ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - อ้างอิงข้อมูลจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบุว่า ปี 2568 ประเทศไทยมีเด็กเกิดเพียง 416,574 คน จำนวนเด็กเกิดลดลงจากปี 2567 มากถึงเกือบ 50,000 คน อัตราเด็กเกิดใหม่ต่ำกว่า 500,000 คนต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ดังนั้น หากทิศทางยังเป็นเช่นนี้ ในปี 2569 อาจจะได้เห็นจำนวนการเกิดในไทยลดต่ำกว่า 400,000 คน ขณะที่มีผู้เสียชีวิตถึง 559,684 คน ส่งผลให้อัตราเพิ่มประชากรติดลบเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน โดยประเทศไทยมีประชากรรวมประมาณ 65.8 ล้านคน
สำหรับสถิติเด็กเกิดใหม่ 10 ปีย้อนหลังพบว่าลดลงเรื่อยๆ กล่าวคือ ปี 2558 จำนวน 736,352 คน ,ปี 2559 จำนวน 704,058 คน ,ปี 2560 จำนวน 703,003 คน ,ปี 2561 จำนวน 666,366 คน ,ปี 2562 จำนวน 618,205 คน ,ปี 2563 จำนวน 587,368 คน ,ปี 2564 จำนวน 544,570 คน,ปี 2565 จำนวน 502,107 คน,ปี 2566 จำนวน 517,934 คน และปี 2567 จำนวน 462,240 คน
ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า หากอัตราเจริญพันธุ์รวม (TFR) ลดลงต่อเนื่องจนใกล้ระดับประเทศเกาหลีใต้ที่ 0.7 ภายใน 10 ปีข้างหน้า จำนวนประชากรไทยจะลดลงเหลือเพียง 61.6 ล้านคนในปี 2577 และในช่วงเวลาเดียวกัน ประเทศไทยจะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด ขณะที่ประชากรวัยแรงงานจะหายไปกว่า 3.4 ล้านคน
นพ.ธีรชัย บุญยะลีพรรณ รองผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมสุขภาพ (ด้านบริหาร) เปิดเผยว่าสถานการณ์เด็กเกิดน้อยของประเทศไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาที่ดำเนินมาอย่างยาวนานกว่า 4 ทศวรรษ โดยทวีความชัดเจนมากขึ้นในปัจจุบัน กล่าวคือประเทศไทยกำลังเผชิญการเกิดน้อยกว่าตาย หมายความว่าประชากรเริ่มลดลงอย่างถาวรไม่ใช่แค่ชะลอการเติบโตแต่กำลังหดตัว กระทบโดยตรงต่อจำนวนแรงงานในอนาคต ภาระการดูแลผู้สูงอายุ และความยั่งยืนของระบบสวัสดิการ
ที่น่าสนใจก็คือ จากการวิเคราะห์ผลสำรวจ หัวข้อ “คนรุ่นใหม่ยังอยากมีลูก แต่ติดกับดักเศรษฐกิจและสังคม” สะท้อนว่า คนรุ่นใหม่ยังต้องการมีลูก ซึ่งปัญหาไม่ได้อยู่ที่การไม่อยากมีลูก แต่อยู่ที่ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ที่มาจากปัจจัยจากค่าครองชีพสูง ภาระหนี้สิน การขาดศูนย์ดูแลเด็กที่เข้าถึงได้ และเวลาทำงานที่ไม่ยืดหยุ่น โดยพบว่ามาตรการแจกเงินเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะประชาชนให้ความสำคัญกับคุณภาพการศึกษา เวลาทำงานที่ยืดหยุ่น และระบบสนับสนุนครอบครัวมากกว่า เพื่อสร้างความมั่นใจในการเลี้ยงดูบุตรในระยะยาว
