xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ละครลิง ของจริง “แดง” พลัส “น้ำเงิน”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 “ศึก 3 ก๊กการเมืองไทย” ก็ยิ่งต่อสู้กันอย่างดุเดือดระหว่าง 3 ค่ายหลักคือ “ค่ายสีน้ำเงิน-พรรคภูมิใจไทย ค่ายสีแดง-พรรคเพื่อไทยและค่ายสีส้ม-พรรคประชาชน” โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ได้ สส.มากที่สุด

หลายคนอาจมองว่า ศึกนี้ใหญ่หลวงหนัก แต่โดยข้อเท็จจริง นัยของการเลือกตั้งครั้งนี้มีแค่ 2 ประเด็นสำคัญเท่านั้น

ประเด็นแรก ถ้าพรรคประชาชนที่มี “เสี่ยเท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” เป็นหัวหน้า ไม่มีสส.มากพอที่จะจัดตั้ง “รัฐบาลพรรคเดียว” ได้ ปลายทางของพรรคส้มมีเพียงประการเดียวคือ “ฝ่ายค้าน” เพราะพิเคราะห์ดูแล้ว โอกาสที่จะไปรวมกับพรรคอื่นเพื่อจัดตั้ง “รัฐบาลผสม” นั้น มีน้อยมาก ไม่ว่าจะเป็น “พรรคเพื่อไทย” ที่เคยจูบปากกันมาก่อนในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ยิ่งเมื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ยังอยู่ในคุกด้วยแล้ว ยิ่งสามารถตัดทิ้งไปได้เลย

ขณะที่การไปรวมกับ “พรรคประชาธิปัตย์” ภายใต้การนำของ “เดอะมาร์ค-อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แม้จะเป็นไปได้ในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัตินั้น เป็นการยากที่พรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์ไปคนละขั้วจะมารวมงานกันได้ และถ้ารวมกันโอกาสที่พรรคแมลงสาบจะพังแบบไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้นก็เป็นไปได้สูง

มิพักต้องพูดถึง “พรรคกล้าธรรม” ของ “ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า” ที่สะบั้นความสัมพันธ์มาตั้งแต่แรก เช่นเดียวกับ “พรรคประชาชาติ” ที่ก็คือพรรคสาขาของพรรคเพื่อไทย ส่วนพรรคที่เหลือ ก็เป็นเพียงพรรคเล็กๆ ที่จะว่าไป ก็ไม่รู้ว่า จะมี สส.เข้ามาได้สักกี่มากน้อย ยิ่งสถานการณ์มุ่งไปในทิศทาง “เลือกเชิงยุทธศาสตร์” ด้วยแล้ว เผลอๆ จะไม่มี สส.เสียด้วยซ้ำไป

ประเด็นที่สอง คือการต่อสู้กันระหว่าง “พรรคเพื่อไทย” นำโดย “เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” กับ “พรรคภูมิใจไทย” นำโดย “อาจารย์เชน-ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” ลูกชายของ “สมชาย-เยาวภา” ภายใต้การชี้นำของ “ลุงทักษิณ” เพราะเมื่อพรรคประชาชนที่ได้รับการคาดหมายว่า จะมี สส.มากที่สุด แต่ไม่มากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ สิทธิในการเป็นแกนนำก็จะตกมาอยู่ที่ “พรรคอันดับที่สอง” ซึ่งก็คือพรรคเพื่อไทยหรือไม่ก็พรรคภูมิใจไทย

อนุทิน ชาญวีรกูล

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
ทั้งนี้ นายอนุทินประกาศชัดว่า เลือกตั้งคราวนี้พรรคภูมิใจไทยจะมี สส.ไม่ต่ำกว่า 150 ที่นั่ง ขณะที่นายยศชนันก็ประกาศเช่นกันว่า พรรคเพื่อไทยจะได้สส.ไม่ต่ำกว่า 200 ที่นั่ง

