xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

“เกลือดำ – ปลากระบอกผิดรูป” วิกฤตมลพิษทับซ้อนในสมุทรสาคร

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ล้วงลึกวิกฤตมลพิษทับซ้อนในจังหวัดสมุทรสาครแหล่งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ จากกรณี “เกลือดำ” นาเกลือปนเปื้อนเขม่าโลหะหนักของโรงงานรีไซเคิล ถึงกรณี “ปลากระบอกผิดรูป” พบสารพิษสะสมตะกอนดินที่เข้าสู่ตัวปลาโดยตรง ในพื้นที่คลองนิคม 2 ตำบลนาโคก อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร 

ย้อนกลับไปช่วงต้นปี 2568 ชาวนาเกลือ ต.นาโคก อ.เมืองสมุทรสาคร เกษตรกรนาเกลือพบผลผลิต  “เกลือดำ”  โดยคาดว่าเกิดจากเขม่าและละอองจากการหลอมโลหะหนักของโรงงานรีไซเคิลที่อยู่ใกล้เคียงนาเกลือ และประสบปัญหาน้ำเสียจากโรงงานไหลซึมลงสู่นาเกลือจนผลผลิตเสียหาย รวมถึงมีปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นรบกวนด้วย โดยเฉพาะเวลากลางคืนที่มีการเดินเครื่องเตาหลอม

นำสู่การยื่นเรื่องร้องเรียนไปยังคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร หรือ กมธ. ที่ดินฯ จากนั้นมีการลงพื้นที่ร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบ อาทิ อุตสาหกรรมจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น

โดยตัวแทนชาวบ้านผู้ประกอบอาชีพเป็นเกษตรกรผู้ทำนาเกลือ เปิดเผยว่าได้รับผลกระทบจากโรงงานประเภทรีไซเคิลหล่อหลอมในพื้นที่คลองนิคม 2 ต.นาโคก ทั้งเรื่องกลิ่นเหม็นรบกวน เรื่องน้ำเสียจากโรงงานที่ซึมลงสู่นาเกลือ ทำให้ผลผลิตเกลือที่เป็นแหล่งรายได้หลักได้รับผลเสียหาย โดยเกลือกลายเป็นสีดำ ซึ่งคาดว่าเกิดจากละอองและเขม่าที่ฟุ้งออกมาจากการหลอมโลหะหนักของโรงงาน

จากกรณีดังกล่าว เอกนัฏ พร้อมพันธุ์  ขณะดำรงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ส่งทีมตรวจการสุดซอยกระทรวงอุตสาหกรรม นำโดย  ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบ 4 บริษัทรีไซเคิลในพื้นที่ที่คาดว่าเป็นสาเหตุทำให้ผลผลิตเกลือปนเปื้อนสารพิษกลายเป็นสีดำ จากการหลอมโลหะหนักของกลุ่มโรงงานรีไซเคิลจนมีเขม่าและละออง รวมทั้งปัญหาน้ำเสียจากโรงงานที่ไหลซึมลงสู่นาเกลือ รวมทั้ง การจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งสร้างความเสียหายแก่ชาวบ้านเกษตรกรนาเกลืออย่างหนัก

เบื้องต้นพบว่ากลุ่มโรงงานรีไซเคิลดังดล่าว มีการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ไม่พบการขออนุญาตนำสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วออกนอกบริเวณโรงงาน และไม่พบการแจ้งการขนส่ง เป็นต้น และพบว่าบางแห่งเคยถูกสั่งระงับการประกอบกิจการชั่วคราวตามหมายค้นศาลจังหวัดสมุทรสาคร

โดยกระทรวงอุตสาหกรรมมีการดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด โรงงานถูกสั่งปิด ปัญหาได้รับการแก้ไขในขณะนั้น พร้อมกับมีการการพิจารณาออกหรือปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เพื่อควบคุมการจัดการมลพิษของโรงงานเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม และประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ตลอดจนกำหนดแนวทางเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจของประเทศ

ทว่า เข้าสู่ช่วงปลายปี 2568 สถานการณ์ปัญหามลพิษทับซ้อนเกิดขึ้นอีกครั้ง กรณี  “ปลากระบอกผิดรูป” โดยพบในพื้นที่คลองนิคม 2 ต.นาโคก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร อ้างอิงรายงานข่าวระบุว่า ชาวบ้านในพื้นที่พบปลากระบอกที่มีลักษณะผิดปกติอย่างรุนแรง ทั้งมีตุ่มพอง เป็นจุดสีดำทั่วตัว ลำตัวบิดงอ และมีเนื้องอก อย่างไรก็ตาม การที่สัตว์น้ำแสดงความผิดปกติทางกายภาพ ถือเป็นดัชนีชี้วัดคุณภาพสิ่งแวดล้อม หรือ Bio-indicator นับเป็นส่งสัญญาณอันตรายไปยังมนุษย์ ซึ่งรูปร่างที่ผิดแปลกนอกจากเป็นการอาการเจ็บป่วยของสัตว์น้ำ ได้สะท้อนวิกฤตการณ์มลพิษทับซ้อนที่รุนแรงในเมืองอุตสาหกรรมแห่งนี้

