ในความเป็นไป
วรศักดิ์ มหัทธโนบล
ดังได้กล่าวไปแล้วว่า กรณีศึกษาวิธีการเขียนปูมประวัติแซ่ลี่จากที่กล่าวมานั้น ได้ยกเอาความทั้งหมดโดยไม่มีการตัดทอนใดๆ แต่ในระหว่างบรรทัดได้แทรกหมายเลขกำกับเอาไว้ท้ายบางประโยคที่พึงอธิบาย เพื่อมิให้การอ่านปูมดังกล่าวสะดุดจากคำอธิบายนั้น ต่อไปนี้คือกถาไขความดังกล่าวตามลำดับหมายเลขนั้น
(1) คำว่า เซี่ยฟ่าง (下放) หมายถึง การลงสู่ชนบทและโรงงานของเยาวชนจีนในช่วงที่มีการปฏิวัติวัฒนธรรม (ดูกถาข้อ 3) เพื่อหล่อหลอมตนเองให้มีจิตใจเยี่ยงชนชั้นกรรมาชีพ เวลานั้นมีเยาวชนลงสู่ชนบทนับสิบล้านคน ส่วนที่ไปยังโรงงานนั้นมีน้อยกว่า
(2) ป้ายบรรพชน คือ ป้ายชื่อบรรพชนของแต่ละตระกูล ป้ายนี้จะตั้งอยู่ในศาลบรรพชนของตระกูลที่ตั้งอยู่ในเคหสถานของตน ศาลนี้จะคล้ายกับศาลเจ้าแต่เล็กกว่า และไม่มีรูปเคารพของเทพเจ้าดังศาลเจ้า จะมีก็แต่ป้ายชื่อบรรพชนที่ตั้งเรียงรายเป็นชั้นๆ ลงมาตามลำดับรุ่น
ตอนที่เกิดการปฏิวัติวัฒนธรรมขึ้นนั้น ศาลบรรพชนของหลายตระกูลได้ถูกทำลายโดยขบวนการพิทักษ์แดง โดยอ้างว่า ศาลบรรพชนเป็นสิ่งสืบทอดของยุคศักดินา ซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับลัทธิสังคมนิยมในขณะนั้น ศาลบรรพชนจึงเป็นสิ่งงมงาย เพราะเป็นที่รวมเครือญาติของตระกูลที่จะมาทำพิธีเซ่นไหว้บรรพชนของตน
(3) การปฏิวัติวัฒนธรรม (1966-1976) หรือ เหวินฮว่าต้าเก๋อมิ่ง (文化大革命, the Cultural Revolution) คือ เหตุการณ์ทางการเมืองเพื่อเปลี่ยนสังคมจีนให้เป็นสังคมคอมมิวนิสต์โดยแท้ สิ่งใดที่มิใช่คอมมิวนิสต์จะต้องถูกวิพากษ์หรือทำลายโดยขบวนการพิทักษ์แดง (หงเว่ยปิง, 红卫兵, Red Guard) ทั่วประเทศ สมาชิกขบวนการส่วนใหญ่จะเป็นเยาวชนในวัยเรียน
ขบวนการนี้ได้รับการสนับสนุนจาก เหมาเจ๋อตง (毛澤東, 1893-1976) อดีตผู้นำสูงสุดในขณะนั้น แต่การปฏิบัติการของขบวนการนี้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ด้วยสมาชิกของขบวนการได้จับเอาผู้นำในส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นมาลงโทษ โดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมใดๆ จนเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายขึ้นมา เมื่อเหมาเห็นดังนั้นก็คิดว่า หากปล่อยให้ขบวนการนี้ปฏิบัติการต่อไปก็รังแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง เหมาจึงอาศัยความศรัทธาที่เยาวชนมีต่อตนเองด้วยการชี้นำให้ลงสู่ชนบท โดยอ้างว่าเพื่อหล่อหลอมตนเอง (ดูกถาข้อ 1) ความวุ่นวายจึงได้ยุติลง ส่วนคนที่ก่อคดีในเหตุการณ์ดังกล่าวต่อมาได้ถูกลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม
