"ปัญญาพลวัตร"
"ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"
การเมืองไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญยิ่ง ไม่เพียงในแง่ของการสับเปลี่ยนตัวผู้เล่นหรือพรรคการเมือง แต่ยังรวมถึงการเปลี่ยนแปลงในระดับที่ลึกซึ้งกว่า นั่นคือการเปลี่ยนแปลงของ “กรอบคิด” ทางการเมืองที่กำหนดว่าอำนาจคืออะไร ปัญหาของชาติคืออะไร และควรจะแก้ไขอย่างไร บทความนี้จะวิเคราะห์ว่าพรรคการเมืองหลักในประเทศไทยมีตรรกะการมองอำนาจและการนิยามปัญหาที่แตกต่างกันอย่างไร และความแตกต่างนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของจิตสำนึกทางการเมืองของสังคมไทยอย่างไร
หากเราต้องการเข้าใจความแตกต่างระหว่างพรรคการเมืองต่าง ๆ อย่างลึกซึ้ง เราจำเป็นต้องมองเกินกว่านโยบายหรือคำสัญญาหาเสียง แต่ต้องเจาะลงไปที่ "โครงสร้างความคิด" ที่อยู่เบื้องหลังการกระทำทางการเมือง พรรคการเมืองแต่ละพรรคไม่ได้แตกต่างกันเพียงแค่วิธีการแก้ปัญหา แต่แตกต่างกันตั้งแต่การ “นิยาม” ว่าอำนาจคืออะไร และปัญหาของประเทศคืออะไร
เมื่ออำนาจถูกมองว่าเป็น “สิ่งที่ต้องควบคุมและรักษาเสถียรภาพ” ปัญหาของประเทศก็จะถูกตีความว่าคือความวุ่นวาย ความเสี่ยง หรือภัยคุกคามต่อระเบียบที่มีอยู่ ในทางตรงกันข้าม หากอำนาจถูกมองว่าเป็น “เครื่องมือของประชาชนในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง” ปัญหาก็จะถูกระบุว่าคือความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้าง การผูกขาดอำนาจ และกลไกที่บิดเบือนการกระจายอำนาจอธิปไตย ความแตกต่างในการนิยามนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะมันกำหนดทั้งนโยบาย วาทกรรม และพันธมิตรทางการเมืองที่แต่ละพรรคจะสร้างขึ้น
ในบริบทของการเมืองไทย การนิยามอำนาจและปัญหายังสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน ระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น และระหว่างสถาบันต่าง ๆ ที่มีอำนาจในสังคม เป็นการต่อสู้ช่วงชิงความหมายที่จะกำหนดว่าใครควรมีอำนาจ อำนาจนั้นควรถูกใช้อย่างไร และกลไกตรวจสอบอำนาจควรมีลักษณะอย่างไร
ในกรณีของ “พรรคประชาชน” ตรรกะอำนาจที่ใช้นั้นตั้งอยู่บนหลักการพื้นฐานว่าอำนาจไม่ใช่ทรัพย์สินของชนชั้นนำหรือสถาบันใดสถาบันหนึ่ง แต่เป็นอำนาจอธิปไตยที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง และต้องถูกตรวจสอบได้โดย
ไร้ข้อยกเว้น รัฐในความหมายนี้ไม่ใช่ “ผู้ปกครอง” ที่มีอำนาจในตัวเอง แต่เป็น “ผู้รับมอบอำนาจ” ต้องทำหน้าที่ตามเจตจำนงของประชาชนและต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบอย่างเข้มงวด
จากกรอบคิดนี้ ปัญหาของประเทศจึงไม่ได้ถูกมองว่าอยู่ที่ “คนไม่ดี” หรือ “นักการเมืองทุจริต” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่โครงสร้างอำนาจที่ทำให้การผูกขาดและการไม่ต้องรับผิดเป็นไปได้ ระบบราชการที่รวมศูนย์เกินไป กองทุนและงบประมาณที่ขาดความโปร่งใส กลไกการตรวจสอบที่อ่อนแอ รัฐธรรมนูญปี 2560 ที่สร้างกลไกอำนาจนอกรัฐสภา การกินรวบของทุนผูกขาด และการแทรกแซงการเมืองของกองทัพ ล้วนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้ระบบประชาธิปไตยไม่สามารถทำงานได้ตามหลักการ
พรรคประชาชนมองว่าอำนาจในประเทศไทยถูกกระจุกตัวอยู่ที่ “ชนชั้นนำ” หรือ elite และสถาบันส่วนกลางที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน สิ่งที่พรรคเรียกร้องคือการทำลายวงจร “อำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง” ซึ่งเป็นการท้าทายพื้นฐานของระบบอำนาจแบบอุปถัมภ์ ที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมาช้านาน นี่คือสิ่งที่ เรียกว่า “อำนาจนำทางวัฒนธรรม” หรือการครอบงำทางวัฒนธรรมและอุดมการณ์ที่ทำให้ระบบอำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตยดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมชาติและยอมรับได้