เบื้องต้นจากการตรวจสอบของประมงจังหวัดสมุทรสาครระบุว่าลักษณะดังกล่าวเป็นความผิดปกติที่รุนแรงกว่าปกติ แต่ผลการตรวจคุณภาพน้ำเบื้องต้นอาจจะยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

 อย่างไรก็ดี ประเด็นใหญ่ที่น่ากังวลนอกจากคุณภาพน้ำ คือ ตะกอนดิน (Sediment Contamination) เพราะปลากระบอกเป็นสัตว์หน้าดิน (Benthic fish) หากินอยู่กับดินเลนและตะกอน หากพื้นน้ำปนเปื้อนโลหะหนักเกิดการสารพิษสะสมในตะกอนดินจะเข้าสู่ตัวปลาโดยตรง ซึ่งการที่ปลาเกิดการผิดรูป (Skeleton deformity) หรือ เนื้องอก ในมุมวิชาการเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของการสะสมมลพิษ 




 อร่าม ทองพูล  นักวิชาการอิสระ เผยข้อเท็จจริงผ่านบทความเรื่อง “มลพิษทับซ้อนในสมุทรสาคร ทำ ปลากระบอกผิดรูป” โดยระบุความว่า สมุทรสาครเป็นจังหวัดที่มีโรงงานอุตสาหกรรมหนาแน่นกว่า 5,800 แห่ง ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษขนาดใหญ่

สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือ ทำไมปัญหามลพิษยังคงรุนแรง ทั้งที่มีกฎหมายและมาตรการควบคุม เรามักมองมลพิษจากโรงงานเป็นเพียงเรื่องการ “ปล่อยน้ำเสีย” แต่ความจริงมันซับซ้อนกว่านั้น เช่น กรณีการตรวจพบ “กากแคดเมียม” นับหมื่นตันในโรงงานหลอมโลหะ ที่สะท้อนถึงความล้มเหลวในการจัดการกากอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ สารเหล่านี้หากรั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำเพียงเล็กน้อย ก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดการกลายพันธุ์หรือความผิดปกติทางชีวภาพในสัตว์น้ำได้ การจัดการมลพิษโรงงานจึงไม่ใช่เรื่องทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของธรรมาภิบาลในการบังคับใช้กฎหมายที่ต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้จริง

“ปัญหาในสมุทรสาครไม่ใช่แค่เรื่องน้ำ แต่คือมลพิษที่ส่งผลต่อกันเป็นทอดๆ (Multi-faceted pollution) ได้แก่ มลพิษทางอากาศ (Air-to-Water) เขม่าควันและฝุ่นโลหะจากการหลอมโลหะในโรงงาน (กรณีเกลือดำที่นาโคก รายงานโดยมูลนิธิบูรณะนิเวศ) เมื่อฝนตก สารมลพิษเหล่านี้จะชะล้างลงสู่แหล่งน้ำ เพิ่มความเข้มข้นของโลหะหนักในน้ำขึ้นไปอีก นอกจากนี้ ยังมีน้ำเสียจากเขตเมืองและเกษตรกรรม การขยายตัวของชุมชนที่ไร้ระบบบำบัดน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพ ซ้ำเติมให้คุณภาพน้ำเสื่อมโทรมลง จนระบบภูมิคุ้มกันของสัตว์น้ำอ่อนแอลง สุดท้ายคือ ความเสื่อมโทรมของความหลากหลายทางชีวภาพ เมื่อสภาพแวดล้อมเลวร้ายลง สัตว์พื้นถิ่นที่เปราะบางจะหายไป เหลือเพียงปลาที่พยายามปรับตัวแต่ต้องอยู่ในสภาพที่ผิดรูปดังที่เห็น”

เทียบเคียงสถานการณ์มลพิษจากอุตสาหกรรมหนัก กรณีศึกษาแม่น้ำกก จังหวัดเชียงราย ประมาณเดือน พฤษภาคม 2568 พบการปนเปื้อนของสารหนูและสารปรอทในระดับที่น่ากังวล โดยมีข้อสันนิษฐานหลักพุ่งเป้าไปที่กิจกรรมการทำเหมืองแร่บริเวณต้นน้ำ ซึ่งชี้ให้เห็นความรุนแรงของสารพิษจากอุตสาหกรรมที่รั่วไหลของลงสู่สายน้ำสามารถทำลายระบบนิเวศในวงกว้าง พบปลาในแม่น้ำกกแสดงอาการผิดปกติเกิดการติดเชื้อและผิวหนังผิดปกติ