(4) การเคลื่อนไหว “ทำลายสี่เก่า” หรือ พ่อซื่อจิ้ว (破四旧) เกิดขึ้นในช่วงที่มีการปฏิวัติวัฒนธรรม สี่เก่าที่จะต้องถูกทำลายคือ ความคิดเก่า วัฒนธรรมเก่า ประเพณีเก่า และนิสัยเก่า
(5) จวนซีว์ (颛顼) เป็นบุคคลในยุคตำนานของจีน โดยเป็นหลานของบุคคลที่เชื่อกันว่าเป็นบรรพบุรุษของชาวจีน นั่นคือ ฮว๋างตี้ (黄帝) หรือจักรพรรดิเหลือง เชื่อกันว่า เขาเป็นผู้นำชนเผ่าจีนทางตะวันออก ซึ่งปัจจุบันคือมณฑลซานตง และได้ปกครองชนเผ่าของตนนานถึง 78 ปีจึงได้ลาจากโลกไป
จวนซีว์ต่อต้านพวกพ่อมดหมอผี และเป็นผู้ให้การสนับสนุนสังคมอำนาจฝ่ายบิดาให้มาแทนที่สังคมอำนาจฝ่ายมารดา และเป็นผู้ออกกฎห้ามมิให้แต่งงานระหว่างเครือญาติ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นที่มาของการไม่แต่งงานกันในหมู่คนแซ่เดียวกันของคนจีน
อย่างไรก็ตาม จวนซีว์มีลูกชื่อ ตี้คู่ (帝喾) หรือ คู่ (喾) คู่จึงเป็นเหลนของฮว๋างตี้ ว่ากันว่า ตี้คู่มีลูกสาวห้าคน ต่อมาลูกสาวทั้งห้าคนได้ไปตั้งถิ่นฐานเป็นของตนเอง และถิ่นฐานใหม่นี้ได้กลายเป็นที่มาของอีกห้าตระกูล และต่างก็มีฐานะเสมอด้วยกษัตริย์หรือจักรพรรดิ
ที่พิสดารก็คือว่า เชื้อสายของห้าตระกูลดังกล่าวบางครั้งก็อยู่ร่วมกับเชื้อสายของจวนซีว์อย่างสันติ บางครั้งก็ทำสงครามกัน โดยระหว่างนั้นต่างก็มีลูกหลานสืบเชื้อสายออกไป แถมในบางครั้งลูกหลานของทั้งสองฝ่ายก็ยังแต่งงานกันอีกด้วย จนลูกหลานในชั้นหลังได้สร้างคุณูปการให้แก่สังคมจีน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาน้ำท่วมใหญ่โดยใช้เวลายาวนานถึง 13 ปีจึงแก้ได้
ลูกหลานที่แก้ปัญหาน้ำท่วมได้คือ อี่ว์ (禹) ผลงานดังกล่าวทำให้เขาได้เป็นผู้นำของชาวจีน และถูกยกให้เป็นกษัตริย์องค์แรกของราชวงศ์เซี่ย (夏, ประมาณ ก.ค.ศ.2070-1600) ซึ่งเป็นราชวงศ์แรกของยุคต้นประวัติศาสตร์จีน
อนึ่ง สังคมอำนาจฝ่ายมารดาที่กล่าวไปข้างต้นก็คือ สังคมที่หญิงเป็นใหญ่เหนือชาย อันเป็นยุคแรกของมนุษยชาติหลังจากที่มีมนุษย์ได้อยู่รวมกลุ่มกันและใช้ชีวิตร่วมกัน แต่ครั้นเวลาผ่านไป สภาพสังคมที่แบ่งงานกันทำระหว่างหญิงชาย ก็เปลี่ยนสังคมอำนาจฝ่ายมารดามาเป็นสังคมอำนาจฝ่ายบิดา หรือสังคมที่ชายเป็นใหญ่เหนือหญิงมาจนทุกวันนี้