ศ.ดร.วิพรรณ ประจวบเหมาะ คณบดีวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอแนะว่านโยบายส่งเสริมการเกิดในประเทศไทย ควรเน้นส่งเสริมการเกิดที่มีคุณภาพ ส่วนเรื่องจำนวน ก็เป็นเรื่องสิทธิของบุคคล รัฐควรส่งเสริมให้กลุ่มที่พร้อมมีลูก คือในวัยทำงาน โดยรัฐต้องช่วยให้สามารถสร้างครอบครัวได้เร็วขึ้น และประเด็นสำคัญรัฐจะมีนโยบายจูงใจในเศรษฐกิจอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องเป็นนโยบายทางสังคมมากขึ้น เช่น จะทำอย่างไรให้การทำงานกับการเลี้ยงลูก ไปด้วยกันได้พร้อม ๆ กัน สร้างความสมดุลชีวิตการทำงาน นับเป็นประเด็นที่ท้าทาย ไม่ใช่เพียงแต่เรื่องของจำนวนน้อยอย่างเดียว แต่เป็นการที่จะทำอย่างไรให้จำนวนที่น้อยนี้มีคุณภาพ
ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยตระหนักถึงวิกฤตเด็กเกิดน้อยโดยยกระดับการแก้ปัญหาเป็นวาระแห่งชาติ ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ผลักดันวาระการส่งเสริมการมีบุตรอย่างมีคุณภาพ เตรียมทำคลอด (ร่าง) วาระแห่งชาติส่งเสริมการมีบุตรอย่างมีคุณภาพ โดยกำหนดเป้าหมายอัตราการเจริญพันธุ์รวมภายในปี 2570 อยู่ที่ไม่น้อยกว่า 1 และภายในปี 2585 ไม่น้อยกว่า 1.0-1.5 โดยมาตรการสำคัญประกอบด้วย
1. ปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการมีบุตร ด้วยการแก้ไข ปรับปรุง กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ,Family Friendly Workplace ,ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการดูแล และเลี้ยงบุตร ,สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยอายุ 0-2 ปี
2. เสริมสร้างความรู้ และปรับเปลี่ยนทัศนคติ ให้เห็นว่าทุกการเกิดมีความสำคัญ รวมถึง บทบาทชายหญิง ความรู้ และทัศนคติต่อการสร้างครอบครัวที่มีรูปแบบหลากหลาย
3. ผู้ตัดสินใจมีบุตรได้รับการดูแลอย่างครบวงจร และมีคุณภาพ เช่น การรักษาภาวะมีบุตรยาก ,การเจริญเติบโต และพัฒนาการและการให้คำปรึกษาทางเลือกกรณีท้องไม่พร้อม โดยมีคณะกรรมการอำนวยการส่งเสริมการมีบุตรอย่างมีคุณภาพเพื่อพัฒนาประชากร และทุนมนุษย์ มีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน
นอกจากนี้ ภายใต้ของการขับเคลื่อนของกรมอนามัยได้รณรงค์สนับสนุนการเพิ่มอัตราการเกิดอย่างมีคุณภาพ เพราะการเกิดอย่างมีคุณภาพต้องมาจากความพร้อมของพ่อแม่ในทุกด้าน เริ่มตั้งแต่การเตรียมความพร้อมตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ รวมทั้ง จัดตั้งคลินิกส่งเสริมการมีบุตรและการรักษาภาวะมีบุตรยาก เพื่อให้คำปรึกษาในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพิ่มโอกาสมีบุตร และหากประสบภาวะมีบุตรยากก็สามารถเข้าสู่การรักษาที่เร็วขึ้น การรักษาเมื่ออายุน้อยย่อมมีโอกาสที่จะตั้งครรภ์ได้มากขึ้น
พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย ให้ข้อมูลว่ากรมอนามัยมีแนวทางการส่งเสริมการเกิดอย่างมีคุณภาพ (Quality Birth) ตามมาตรฐานวิชาการและยุทธศาสตร์ของกรมอนามัย ปี 2568 - 2569 ดูแลอย่างเป็นระบบภายใต้มหัศจรรย์ 1,000 วันแรกของชีวิต ถึง 2,500 วัน โดยยึดถือช่วงเวลาตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิในครรภ์จนถึงอายุ 6 ปี เป็นช่วงเวลาทอง (Golden Period) ในการสร้างคุณภาพประชากร ซึ่งมีการแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ 1) ก่อนตั้งครรภ์ (Pre-conception Care) มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมผ่านโครงการวิวาห์สร้างชาติและการรณรงค์สาวไทยแก้มแดง พร้อมด้วยการเสริมวิตามินผลักดันให้หญิงวัยเจริญพันธุ์ได้รับธาตุเหล็ก และโฟลิก (Folic Acid) สัปดาห์ละ 1 ครั้ง อย่างน้อย 3 เดือนก่อนตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันภาวะหลอดประสาทไม่ปิด (Neural Tube Defects)
กล่าวสำหรับวิกฤติการณ์เด็กเกิดน้อยในประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างประชากรอย่างรุนแรง หากไม่มีนโยบายส่งเสริมอย่างจริงจัง ประเทศไทยจะเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน อีกทั้ง การมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ขณะที่จำนวนเด็กลดลงอย่างต่อเนื่องยังส่งผลต่อคุณภาพทุนมนุษย์ในระยะยาว และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
รายงานข่าวจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เผยผลกระทบเศรษฐกิจและความมั่นคงต่อวิกฤตซ้อนวิกฤตเด็กเกิดน้อยและสังคมสูงอายุ ดังนี้ 1. การขาดแคลนแรงงาน ที่จะทำให้แรงงานในประเทศจะหายไป 2. ภาระทางสวัสดิการ ที่กลุ่มคนในวัยทำงานต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่าย และสวัสดิการของผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น 3. เศรษฐกิจชะงักงัน เมื่อประชากรลดลงทั้งอุปสงค์ และอุปทาน ก็จะลดลงตามไปด้วย ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศจะไม่ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางไปได้ 4. ความมั่นคงทางการเงินภาครัฐ เมื่อคนทำงานน้อยลง ภาษีที่รัฐจะจัดเก็บได้ก็จะน้อยลงตามไปด้วยเป็นเงาตามตัว และ 5. ความเปราะบางของสังคม นำไปสู่การล่มสลายของประชากร (Population Collapse) ครอบครัวจะมีความเปราะบาง ระบบสวัสดิการสังคมจะแบกรับไม่ไหว และอนาคตของทุกคนจะเต็มไปด้วยความไม่มั่นคง
โดยเสนอทางรอดจากวิกฤตซ้อนวิกฤตนำเสนอผ่านโยบาย 5x5 ประกอบด้วย 1. เสริมพลังของคนไปทำงาน สร้างเสริมศักยภาพให้กับกลุ่มวัยทำงาน 2 .ดูแลเด็กเล็ก ทำอย่างไรให้เด็กที่มีน้อยแล้วมีคุณภาพมากขึ้น 3 .ดูแลผู้สูงอายุ ให้ผู้สูงอายุกลับเข้ามามีส่วนร่วม และมีผลิตภาพ (active/productivity) ใหม่ในสังคม 4. เสริมพลังคนพิการ ให้คนพิการกลับมาเป็นผลิตภาพของสังคม และ 5. สร้างสังคมที่น่าอยู่ (Ecology) เพื่อจูงใจให้คนรุ่นใหม่นั้นมีครอบครัวและมีบุตร
สุดท้ายการรับมือวิกฤตการณ์เกิดน้อยตลอดจนสังคมสูงวัย ต้องก้าวข้ามนโยบายระยะสั้นโดยหันมาลงทุนในการพัฒนาคุณภาพประชากร โดยการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อคุณภาพชีวินที่ดี ทั้งนี้ เพื่อเปลี่ยนการหดตัวของประชากรให้กลายเป็นโอกาสในการยกระดับศักยภาพประเทศในระยะยาว


