xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

วิวัฒนาการระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญของสวีเดน (71): การสิ้นสุดสมบูรณาญาสิทธิราชย์สวีเดน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


 Arvid Horn (ภาพ : วิกิพีเดีย)
คนแคระบนบ่ายักษ์
ไชยันต์ ไชยพร

 กลุ่ม the Hats 
มีสมาชิกหลายคนที่เคยอยู่กลุ่ม Holstein มาก่อน และได้รวมตัววางนโยบายและโครงการอย่างเป็นระบบสำหรับกิจการทั้งภายในและต่างประเทศ นโยบายต่างประเทศของกลุ่มนี้ที่เคยอิงอยู่กับการเป็นพันธมิตรกับอังกฤษและฝรั่งเศส แต่ได้เปลี่ยนไปหลังจากที่อังกฤษและฝรั่งเศสแตกกัน ทำให้กลุ่มนี้เห็นว่า เป็นโอกาสของสวีเดนที่จะรักษาสมดุลทางอำนาจได้

กลุ่ม the Hats เรียกร้องให้สวีเดนดำเนินนโยบายต่างประเทศที่มุ่งจะหาความได้เปรียบจากการสร้างพันธมิตรทางการทูตในยุโรปเพื่อหาทางที่จะได้ดินแดนที่เสียไปกลับคืนมา โดยเฉพาะที่เสียไปให้รัสเซีย และบุคคลสำคัญในกลุ่ม the Hats อย่าง  Carl Gylllenborg และ Daniel Von Hopken ที่เคยดำรงตำแหน่งในสภาบริหาร ได้หันกลับไปยกย่องสรรเสริญสถาบันพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ Frederick I และให้การยอมรับที่พระองค์ทรงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนางในราชสำนัก ในขณะที่ Horn วิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมดังกล่าวของ Frederick I และทำให้พระองค์ทรงไม่พอพระทัยเขา

ขณะเดียวกัน กลุ่ม the Hats ได้ใช้  Charles XII  เป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองในการรณรงค์ขับเคลื่อนนโยบาและยอุดมการณ์ของกลุ่ม ซึ่งเป็นหนึ่งในการฉายภาพอันบิดเบือนของพระองค์โดยคนรุ่นหลังโดยการใช้พระองค์เป็นสัญลักษณ์ให้การปลุกเร้าอารมณ์ความรักชาติบ้านเมือง และในสถานการณ์ดังกล่าวนี้ พระองค์ได้ถูกทำให้เป็นสัญลักษณ์ของนโยบายของ the Hats ในการเรียกร้องดินแดนคืนจากรัสเซีย โดยหวังว่าจะทำให้สวีเดนได้ส่วนแบ่งในการควบคุม the Baltic กลับคืนมาเพื่อการส่งเสริมการค้าของสวีเดน และใช้โจมตีนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของ Horn เพื่อหวังจะโค่นล้มอำนาจและอิทธิพลของเขา โดยรณรงค์ให้ประชาชนเชื่อว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ Horn ฝักใฝ่เป็นมิตรกับรัสเซีย ทั้งที่รัสเซียได้เอาดินแดนของสวีเดนไป

กลุ่ม the Hats ยังเรียกร้องให้มีการใช้นโยบายการค้าแบบพาณิชย์นิยมให้มากขึ้น เพราะเห็นว่านโยบายพานิชย์นิยมของ Horn ยังอ่อนเกินไป ข้อเรียกร้องและนโยบายของ the Hats ได้รับการตอบรับจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะจากข้าราชการพลเรือนและทหารรุ่นใหม่ และจากพ่อค้าส่งและอภิชนที่ร่ำรวยที่เข้าไปทำธุรกิจในโครงการใหม่ๆ ทางเศรษฐกิจ