ดังนั้น การที่ตำนานเล่าว่า จวนซีว์สนับสนุนสังคมอำนาจฝ่ายบิดานั้นก็แสดงว่า จวนซีว์ก็คือผู้นำในการเปลี่ยนแปลงสังคมจีนไปสู่สังคมที่ชายเป็นใหญ่เหนือหญิงนั้นเอง
(6) เกาหยางซื่อ (高阳氏) ซื่อ หมายถึง ตระกูลเกาหยาง แต่คำว่า เกาหยาง เป็นอีกชื่อหนึ่งของจวนซีว์
(7) สามกษัตริย์ห้าจักรพรรดิ (ซานฮว๋างอู่ตี้, 三皇五帝) เป็นบุคคลสำคัญในยุคตำนานของจีนจนได้รับการยกย่องให้เป็นกษัตริย์หรือจักรพรรดิ บุคคลกลุ่มนี้แม้จะนับได้แปดคน แต่ในปกรณ์ของจีนกลับระบุชื่อแตกต่างกันไป ซึ่งหากนับรวมทุกคนที่ถูกระบุชื่อแล้วจะมีเกินแปดคน
(8) เหอหนานจวิ้น (河南郡) คือ มณฑลเหอหนาน แต่คำว่า จวิ้น นี้เป็นคำเรียกหน่วยปกครองของจีนในอดีต
(9) กษัตริย์จิงแห่งรัฐจงซาน (จงซานจิงหวัง, 中山靖王) คำว่า จิง ในที่นี้คือชื่อกษัตริย์ที่หากเทียบกับปัจจุบันก็คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือที่สมัยก่อนไทยเรียกว่า พ่อเมือง นั้นเอง
(10) ลัทธิเต้า (道家) หรือเต๋าในเสียงจีนแต้จิ๋วเป็นลัทธิที่เชื่อในธรรมชาติ และนิยมปลีกวิเวกไปจำศีลตามป่าเขา โดยดำรงตนเป็นนักพรตหรือนักบวชของลัทธินี้ ลัทธินี้เชื่อว่า ผู้ที่บรรลุธรรมจะได้เป็นเซียน ในกรณีนี้หมายความว่า มีคนในตระกูลลี่ไปบวชเป็นนักพรตจนบรรลุเป็นเซียน ซึ่งอาจถือเป็นความภูมิใจอย่างหนึ่งของตระกูลถ้าหากมีคนในตระกูลสมาทานลัทธิเต้า
กถาจากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้น่าจะขยายความเข้าใจได้มากขึ้น ว่านอกจากวิธีการบันทึกปูมแซ่แล้ว ลึกลงไปยังได้แฝงไว้ด้วยการยกย่องสมาชิกที่มีคุณูปการต่อตระกูล สมาชิกที่สร้างชื่อให้แก่ตระกูล และการขยายและเคลื่อนย้ายถิ่นฐานของสมาชิกในตระกูลบางรุ่น เป็นต้น ที่ต่างก็ถูกกล่าวถึงอย่างค่อนข้างละเอียด
ที่สำคัญ กรณีศึกษาแซ่ลี่นี้ทำให้เห็นว่า คนจีนนับแต่อดีตต่างเชื่อกันว่า แซ่ของตนล้วนมีปฏิสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกับบุคคลในยุคตำนาน โดยต่อมาบุคคลเหล่านี้ต่างก็ถูกยกย่องให้เป็นเทพ ในแง่นี้แซ่ของคนจีนจึงเป็นแซ่เทพไปด้วย ทั้งที่แต่แรกเริ่มของตำนานกล่าวถึงบุคคลเหล่านี้ว่ามีคุณูปการในด้านใดบ้าง เพื่อให้รู้ว่า ที่คนจีนดำรงชีพอยู่ด้วยความสะดวกสบายนั้น มี “ผู้สร้าง” มาให้มาก่อนหน้านี้ทั้งสิ้น เพียงแต่ไม่มีหลักฐานที่ระบุถึงการมีอยู่จริงของบุคคลเหล่านี้เท่านั้น
ปูมแซ่ของคนจีนโดยสังเขปที่ศึกษาผ่านตระกูลหรือแซ่ลี่ก็พอแก่การแต่เพียงเท่านี้