ดังนั้น สิ่งที่จะต้องติดตามหลังการเลือกตั้งก็คือ พรรคไหนจะมี สส.ในมือมากกว่ากัน เพื่อได้สิทธิในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

แน่นอน “ฉากหน้า” ดูเหมือนว่า สถานการณ์การต่อสู้ระหว่าง “พรรคเพื่อไทย” กับ “พรรคภูมิใจไทย” จะดุเดือด โดยเฉพาะในระดับพื้นที่ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว ก็จะเห็นว่า ทั้งสองพรรค “ยั้งไมตรี” ต่อกันให้เห็นพอสมควร ด้วยรู้อยู่แก่ใจว่า ถึงอย่างไรก็จะต้องร่วมงานกัน เพียงแต่พรรคไหนจะเป็นแกนนำ และส่งคนของตนเองเข้ามาเป็น “นายกรัฐมนตรี” สำเร็จ

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ในช่วงการหาเสียงที่ผ่านมา “ค่ายสีน้ำเงิน” กับ “ค่ายสีแดง” หาเสียงแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ไม่มีการโจมตีกันและกันชนิดเอาเป็นเอาตาย ถ้าจะมีบ้างก็เป็นลักษณะหยิกแกมหยอก เสียมากกว่า ทั้งๆ ที่หากจะฟาดฟันกันถึงขั้นติดดาบปลายปืน แต่ละพรรคต่างมี “แผลใหญ่” ด้วยกันทั้งคู่ เช่น ภูมิใจไทย มีเรื่อง “ฮั้วเลือกสว.” ที่ถือว่าเป็นอันตรายต่อระบบบการเมือง การปกครอง ยังมีเรื่องเขากระโดง ที่ระดับแกนนำแถวหน้าของพรรค ยึดครองที่ดินของการรถไฟอยู่ ส่วนเพื่อไทย เรื่องที่เป็นแผลใหญ่ที่สุดก็คือ กรณีคลิปการสนทนาระหว่าง “แพทองธาร” กับ “อังเคิลฮุน เซน” ที่บ่งบอกถึงผลประโยชน์ของสองตระกูล และพวกพ้องบริวาร

แม้ “เสี่ยหนู-อนุทิน” จะใช้กรณี “อังเคิล” และประเด็นชาตินิยมไปหาเสียง แต่เมื่อถามความคิดเห็นไปยังนายยศชนันก็มิได้มีท่าทีโมโหโกรธาแต่ประการใด โดยบอกว่า ทุกคนมีเรื่องของการรักชาติอยู่แล้ว เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องสนับสนุน

เมื่อถามย้ำว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยยังถูกโจมตีเรื่อง “อังเคิล” จะอธิบายและชี้แจงกับประชาชนได้ใช่หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่มีปัญหา เห็นได้ชัดเจนอยู่แล้วว่าพรรคเพื่อไทยพยายามปราบปรามสแกมเมอร์อย่างจริงจัง และเดินหน้าต่อต้านคอร์รัปชั่น ยาเสพติด และได้สื่อสารเรื่องนี้ไปในทุกเวที

แต่ที่เด็ดที่สุดคือ เมื่อมีการสอบถามกรณีที่ “นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ออกมาบอกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ว่าจะเลือกพรรคใด สุดท้ายแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเป็นพรรคภูมิใจไทย และจะได้รัฐบาลหน้าตาเดิมๆ นายยศชนันได้ตอบแบบนิ่มๆ ว่า “เป็นสิทธิของผู้พูด ขอไม่วิพากษ์วิจารณ์ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องให้เกียรติประชาชน เพราะเป็นผู้เลือก โดยหน้าที่ของพรรคการเมืองคือการสื่อสารนโยบายแบบตรงไปตรงมา เปิดเผย และลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง แล้วสุดท้ายประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน หลังจากนั้นเป็นสิ่งที่แต่ละพรรคมาคุยกันได้”