และในการประชุมสภาฐานันดร ปี ค.ศ. 1734 กลุ่ม the Hats ได้รณรงค์นโยบายบางส่วนของออกมาอย่างแข็งขันในการที่จะสนับสนุนการรวมตัวกับฝรั่งเศส และกลุ่ม the Hats สามารถมีอำนาจในคณะกรรมาธิการลับ และพวกเขาได้ติดต่อกับทูตฝรั่งเศสประจำสวีเดน ที่พร้อมจะให้เงินสนับสนุนพวกเขา และแนวโน้มใหม่ที่เริ่มต้นขึ้นคือการหาเสียงสนับสนุนจากสภาบริหาร และในที่สุด ในที่ประชุมสภาฐานันดร ค.ศ. 1738 กลุ่ม the Hats ได้เดินหน้าโจมตี Horn ภายใต้บรรยากาศที่ผู้คนในสวีเดนตื่นตัวมาก และยุคใหม่ของยุคแห่งเสรีภาพก็ได้เริ่มต้นขึ้น
อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า Horn มีบทบาทสำคัญในนำการบริหารราชการแผ่นดินของสวีเดนตั้งแต่ปี ค.ศ. 1719 และมีแนวนโยบายต่างประเทศที่ตรงกันข้ามกับที่สวีเดนเคยดำเนินมาก่อนหน้านี้ นั่นคือ มุ่งรักษาสันติภาพและหลีกเลี่ยงการทำสงคราม โดยรักษาระยะห่างในความสัมพันธ์กับฝรั่งเศส และกระชับความสัมพันธ์กับอังกฤษมากขึ้น อีกทั้งไม่พยายามที่จะหาทางเอาดินแดนบริเวณบอลติกที่สวีเดนเสียไปกลับคืนมา ฮอร์นอยู่ในตำแหน่งประธานสภาบริหารจนถึงปี ค.ศ. 1738 นับเป็นเวลาถึง 18 ปีที่สวีเดนอยู่ในภาวะสันติภายใต้รัฐบาลที่นำโดย Horn

แม้ว่า Horn จะนำความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจมาสู่สวีเดน แต่ความเจริญรุ่งเรืองสวีเดนที่เกิดขึ้นภายใต้การบริหารแผ่นดินของ Horn กลับลบเลือนความทรงจำอันขมขื่นในช่วงสงครามที่เพิ่งจบสิ้นไปไม่ถึงยี่สิบปีที่ผ่านมา อภิชนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยผ่านประสบการณ์สงครามมากมายในรัชสมัย Charles XIIกระตือรือร้นที่จะแก้แค้นรัสเซีย และต้องการให้สวีเดนมีอำนาจมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ อภิชนคนรุ่นใหม่เหล่านี้เริ่มเบื่อหน่ายและเยาะหยันนโยบายสันติของ Horn ซึ่งขณะนั้นอายุได้ 74 ปีแล้ว และมองเขาว่าเป็นคนของยุคที่ตายแล้ว และหันไปนิยมผู้นำใหม่อย่าง  Carl Gyllenborg  ที่มีอายุเพียง 59 ปี และ  Count Gustaf Tessin  ที่มีอายุเพียง 43 ปี

นอกจากนี้ยังมีความไม่พอใจต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสมัยของ Horn ที่จะมาช่วยผสมโรงกับโค่นล้ม  “the Caps”  ภายใต้การชูประเด็นกู้ชาติ (patriot cause) ของพรรค “the Hats” อย่างเช่น ความไม่พอใจของข้าราชการวันกลางคนที่ได้รับเงินเดือนเพียงครึ่งเดียว และไม่มีโอกาสที่จะทำงานอะไรได้มาก นายทหารชั้นร้อยตรีและร้อยโทที่รอคอยการเลื่อนขั้นมายาวนาน อภิชนระดับล่างที่เรียกว่า   “riddarhus democracy”   ที่ต้องการท้าทาย “การปกครองภายใต้อภิชนาธิปไตย” ของอภิชนที่มีตำแหน่ง (titled nobility) และตระกูลของอภิชนที่ได้ดำรงตำแหน่งในสภาบริหาร และในการปฏิบัติการทางการเมืองเพื่อโค่นล้ม Horn ได้รับการสนับสนุนทางการเงินในรูปของทองคำจากรัฐบาลฝรั่งเศสอีกด้วย

Gustaf Tessin (ภาพ : วิกิพีเดีย)

