้นอย่างมาก

หากเปรียบเทียบ NIM ของธนาคารสำคัญ ในปี 2568 จะพบว่า KBANK ประมาณการ NIM 3.66% โดยจุดเด่นของรายได้ดอกเบี้ยจากการมีพอร์ต SME และรายย่อยที่ให้ดอกเบี้ยสูง SCB ประมาณการ NIM 3.50% จากแรงหนุนสินเชื่อ Consumer Finance ในบริษัทลูก KTB 3.22% จุดเด่นบริหารจัดการต้นทุนเงินฝากภาครัฐได้ดี และ BBL 3.05% จากเน้นรายใหญ่ ดอกเบี้ยไม่สูงมากแต่เน้นความชัวร์

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ คาดการณ์ว่า NIM ได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในปี 2568 เนื่องจากเริ่มมีการกดดันจากภาครัฐและธนาคารกลางให้ลดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อช่วยลูกหนี้ ธนาคารเริ่มต้องแย่งชิงเงินฝากประจำด้วยดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เพื่อรักษาสภาพคล่องไว้รับมือกับเกณฑ์ Virtual Bank

หากวิเคราะห์แนวโน้มและปัจจัยเสี่ยงในปี 2569 มีประเด็นที่ต้องจับตาคือ คุณภาพสินทรัพย์ หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้หนี้เสียมีโอกาสขยับตัวขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม SME และสินเชื่อส่วนบุคคล ธนาคารจึงยังต้องตั้งสำรองในระดับที่สูงอยู่

และการเข้ามาของธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) ที่จะเริ่มเห็นภาพชัดเจนขึ้นในปี 2569 จะทำให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรงในการแย่งชิงฐานลูกค้าเงินฝากและรายย่อย รวมทั้งทิศทางดอกเบี้ยนโยบายเริ่มปรับตัวลดลงตามแนวโน้มโลก จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อ NIM ทำให้ธนาคารต้องเร่งหาโมเดลธุรกิจใหม่ๆ มาชดเชยรายได้ดอกเบี้ยที่หายไป

หากมองย้อนกลับไปดูในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2564–2568) แบงก์พาณิชย์อู้ฟู่กันไม่แผ่วเลยแม้แต่น้อย แม้จะเพิ่งผ่านโควิดหรือเศรษฐกิจโตต่ำกว่าคาดหมาย แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องหลังจากช่วงโควิด-19 โดยกำไรรวม 11 ธนาคารพาณิชย์ มีดังนี้

ปี 2568 กำไรสุทธิรวมประมาณ 265,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.63% (จากปี 2567)
ปี 2567 กำไรสุทธิรวมประมาณ 252,718 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.6% (จากปี 2566)
ปี 2566กำไรสุทธิรวมประมาณ 222,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% (จากปี 2565)
ปี 2565กำไรสุทธิรวมประมาณ 193,400 ล้านบาท 10% (จากปี 2564)
ปี 2564กำไรสุทธิรวมประมาณ 175,800 ล้านบาท ฟื้นตัวจากฐานต่ำช่วงโควิด

หากวิเคราะห์ผลประกอบการของแบงก์พาณิชย์ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จะเห็นภาพช่วงฟื้นตัว (2564-2565) เป็นช่วงที่ธนาคารเริ่มปรับตัวหลังจากวิกฤตโควิด-19 โดยเน้นการตั้งสำรองหนี้เสียสูงเพื่อรองรับความเสี่ยง ถัดมาเป็นช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น (2566-2567) กำไรสุทธิพุ่งสูงอย่างมากจากการขยายตัวของส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ซึ่งเป็นรายได้หลัก

สำหรับปี 2568 ถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน แม้กำไรจะยังโตและทำสถิติใหม่ แต่เริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวของ NIM และต้องเผชิญกับปัญหา NPL ในกลุ่มรายย่อยและ SME ที่สูงขึ้น ทำให้ธนาคารต้องระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น

จากเรื่องเงิน ๆ มาดูเรื่องทองๆ กันบ้าง นาทีนี้ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ร้อนแรงที่สุดก็ว่าได้

น.ส.อารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด (GCAP GOLD) มองภาพรวมตลาดทองคำยังคงให้น้ำหนักเชิงบวก ตลาดยังมีแรงซื้อ นักลงทุนสามารถถือทองคำไว้เพื่อป้องกันความเสี่ยง ท่ามกลางความไม่แน่นอน ทั้งด้านเศรษฐกิจ และการเมืองระหว่างประเทศ

สำหรับปัจจัยสำคัญ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ คือความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และยุโรป หลังประธานาธิบดี ทรัมป์ ระบุว่าอาจปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจาก 8 ประเทศยุโรปสูงสุดถึง 25% รวมทั้งหากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับกรีนแลนด์ได้ โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ นี้เป็นต้นไป