ดังนั้น การต่อสู้ของ “ค่ายสีน้ำเงิน” และ “ค่ายสีแดง” จึงไม่ต่างอะไรจาก “ละครลิง” เพราะทั้งสองพรรครู้อยู่แก่ใจว่า ของจริง “น้ำเงิน” ก็ต้อง “พลัสแดง” อยู่วันยังค่ำ

ด้วยเหตุดังกล่าว บรรดา “สาวกของทั้งสองฝ่าย” คงต้องเตรียมใจเอาไว้ล่วงหน้าเพราะโอกาสที่จะ “ไม่เกิด” สถานการณ์อย่างที่ว่า “มีน้อยมาก” เพราะถึงอย่างไรก็ต้องได้ “รัฐบาลหน้าเดิมๆ” โดยมี “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวขบวนฝ่ายอนุรักษ์นิยม เป็นมือประสานอยู่เบื้องหลัง ด้วยสามารถประสานได้ทั้งแดงและน้ำเงิน ซึ่งไม่อาจปฏิเสธข้อเท็จจริงนี้ได้

ตัดภาพไปที่ “พรรคประชาชน” กันบ้าง

ท่ามกลางสถานการณ์ที่บีบบังคับและไม่มีทางเลือกสำหรับพรรคประชาชนมากนัก “ติ่ง-ศรายุทธ์ ใจหลัก” เลขาธิการพรรคประชาชน ในฐานะเพื่อนซี้ “เสี่ยเอก-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เจ้าของพรรค ประกาศด้วยความมั่นอกมั่นใจว่า ในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ว่า “ไม่ควรได้ที่นั่งต่ำกว่า 200 ที่นั่ง ถ้าได้ต่ำกว่านี้ก็พร้อมพิจารณาตนเอง”

นี่นับเป็นคำประกาศที่น่าสนใจยิ่ง

 ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ทักษิณ ชินวัตร
ขณะเดียวกันก็กลายมาเป็นคำถามว่า แล้วพรรคส้มจะใช้วิธีใดถึงจะได้จำนวนสส.ถึงกว่า 200 ที่นั่งตามที่เลขาธิการพรรคว่าไว้ เพราะโดยข้อเท็จจริงสถานการณ์ของพรรคประชาชนไม่ได้ดีเท่ากับการเลือกตั้งปี 2566 เสียด้วยซ้ำไป เพราะเต็มไปด้วยเรื่องที่บั่นทอนคะแนนนิยมของพรรคให้ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นกรณี “ด้อยค่าทหาร” ด้วยคำพูด “ทหารมีไว้ทำไม” ที่ตามมาหลอกหลอน และแม้พยายามแก้ตัวอย่างไรก็ฟังไม่ขึ้น หรือกรณี “ผู้สมัคร สส.” ของพรรคถูกออกหมายจับ เช่น “นายรัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ” ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.ตาก เขต 2 ในข้อหา “ร่วมกันจัดให้มีการเล่นการหรือทำอุบายล่อช่วยประกาศโฆษณา หรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนัน ในการเล่นพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน และสมคบฯฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน” และ “นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์” อดีตผู้สมัคร สส.กทม. เขต 33 บางพลัด – บางกอกน้อย ถูกจับตัวในข้อหา “พัวพันคดีฟอกเงินเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท”

ด้วยเหตุดังกล่าว เมื่อ “เฮียชู-ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์” ออกมาเปิดประเด็น “ทอล์ก ออฟ เดอะทาวน์” ว่า “ส้ม” พลัส “โจ๊ก” จึงทำให้คอการเมืองหูผึ่งขึ้นมาทันที เพราะมีความเป็นไปได้ในทางการเมือง ด้วยใครที่ติดตามพฤติกรรมในอดีตของพรรคส้มก็คงรับรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “พรรคประชาชน” กับ “บิ๊กโจ๊ก-พลตำรวจเอก สุรเชชษฐ์ หักพาล” ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน หากแต่โยงใยกันมาตั้งแต่ยุคการอภิปราย “ตั๋วช้าง” ของ “รังสิมันต์ โรม” ซึ่งถูกมองว่าเป็นข้อมูลวงในที่มาจาก “โจ๊ก” โดยตรง

ดังนั้น แม้ทั้ง “รังสิมันต์ โรม ชัยธวัช ตุลาธน” และ “ส้มตัวตึง” อย่าง วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ออกโรงปฏิเสธชัดว่า ไม่มีดีลลับกับ “โจ๊ก” พร้อมขยับเกมแรง เตรียมร้อง กกต.เอาผิด “ชูวิทย์” ฐานใส่ร้ายพรรค ก็มิได้ทำให้ประเด็นนี้หมดความน่าสนใจไปแต่ประการใด

“ชูวิทย์” เล่าเป็นฉากๆ ว่า “บิ๊กโจ๊ก” นั้นได้ไปคุยกับ นายชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล คุยกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าและอดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และใครต่อใครที่เป็นแกนนำว่า ถ้าเขาทำให้ สส. ภาคใต้ได้ที่นั่งสัก 10 คน เขาขอตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และคุมตำรวจ

แน่นอน ไม่แปลกใจที่ “บิ๊กโจ๊ก” จะมุ่งมาดปรารถนาเช่นนั้น เพราะทุกวันนี้ เขาไม่สามารถดาหน้าไปพึ่งใครได้อีก “ลูกพี่เก่า” อย่าง “ลุงป้อม-พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ” ก็หมดอำนาจวาสนาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะบากหน้าไปที่ “พรรคภูมิใจไทย” หรือ “พรรคเพื่อไทย” ก็มองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เพราะรู้อยู่แก่ใจว่า ทั้ง 2 พรรคไม่เลือกตนเอง ดังนั้น ทางเลือกเดียวที่เขาเหลืออยู่ก็คือ “พรรคประชาชน” ที่เคยมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน และเป็นพรรคที่กำลังต้องการเพิ่มจำนวน สส.โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล

 เนวิน ชิดชอบ
คำถามก็คือ ถ้าเป็นเรื่องมโนหรือต้องการดิสเครดิตทางการเมือง “นายชูวิทย์” จะทำไปเพื่ออะไร เพราะถึงอย่างไร คนที่จะเลือกพรรคส้มก็จะยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะเลือกเหมือนเดิม

นายชูวิทย์หวังผลสำหรับคนที่ยังไม่ตัดสินใจทางการเมืองเช่นนั้นหรือ

ก็ไม่น่าจะใช่อีกเช่นกัน เพราะคนกลุ่มนี้ย่อมไม่ใช่สาวกส้ม หากแต่เป็นกลุ่มคนที่ยังไม่แน่ใจว่า จะเลือกใครดี ด้วยไม่แน่ใจว่า ตัวเลือกแคนดิเดตที่พรรคการเมืองเสนอชื่อมามีความหมาะสมที่จะบริหารประเทศจริงหรือไม่

อย่างไรก็ดี ต้องบอกว่านี่ไม่ใช่ “ดีลแรก” ที่กระทำอย่าง “ลับๆ” เพราะก่อนหน้านี้ เจ้าของพรรคตัวจริงคือ “เสี่ยเอก-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ก็เคยสร้างดีลการเมืองอันลือลั่นอย่าง “ดีลฮ่องกง” ด้วยการบินไปพบปะกับ “ทักษิณ ชินวัตร” เจ้าของพรรคเพื่อไทย ก่อนการเลือกตั้งปี 2566 ที่ฮ่องกงมาแล้วแต่ก็ปิดเป็นความลับก่อนที่จะออกมายอมรับว่า ไปพบกับ “ทักษิณ” จริงในเวลาต่อมา

เหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้นในระหว่างที่ “นายใหญ่” พำนักอยู่โรงแรมเพนนินซูล่า ฝั่งเกาลูน ระหว่าง 23-27 กรกฎาคม 2566 โดย “เสี่ยเอก” ได้เดินทางไปพบ “ทักษิณ” เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ก่อนเดินทางกลับไทยเมื่อ 25 กรกฎาคม

ว่ากันว่า “ธนาธร” เข้าพบ “ทักษิณ” ผ่านการดีลของ ‘หญิงเหล็ก’ หลังม่านแห่งตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ ที่อยู่เบื้องหลังเส้นทางการเมืองของตระกูลตั้งแต่ยุคไทยรักไทยก่อร่างสร้างพรรค

บทสนทนาในวันนั้น สื่อบางสำนักรายงานอ้างว่า มีการหารือเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันระหว่าง “พรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย’”โดย “พรรคก้าวไกล” ยอมถอยเรื่องแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แลกกับการที่ “พรรคเพื่อไทย” ต้องสนับสนุนเรื่องร่างกฎหมายนิรโทษกรรมทุกสีทุกฝ่าย ตั้งแต่ปี 2549-2566 ซึ่งหมายรวมถึง “นักโทษการเมือง’” ระหว่างปี 2562 เป็นต้นมาด้วย

ทว่า “ดีลฮ่องกง” ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะ “ทักษิณ” เซย์ “โน” กระทั่งสุดท้ายตัดสินใจลงเรือลำเดียวกับพรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยม ‘2 ลุง’ จัดตั้ง ‘รัฐบาลข้ามขั้ว’ และส่ง “เศรษฐา ทวีสิน” เป็นนายกรัฐมนตรี ตามต่อด้วย “แพทองธาร ชินวัตร”

ดังนั้น ถ้าจะมี “ดีลการเมือง” เกิดขึ้นอีก ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไร เพราะถึงอย่างไร ก็เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า “บิ๊กโจ๊ก” ย่อมช่วยหาเสียงให้กับพรรคส้มในพื้นที่ภาคใต้อยู่แล้ว

แน่นอน หลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 สถานการณ์ก็คงดำเนินไปในอีหรอบเดิม เพียงแต่รอบนี้จากที่มีแค่ “พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชน” และ 2 พรรคจากค่าย 2 ลุงคือ “พรรคพลังประชารัฐและพรรครวมไทยสร้างชาติ” แล้ว ยังเพิ่มตัวแปรที่เข้ามาเป็นปีกนำของฝ่ายอนุรักษ์นิยม นั่นคือ “พรรคภูมิใจไทย” ภายใต้การนำของ “เสี่ยหนู” และ “เสี่ยเน-นายเนวิน ชิดชอบ” เป็นตัวละครสำคัญเพิ่มขึ้นมาอีกพรรค ซึ่งทั้งสองคนก็ล้วนแล้วแต่เคยเป็นลูกน้องเก่าของทักษิณ แม้ที่ผ่านมาจะแตกหักกันเมื่อ “นายแม้ว” ต้องการยึดกระทรวงมหาดไทยจากพรรคภูมิใจไทยเพื่อเตรียมการเลือกตั้งก็ตามที แต่ก็เชื่อว่า ด้วย “เงื่อนไขพิเศษ” ย่อมทำให้ทั้งสองขั้วคงต้องกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งค่อนข้างแน่

…ถึงตรงนี้ คงเห็นเบื้องหน้าเบื้องหลังของบรรดาพรรคการเมืองทั้งหลายแล้วว่า เป็นเช่นไร ดังนั้น ในการเลือกตั้งที่จะมาถึงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ ถ้าใครยังไม่ตัดสินใจ หรือเกิดเปลี่ยนใจเนื่องจากรับรู้ความจริงมากขึ้น อีกหนึ่งทางเลือกที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเปิดช่องเอาไว้ก็คือ การใช้สิทธิในช่อง “โหวตโน”. 


กำลังโหลดความคิดเห็น