 Carl Gyllenborg (ภาพ : วิกิพีเดีย)
 และในการประชุมสภาฐานันดร ค.ศ. 1738 ที่ประชุมที่เต็มไปด้วยอภิชนรุ่นใหม่ ได้ลงคะแนนเสียงเลือก  Carl Gustav Tessin  ผู้นำของพรรค “the Hats” ให้ดำรงตำแหน่ง marshal หรือประธานสภาฐานันดรอภิชน อีกทั้งที่ประชุมสภาฐานันดรยังได้ลงมติเลือกบุคคลที่นโยบายต่างประเทศที่แข็งกร้าวมากขึ้นเป็นสมาชิกสภาบริหาร รวมทั้งคนในพรรค “the Hats” ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมาธิการลับและสามารถควบคุมกิจการต่างประเทศได้ และจากการที่พรรค “the Hats” ได้รับความนิยมจากผู้คนในสังคมและได้รับการสนับสนุนในสภาฐานันดร และพรรค “the Hats” มีแนวทางและนโยบายที่ขัดแย้งแตกต่างจากนโยบายที่ Horn ยึดมั่นและดำเนินมาตลอดเวลาที่เขาเป็นผู้นำของรัฐบาล

สรุปได้ว่า สาเหตุหลักที่ Horn ต้องหลุดจากอำนาจทางการเมือง ได้แก่

 หนึ่ง   กลุ่มการเมืองที่พัฒนาเป็นพรรคการเมือง the Hats ที่มีจุดยืนและนโยบายทางการเมืองทั้งภายในและระหว่างประเทศที่แตกต่างอย่างมากจากนโยบายของ Horn พรรค the Hats ต้องการที่จะให้สวีเดนกลับเป็นมหาอำนาจผ่านการเป็นพันธมิตรกับชาติบางชาติ ความต้องการทวงดินแดนที่เสียไปคืน ความต้องการพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้นโยบายพาณิชย์นิยมเข้มข้น รวมทั้งความเห็นต่างในเรื่องผู้มีสิทธิ์อันชอบธรรมในราชบัลลังก์ด้วย ได้เริ่มรวมตัวเป็นสมาคมการเมืองตั้งแต่ ค.ศ. 1731 และรณรงค์ทุกวิถีทางที่จะได้เสียงข้างมากในสภาฐานันดร

สอง  การแทรกแซงจากมหาอำนาจต่างชาติที่ให้การสนับสนุนกลุ่ม the Hats อันเกี่ยวเนื่องกับการกำหนดตัวองค์รัชทายาทที่จะสืบราชบัลลังก์และความต้องการมีอำนาจอิทธิพลเหนือสวีเดนผ่านการสนับสนุนกลุ่มการเมือง the Hats ที่ขึ้นมาแทนที่รัฐบาลภายใต้ Horn

 สาม  จากการบริหารราชการแผ่นดินของเขาที่ส่งผลให้ประเทศชาติสงบ ปราศจากสงคราม เศรษฐกิจสามารถฟื้นคืนได้ ส่งผลให้อภิชนคนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายจากภาวะสงครามเริ่มปรารถนาอยากจะให้สวีเดนมีอำนาจทางเศรษฐกิจการเมืองในเวทีการเมืองระหว่างประเทศมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ภายใต้นโยบายของ Horn และภายใต้การรณรงค์ของพรรค the Hats สามารถได้เสียงสนับสนุนจากกลุ่มคนเหล่านี้

 สี่  การครองอำนาจที่ยาวนานเกินไปของ Horn ทำให้เกิดการปิดกั้นการขึ้นสู่อำนาจของคนรุ่นต่อๆ มา และทำให้คนกลุ่มที่ต้องการมีอำนาจทางการเมืองต้องการการเปลี่ยนแปลง และปัญหาความไม่พอใจอื่นๆดังที่ได้กล่าวไปแล้ว
ด้วยปัจจัยต่างๆ ที่ได้กล่าวไปนี้นำมาซึ่งการพ่ายแพ้ของ Horn เขาได้ตัดสินใจที่จะถอนตัวออกมาเองโดยการยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งประธานสภาบริหาร แม้ว่าจะเป็นความสมัครใจ แต่ปฏิเสธไม่ได้ สถานการณ์ดังกล่าวมีส่วนกดดันให้เขาต้องลาออกด้วย และในบางมุม อาจกล่าวได้ว่า Horn ถูกโค่นอำนาจจากพวกคลั่งชาติกระหายสงครามในหมู่อภิชนและพ่อค้าร่ำรวยที่ไม่พอใจในนโยบายสันติภาพของเขา
(โปรดติดตามตอนต่อไป)


กำลังโหลดความคิดเห็น