นัยทางการเมืองของกรอบคิดนี้คือการเน้นที่การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง มากกว่าการเสนอนโยบายแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เป้าหมายคือการทำให้ “ผู้มีอำนาจ” กลายเป็น “ผู้ถูกตรวจสอบ” และสร้างกลไกที่ทำให้อำนาจไม่สามารถถูกผูกขาดได้ในระยะยาว วิธีการที่เสนอคือการกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่น การร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยประชาชน และการสร้างกลไกตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพจริง
การที่พรรคประชาชนได้รับความนิยมพุ่งสูงในโพลล่าสุดนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของจิตสำนึกทางการเมืองของสังคมไทย โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในยุคของข้อมูลข่าวสารและการมีส่วนร่วมทางการเมือง พวกเขาเริ่มตระหนักว่าปัญหาหลักของประเทศไม่ใช่แค่ความยากจน แต่คือความอัดอั้นเชิงโครงสร้างที่ทำให้ประชาชนไม่มีอำนาจในการกำหนดชะตากรรมของตนเอง นี่คือ “การล่มสลายของความชอบธรรม” ที่เกิดขึ้นเมื่อระบบอำนาจไม่สามารถตอบสนองความคาดหวังของประชาชนได้อีกต่อไป
“พรรคเพื่อไทย” มีตรรกะอำนาจที่แตกต่างออกไป อำนาจในความหมายของพรรคนี้คือความสามารถในการบริหารจัดการเพื่อปากท้อง หรือที่เรียกว่า “ปฏิบัตินิยม” ผู้นำที่ “เก่ง” ที่สามารถตัดสินใจได้เร็วและแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพคือหัวใจของการเมือง นี่คือตรรกะ เรียกว่า “ความชอบธรรมแบบบารมี” ที่ให้ความสำคัญกับคุณสมบัติส่วนบุคคลของผู้นำมากกว่าระบบหรือกระบวนการ
พรรคเพื่อไทยมองอำนาจผ่านชัยชนะในการเลือกตั้ง เพื่อนำมาขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ พรรคเชื่อในเรื่อง “รัฐบาลที่เข้มแข็ง” ที่สามารถจัดการทรัพยากรให้ถึงมือประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ในความหมายนี้ อำนาจไม่ใช่สิ่งที่ต้องกระจายหรือถูกจำกัด แต่เป็นสิ่งที่ต้องรวมศูนย์ไว้ในมือของผู้บริหารที่มีความสามารถ เพื่อให้สามารถตัดสินใจและดำเนินการได้อย่างฉับไว
จากกรอบคิดนี้ ปัญหาของประเทศจึงถูกนิยามในแง่ของความยากจนและการบริหารจัดการที่ไร้ประสิทธิภาพในช่วงที่ผ่านมา พรรคเชื่อว่าถ้าเศรษฐกิจดี ปัญหาอื่นก็จะคลี่คลายตามไปเอง โครงสร้างรัฐและการกระจายอำนาจไม่ค่อยถูกตั้งคำถามลึกซึ้งเท่ากับพรรคประชาชน สิ่งที่สำคัญคือการมีรัฐบาลที่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็วและจับต้องได้
นัยทางการเมืองของกรอบคิดนี้คือการเน้นนโยบายเศรษฐกิจประชานิยม เช่น การแจกเงิน การกระตุ้นการบริโภค โดยมีความยืดหยุ่นสูงในการจับมือหรือประนีประนอมกับกลุ่มอำนาจเดิมเพื่อให้สามารถบริหารงานได้ เพราะสิ่งที่สำคัญคือผลลัพธ์ในการแก้ปัญหาปากท้อง ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจ
อย่างไรก็ตาม เมื่อบริบททางการเมืองเปลี่ยนจากการถามว่า “ใครแก้ปัญหาปากท้องได้” ไปสู่การถามว่า “ใครกล้ารื้อโครงสร้างอำนาจ” คะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทยก็เริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัดในโพลล่าสุด นี่สะท้อนให้เห็นว่าการเมืองแบบปฏิบัตินิยมที่เน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอาจไม่เพียงพอต่อการตอบสนองความต้องการของสังคมที่เริ่มเห็นว่าปัญหาหลักอยู่ที่โครงสร้าง ไม่ใช่อยู่ที่การขาดนโยบายเศรษฐกิจ