 “ปลากระบอกที่ผิดรูปในวันนี้ คือ คำเตือนว่าอาหารในจานของคนไทยกำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยง ความหลากหลายทางชีวภาพคือพื้นฐานของ ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) หากเราปล่อยให้แหล่งผลิตอาหารตามธรรมชาติอย่างสมุทรสาครกลายเป็นแหล่งสะสมสารพิษ เราจะไม่เพียงแต่สูญเสียสัตว์น้ำ แต่เรากำลังรับประทานสารพิษสะสมเข้าสู่ร่างกายผ่านห่วงโซ่อาหาร ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพคนไทยในระยะยาวอย่างประเมินค่าไม่ได้” 

โดยเสนอแนะว่าการจะแก้ปัญหานี้ให้ได้ผลจริง ต้องก้าวข้ามการโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ต้องเกิดจากการประสานพลังอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็น ภาครัฐ ที่ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาด ไม่โอนอ่อนต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระยะสั้น และต้องเร่งผลักดันกฎหมายการรายงานการปลดปล่อยมลพิษ (PRTR) เพื่อให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ หรือ ภาคเอกชน ที่ควรต้องยกระดับสู่กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง การจัดการมลพิษต้องถือเป็นความรับผิดชอบพื้นฐาน ไม่ใช่ผักชีโรยหน้า รวมถึง ภาคประชาชน ที่ต้องตื่นตัวในการเฝ้าระวังพื้นที่และร่วมกันส่งเสียงเรียกร้องสิทธิในการเข้าถึงสิ่งแวดล้อมที่สะอาดเพื่อส่งต่อทรัพยากรที่ปลอดภัยให้แก่คนรุ่นหลัง

 ปัจจุบันจังหวัดสมุทรสาครมีโรงงานรวม 5,814 แห่ง แบ่งเป็น อำเภอเมือง 3,554 แห่ง อำเภอกระทุ่มแบน 2,174 โรง อำเภอบ้านแพ้ว 89 โรงงาน โดยข้อมูลจากคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร (เดือนมิถุนายน 2568) เปิดเผยว่า 3 อำเภอข้างต้น มีโรงงานกลุ่มเสี่ยงปล่อยมลพิษร้ายแรง 2 ประเภท แบ่งเป็น โรงงานประเภท 105 (เกี่ยวกับการฝังกลบสิ่งปฏิกูลหรือของเสียจากกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรม) 134 แห่ง และโรงงานประเภท 106 (เกี่ยวกับการรีไซเคิลวัสดุที่ไม่ใช้แล้วหรือของเสียจากโรงงานมาผลิตเป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ใหม่) 123 แห่ง โดยโรงงานประเภท 105 และ 106 จะถูกจับจ้องเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นกลุ่มเสี่ยงปล่อยมลพิษร้ายแรง 


 ปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นภาพสะท้อนปัญหามลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ถูกละเลย จนกระทั่งเกิดความเสียหายอย่างไม่คาดคิด  ชำนัญ ศิริรักษ์  ทนายผู้เชี่ยวชาญคดีสิ่งแวดล้อม โฆษก คณะ กมธ. วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) ได้สะท้อนถึงปัญหาเกี่ยวกับการสร้างโรงงานกระจายในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครปะปนพื้นที่ชุมชน และผลจากการขาดการบูรณาการกำกับดูแล ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายทาง หรือตั้งแต่การอนุญาตถึงการควบคุม

ทั้งนี้ โรงงานจะอยู่ภายใต้กฎหมาย 3 ฉบับ คือ พ.ร.บ.การสาธารณสุข และ พ.ร.บ.ผังเมือง ภายใต้การกำกับโดยหน่วยงานท้องที่ และ พ.ร.บ.โรงงาน ภายใต้กรมโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งนี้ การขอใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ภายใต้ พ.ร.บ.การสาธารณสุข หน่วยงานท้องถิ่นไม่ได้ตรวจโรงงานโดยละเอียด ไม่ได้ไปดูแบบเจาะลึกในรายละเอียดว่าเทคโนโลยีที่ใช้ในระบบบำบัด หรือระบบวิศวกรรมของโรงงานมีมาตรฐานหรือไม่ จะดูแค่ว่าโรงงานทำกิจการประเภทไหน มีระบบบำบัดและก่อให้เกิดความรำคาญแก่ชุมชนหรือไม่ จากนั้นจะอนุมัติให้ใบอนุญาตประกอบกิจการอันตรายต่อสุขภาพ