ทางฝ่ายวิจัย GCAP GOLD มีมุมมองกลยุทธ์เชิงบวกว่า ราคาทองคำกำลังเคลื่อนไหวมุ่งหน้าขึ้นทำ All Time High ใหม่ โดยมีแนวรับสำคัญอยู่ที่ 4,770/4,650 เหรียญ (ราคาทองคำไทย 70,500/69,400 บาท) ขณะที่แนวต้าน อยู่ที่ 4,900/4,980 เหรียญ (ราคาทองคำไทย 71,700/72,500 บาท) โดยแนะนำให้นักลงทุนรอจังหวะเข้าซื้อ เมื่อราคาอ่อนตัวใกล้แนวรับมากกว่าการไล่ราคาเข้าซื้อ และควรบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เนื่องจากในระยะนี้ยังมีปัจจัยด้านการเมือง และข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญที่อาจเข้ามาเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดทองคำ

ส่วนการวิเคราะห์ของ 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ระดับโลก ณ เดือนมกราคม 2026 แสดงให้เห็นว่ามุมมองต่อราคาทองคำในปีนี้มีความเป็นเอกฉันท์ในทิศทางขาขึ้นโดย Goldman Sachs ล่าสุด (22 มกราคม 2026) ปรับเพิ่มเป้าหมายปลายปีเป็น 5,400 ดอลลาร์ จากเดิม 4,900 ดอลลาร์ มองว่าการกระจายความเสี่ยงของภาคเอกชนและธนาคารกลางในตลาดเกิดใหม่เป็นปัจจัยหลัก

JPMorgan Chase คาดการณ์ราคาเฉลี่ยไตรมาส 4 ปี 2026 ที่ 5,055 ดอลลาร์ และมีโอกาสแตะ 5,400 ดอลลาร์ในปีถัดไป

Bank of America (BofA) ให้เป้าหมายพื้นฐานที่ 5,000 ดอลลาร์ แต่ระบุว่าหากเกิดวิกฤตความเชื่อมั่นรุนแรง ราคาอาจพุ่งสูงถึง 8,000 ดอลลาร์ ได้

UBS ปรับเป้าหมายขึ้นมาอยู่ที่ 5,400 ดอลลาร์ จากเดิมที่เคยมองไว้ที่ 4,500 ดอลลาร์ในช่วงกลางปี

HSBC คาดการณ์ว่าราคาจะแตะระดับ 5,000 ดอลลาร์ ตั้งแต่ครึ่งแรกของปี 2026

Société Générale ปรับเพิ่มคาดการณ์เป็น 5,000 ดอลลาร์ ภายในปลายปี 2026 เนื่องจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

Deutsche Bank ให้กรอบราคาสูงสุดที่ 4,950 ดอลลาร์ โดยมีราคาพื้นฐานอยู่ที่ 4,450 ดอลลาร์

Morgan Stanley ปรับเพิ่มคาดการณ์อย่างมีนัยสำคัญมาอยู่ที่ 4,800 ดอลลาร์ ภายในไตรมาสสุดท้ายของปี

ANZ Bank คาดการณ์ราคาเฉลี่ยไว้ที่ 5,000 ดอลลาร์ โดยเน้นปัจจัยด้านอุปสงค์จากเอเชีย

Commerzbank ปรับเป้าหมายขึ้นเป็น 4,900 ดอลลาร์ ภายในสิ้นปี 2026

สถาบันต่าง ๆ วิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้ทองคำในปี 2026 แตกต่างจากปีที่ผ่าน ๆ มา โดย Goldman Sachs ระบุว่าทองคำไม่ได้เคลื่อนไหวตามวัฏจักรปกติอีกต่อไป แต่กำลังถูก “ปรับฐานราคาใหม่” (Rebasing) โดยมีธนาคารกลางซื้อเฉลี่ย 60 ตันต่อเดือน เป็นแรงหนุนถาวร

ขณะเดียวกัน นักลงทุนใช้ทองคำเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เช่น ภาษีศุลกากร และหนี้สาธารณะที่สูงเป็นประวัติการณ์ มากกว่าเพียงแค่ป้องกันเงินเฟ้อแบบเดิม

นอกจากนั้น ในปี 2026 เริ่มเห็นเม็ดเงินจากกองทุน ETF ฝั่งตะวันตกไหลกลับเข้ามาอย่างรุนแรงเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Yields) ลดลง

ส่วนความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความขัดแย้งในหลายภูมิภาค รวมถึงประเด็นดินแดนใหม่ๆ เช่น กรีนแลนด์ สร้าง “ค่าความเสี่ยง” เพิ่มเติมให้กับราคาทองคำประมาณ 10-40%

อย่างไรก็ดี มีความเสี่ยงที่อาจทำให้คำทำนายไม่เป็นจริง มาจากนโยบาย Trump Administration หากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจประสบความสำเร็จเกินคาด จนทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าอย่างรุนแรงและอัตราดอกเบี้ยคงตัวในระดับสูง อาจกดดันราคาทองคำให้ย่อตัวลงมาอยู่ที่กรอบ 4,000-4,200 ดอลลาร์ รวมถึงอาจมีแรงเทขายเพื่อทำกำไรเนื่องจากราคาวิ่งขึ้นมาสูงมาก และอาจเกิดการปรับฐานรุนแรง เพื่อระดมเงินสดในกรณีที่ตลาดหุ้นเกิดวิกฤต

เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ จึงต้องระวังความเสี่ยงขั้นสุด โดยเฉพาะ “เม่าน้อย” ที่กำลังโผผินบินเข้ากองไฟ


กำลังโหลดความคิดเห็น