“พรรคภูมิใจไทย” มีตรรกะอำนาจที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว อำนาจในความหมายของพรรคนี้คืออำนาจในการเข้าถึงทรัพยากรและการตอบสนองความต้องการเชิงพื้นที่ พรรคมองอำนาจในลักษณะ “เครือข่าย” และ “การปฏิบัติการ” มากกว่าอุดมการณ์หรือโครงสร้างระบบ พรรคเน้นความเป็นพรรคระดับภูมิภาคที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับกลไกรัฐและนักการเมืองท้องถิ่น
อำนาจในความหมายของพรรคภูมิใจไทยคืออำนาจในการต่อรองภายในระบบผสมของการเมืองไทย พรรคไม่เน้นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใหญ่ แต่เน้นการ “อยู่ให้ได้” และหาประโยชน์ให้กับกลุ่มฐานเสียงของตน นี่คือการเมืองแบบที่เน้นอำนาจเครือข่ายและความสัมพันธ์ มากกว่าอุดมการณ์
ปัญหาในสายตาของพรรคนี้คือข้อจำกัดทางกฎหมายและระเบียบรัฐที่ขวางกั้นโอกาสทำมาหากินของประชาชน รวมถึงความไม่สมดุลในการกระจายงบประมาณลงสู่จังหวัด ปัญหาคือสิ่งที่สามารถแก้ได้เป็นเรื่อง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกัญชา การท่องเที่ยว การคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เฉพาะ มันคือการเมืองแบบปฏิบัติรายวันที่ไม่ได้มุ่งไปที่วิสัยทัศน์ใหญ่ แต่เน้นผลประโยชน์ที่จับต้องได้และตอบสนองความต้องการของกลุ่มฐานเสียงโดยตรง
พรรคเติบโตในฐานะ “นักต่อรองทางอำนาจ” มากกว่าพรรคที่มีวาระเปลี่ยนแปลงประเทศ ความสำเร็จของพรรคไม่ได้วัดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง แต่วัดจากความสามารถในการเป็นรัฐบาล การนำผลประโยชน์มาสู่พื้นที่และกลุ่มฐานเสียง
“พรรคประชาธิปัตย์” มีตรรกะอำนาจที่หยั่งรากลึกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย อำนาจในความหมายของพรรคนี้ต้องอยู่ภายใต้หลักนิติธรรมและระบบรัฐสภา พรรคมองอำนาจผ่านความถูกต้องตามกฎหมาย และจารีตประเพณีทางการเมือง พยายามรักษาดุลยภาพระหว่างอำนาจประชาชนและอำนาจสถาบันหลักของชาติพรรคประชาธิปัตย์มักจะตั้งอยู่บนจุดยืนที่พยายามประนีประนอมระหว่างแรงกดดันเพื่อการเปลี่ยนแปลงกับความจำเป็นในการรักษาเสถียรภาพและความต่อเนื่อง
ปัญหาในสายตาของพรรคประชาธิปัตย์คือการทุจริตคอร์รัปชันและการใช้อำนาจเผด็จการ ทั้งเผด็จการทหารและเผด็จการรัฐสภา รวมถึงการขาดวินัยทางการเงินการคลัง พรรคมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่โครงสร้างระบบเท่าไรนัก แต่อยู่ที่การไม่ปฏิบัติตามหลักนิติธรรมและการขาดความรับผิดชอบในการใช้อำนาจ
วิธีแก้ที่เสนอคือการเน้นการตรวจสอบ การสร้างระบบประกันรายได้ และการปฏิรูปภายใต้กรอบกฎหมายเดิม พรรคไม่เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง แต่เน้นการปรับปรุงและตรวจสอบการใช้อำนาจภายในกรอบที่มีอยู่ และการเปลี่ยนแปลงแต่ภายในขอบเขตของระบบเดิม
เมื่อเราวางพรรคการเมืองหลักเหล่านี้เคียงข้างกัน เราจะเห็นภาพที่ชัดเจนของการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง พรรคประชาชนมองอำนาจว่าเป็นของประชาชนและปัญหาคือโครงสร้างอำนาจที่บิดเบือน จึงเสนอแนวทางปฏิรูประบบ พรรคเพื่อไทยมองอำนาจว่าเป็นเครื่องมือบริหารและปัญหาคือปากท้อง จึงเสนอนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ พรรคภูมิใจไทยมองอำนาจว่าเป็นทุนต่อรองและปัญหาคือเรื่องเฉพาะพื้นที่ จึงใช้แนวทางแบบปฏิบัตินิยม พรรคประชาธิปัตย์มองอำนาจว่าต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและปัญหาคือการทุจริตและการไร้วินัย จึงเน้นการตรวจสอบภายในกรอบเดิม