ขณะที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดจะพิจารณาอนุมัติใบ รง. 4 จะพิจารณาว่าโรงงานสร้างผิดผังเมืองหรือไม่ ผ่านการตรวจสอบของกรมโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งไม่ได้พิจารณามิติที่ลึกมากนัก ดูเพียงความเหมาะสมของพื้นที่ว่ามีจำนวนโรงงานมากเกินไปหรือไม่ ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดการอนุญาตตั้งโรงงานแบบไม่จำกัด ทำให้โรงงานเหล่านี้เกิดขึ้นมาได้เรื่อยๆ

 ประเด็นปัญหาสำคัญ คือ “การยกเลิกต่อใบอนุญาตทุก 5 ปี อันเป็นจุดเริ่มต้นมหากาพย์มลพิษในพื้นที่สมุทรสาคร” สืบเนื่องมาจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม ระบุไว้ว่า พ.ร.บ.โรงงานอุตสาหกรรม ฉบับแก้ไขใหม่ เปิดช่องให้ผู้ประกอบการไม่ต้องขออนุญาตต่ออายุใบ รง.4 จากเดิมที่ต้องต่ออายุทุก 5 ปี ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาคการผลิตและปิดช่องทุจริตของภาครัฐและดึงดูดการลงทุน แต่ยังคงคุมเข้มด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน โรงงานขนาดเล็กไม่ต้องขออนุญาตเพราะมีกฎหมายอื่นดูแลแล้ว ทว่า กลับเป็นตัวการใหญ่ที่ทำให้การตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรมมีความหละหลวม จนกระทั่งเกิดความเสียหายอย่างไม่คาดคิดในห้วงเวลานี้ 

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลไทยทำคลอดกฎหมายไม่ต้องต่ออายุใบ รง.4 ทุก 5 ปี ส่งผลกระทบให้ปัญหามลพิษรุนแรงมากขึ้นเพราะโรงงานขาดการตรวจสอบ จากแบบแผนที่ต้องปฎิบัติเมื่อครบกำหนดต่ออายุ ทางโรงงานจะปรับปรุงโรงงาน อาทิ ระบบบำบัด เครื่องจักร ฯลฯ เพื่อดำเนินการต่ออายุใบ รง.4 และเมื่อยกเลิกการต่ออายุทุก 5 ปีให้ ทำให้โรงงานเกิดการปล่อยปละละเลย แม้จะมีข้อกำหนดตามกฎหมายคุมเข้มด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมไว้อย่างชัดเจน

กล่าวสำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายในการจัดการมลพิษ โดยเบื้องต้น เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง  ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ เปิดเผยว่า ต้องมีการบูรณาการทำงานระหว่างภาคส่วนที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง หรือกระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่การคัดกรองนักลงทุนที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย โดยต้องมีนโยบายที่ชัดเจนในการพัฒนาอุตสาหกรรม อาทิ 1. อุตสาหกรรมแบบไหนที่ควรสนับสนุนให้เติบโตอย่างยั่งยืนในประเทศไทย 2. กลุ่มอุตสาหกรรมแบบใดที่จะไม่สนับสนุนให้เติบโตได้โดยง่าย และ 3. กลุ่มอุตสาหกรรมใดที่จะไม่อนุญาตให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเลย

โดยมองงว่าการแก้ไขปัญหามลพิษในพื้นที่สมุทรสาครควรยกระดับเป็น มติ ครม. ไม่ใช่ควรเป็นแค่ระดับกระทรวง เพราะหากเปลี่ยนรัฐบาลนโยบายจะถูกปัดตกไปด้วย หรืออย่างน้อยๆ ต้องผลักดันกฎหมาย PRTR หรือ ร่าง พ.ร.บ.การรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษ เพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ว่าในพื้นที่ต่างๆ มีโรงงานประเภทไหน หรือแต่ละโรงงานมีการครอบครองสารเคมีอันตรายตัวไหนบ้าง หากกฎหมาย PRTR บังคับใช้อย่างจริงจัง สถานการณ์สิ่งแวดล้อมในสมุทรสาครจะดีขึ้น

 สำหรับวิกฤตมลพิษทับซ้อนในจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นแหล่งโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่กว่า 6,000 แห่ง เป็นปัญหาระดับชาติที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน คงต้องติดตามว่ารัฐบาลใหม่จะเข้ามากำกับดูแลประเด็นนี้อย่างไร 


กำลังโหลดความคิดเห็น