การเปลี่ยนแปลงของคะแนนนิยมในโพลล่าสุดไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงของความนิยมพรรคการเมือง แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านของ "ตรรกะทางการเมือง" ของสังคมไทย จากการถามว่า "ใครเก่งบริหาร" ไปสู่คำถามที่ลึกซึ้งกว่า คือ "ใครกล้ารื้อโครงสร้างอำนาจ" การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากประสบการณ์ทางการเมืองที่สั่งสมมายาวนาน
สังคมไทยได้ผ่านวงจรของรัฐประหาร การเลือกตั้งที่ถูกยุบสภา รัฐบาลที่เข้ามาด้วยการเลือกตั้งแต่ถูกโค่นล้มด้วยวิธีการอื่น และการสร้างกลไกต่าง ๆ ที่จำกัดอำนาจของผู้ได้รับเลือกตั้ง ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เริ่มตระหนักว่าปัญหาของประเทศไม่ใช่แค่ปัญหาทางเทคนิคที่ต้องการผู้นำที่เก่ง แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานของระบบอำนาจ
นี่คือ “การล่มสลายของความชอบธรรม” ที่เกิดขึ้นเมื่อระบบอำนาจไม่สามารถตอบสนองความคาดหวังของประชาชนได้อีกต่อไป เมื่อกลไกที่ควรจะสร้างความชอบธรรมให้กับระบบ เช่น การเลือกตั้ง กลับถูกบิดเบือนหรือถูกจำกัดอำนาจ ความเชื่อมั่นในระบบก็เริ่มสั่นคลอน และการเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างก็กลายเป็นวาทกรรมที่มีพลังมากขึ้น
การเปลี่ยนผ่านของตรรกะทางการเมืองนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงการต่อสู้ทางวาทกรรมระหว่างกลุ่มที่ต้องการรักษาสถานะเดิมกับกลุ่มที่ต้องการเปลี่ยนแปลง กลุ่มที่ต้องการรักษาสถานะเดิมมักใช้วาทกรรมที่เน้นความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลง เช่น “บ้านเมืองจะวุ่นวาย-เศรษฐกิจจะพัง-ต่างชาติจะไม่เชื่อมั่น” นี่คือ “การปกครองผ่านความกลัว” ที่อำนาจถูกสร้างขึ้นและรักษาไว้ผ่านการสร้างความกลัวต่อสิ่งที่อาจเกิดขึ้นหากมีการเปลี่ยนแปลง
ในทางตรงกันข้าม กลุ่มที่ต้องการเปลี่ยนแปลงใช้วาทกรรมที่เน้นความไม่ยุติธรรมของสถานะปัจจุบันและความจำเป็นในการปฏิรูป เช่น “คืนอำนาจให้ประชาชน-รื้อระบบอำนาจผูกขาด-สร้างสังคมที่เป็นธรรม” นี่คือวาทกรรมการปลุกจิตสำนึกให้ตระหนักถึงโครงสร้างของการกดขี่และความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลง
การต่อสู้ทางวาทกรรมนี้ไม่ใช่แค่การโต้แย้งทางความคิด แต่เป็นการต่อสู้เพื่อนิยามความเป็นจริงทางการเมือง เป็นการต่อสู้เพื่อกำหนดว่าอะไรคือปัญหา อะไรคือคำตอบ และใครควรมีอำนาจในการตัดสินใจ นี่คือ การต่อสู้เพื่อสร้างอำนาจทางวัฒนธรรม ที่ผลลัพธ์ของการต่อสู้นี้จะกำหนดทิศทางของการเมืองในระยะยาว
การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะไม่ใช่แค่การเลือกพรรคหรือผู้นำ แต่เป็นการเลือก “กรอบคิด” ว่าประเทศไทยควรจะ “รักษาอำนาจเดิม” หรือ “คืนอำนาจให้ประชาชน” มันคือการเลือกระหว่างการมองอำนาจว่าเป็นสิ่งที่ต้องควบคุม กับการมองอำนาจว่าเป็นสิ่งที่ต้องกระจาย มันคือการเลือกระหว่างการนิยามปัญหาว่าคือความวุ่นวาย กับการนิยามปัญหาว่าคือความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้าง
สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยตอนนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงของกระบวนทัศน์ทางการเมือง ที่เปลี่ยนผ่านจากการเมืองแบบอุปถัมภ์ที่ประชาชนเป็นผู้รอรับคำสั่ง ไปสู่การเมืองแบบมีส่วนร่วมที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง


