xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

“หนู” พลัส “ตู่”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - เรียกว่า เคลื่อนไหว “ผิดสังเกต” เลยทีเดียว สำหรับ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและนายกรัฐมนตรี กับ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ปัจจุบันเป็น “องคมนตรี” เนื่องเพราะถูกตั้งข้อสังเกตว่า มีความเกี่ยวโยงกันอย่างมีนัยสำคัญทางการเมือง หรือที่สังคมใช้คำว่า “หนูพลัสตู่”

ทั้งนี้ ถ้าหากวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวของ “ค่ายสีน้ำเงิน” ก็จะพบว่า มีการส่ง “สัญญาณ” บางประการต่อสังคม โดยในการลงพื้นที่หาเสียง เมื่อวันที่ 11 มกราคมผ่านมา “เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล พูดชัดชนิดไม่ต้องแปลความเอาไว้ว่า “ขอคะแนนคนรักลุงตู่ ให้ลุงหนู เพราะลุงตู่ ท่านไม่สมัครแล้ว”
นี่คือ “วาทกรรมสำคัญ” ที่ไม่อาจมองข้ามได้

นี่ไม่ใช่เฉพาะหวังผลแค่พื้นที่ “กรุงเทพมหานคร” เท่านั้น หากแต่ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยัง “ชมรมคนรักลุงตู่” และ “ฝ่ายอนุรักษ์นิยม” ทั่วประเทศที่กำลังแย่งคะแนนกันเองให้รวมเป็นหนึ่งและเทคะแนนให้กับพรรคภูมิใจไทยที่สถาปนาตัวเองเป็นปีกของฝ่ายนี้ ซึ่งสอดคล้องกับการปั่นกระแส “เลือกเชิงยุทธศาสตร์” ที่ถูกใช้มาก่อนหน้านี้เพื่อผนึกพลังสู้กับ “พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย” พร้อมๆ กับการดึง “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ศุภจี สุธรรมพันธุ์และสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” มาเสริมภาพลักษณ์ให้ดูดี

ขณะเดียวกัน ถ้าหากย้อนกลับไปดูก่อนหน้านี้ พรรคภูมิใจไทยก็ส่งสัญญาณดังกล่าวออกมาเป็นระยะ นับตั้งแต่เข้ามาเป็นรัฐบาลด้วยการประการสานต่อ “นโยบายคนละครึ่ง” ของ “รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์” โดยเติมคำว่า “พลัส” เข้าไป เพื่อแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลของเขานั้นสานต่อแนวคิดของ “ลุงตู่” ที่ถูกอกถูกใจประชาชนเป็นลำดับต้นๆ

จากนั้นเมื่อยุบสภาและเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยก็เติมคำว่า “พลัส” ต่อเข้าไปในม็อตโตหาเสียงคือ “พูดแล้วทำ พลัส” ซึ่งก็ถูกตีความเช่นกันว่า เพื่อให้ประชาชนรับรู้ต่อเนื่องจากนโยบายคนละครึ่งที่เติมพลัสไปก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ ใครที่จับตาความเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทยมาต่อเนื่อง ก็จะเห็นว่า “อดีต สส.สังกัดป้อมค่ายลุงตู่” จาก “พรรครวมไทยสร้างชาติ” ก็พากันตบเท้าย้ายมาอยู่กับ “ค่ายสีน้ำเงิน” อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น “กลุ่มเสี่ยเฮ้ง-สุชาติ ชมกลิ่น” ที่มี “เสี่ยแด๊ก-ธนกร วังบุญคงชนะ” เด็กลุงร่วมด้วย และ “เสี่ยขิง-เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” ทายาททางการเมืองของ “กำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ” ซึ่งใครๆ ก็รู้ว่า แนบแน่นกับลุงตู่แค่ไหน

แน่นอนว่า ปัญหาย่อมเกิดขึ้นกับพรรคอื่นๆ ที่ถูกจัดอยู่ในฝ่ายอนุรักษ์นิยมไปโดยปริยาย โดยเฉพาะกับ “ค่ายสีฟ้า-พรรคประชาธิปัตย์” ที่หลังจาก “มาร์ค-อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค คะแนนนิยมก็ดีวันดีคืน จนทำให้ “คนเคยรัก” จำนวนไม่น้อยเทใจกลับคืนไปให้อยู่ไม่น้อยเช่นกัน รวมถึงป้อมค่ายอื่นๆ เช่น พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคพลังประชารัฐ เป็นต้น

คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ “ลุงตู่” เห็นดีเห็นงามกับ “ลุงหนู” เช่นนั้นหรือ เพราะถ้าไม่มี “สัญญาณพิเศษ” มีหรือที่ “เสี่ยหนู” จะกล้าประกาศรับช่วง “โหวตเตอร์ลุงตู่” ออกมาแบบโต้งๆ เช่นนี้

ตรงนี้หลายคนก็วิเคราะห์กันไปว่า งานนี้ “ลุงหนูตีกิน” หรือไม่ อย่างไร ด้วยในฐานะ “องคมนตรี” พลเอก ประยุทธ์คงไม่อาจให้สัมภาษณ์ปฏิเสธหรือแสดงท่าทีใดๆ ออกมาได้

อย่างไรก็ดี ถ้าหากจับสัญญาณถึงความกล้า “โหนลุงตู่” ของนายอนุทิน ก็จะเห็นว่า ไม่ได้ดำเนินไปอย่างโคมลอยหรือมโนไปเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการปรากฏตัวของทั้งสองคนในขณะเข้าเฝ้าถวายสักการะ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2569 ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามฯ เมื่อวันที่ 5 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งมีรายงานข่าวตรงกันว่า บรรยากาศการพบเจอเป็นไปอย่างชื่นมื่น มีการพูดคุยสอบถามสารทุกข์สุขดิบ ถามไถ่เรื่องสุขภาพ

ที่สำคัญคือ พลเอก ประยุทธ์ ยังได้ให้กำลังใจการทำงานกับนายอนุทิน พร้อมให้คำแนะนำการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงบอกให้อดทน

นอกจากนั้น ยังมีรายงานเพิ่มเติมว่า มีช่วงหนึ่งที่นายอนุทินเดินมาส่ง พลเอก ประยุทธ์ ได้ส่งมือให้ พลเอก ประยุทธ์ จับลักษณะประคองขณะก้าวลงบันไดผ่านธรณีประตูวัด ก่อนที่ พลเอก ประยุทธ์ จะเดินทางกลับ

หลายคนมองว่า นี่ไม่ใช่เรื่อง “บังเอิญ”

หลายคนมองว่า เป็นการพบกันที่มีนัยทางการเมืองอันสำคัญยิ่ง โดยมีการตีความว่า คือการแสดงออกทางสัญลักษณ์อย่างชัดแจ้งถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองคนในยามที่การเมืองทั้งไทยอยู่ระหว่างการเลือกตั้ง และมีการแบ่ง “ขั้วทางการเมือง” ออกเป็น 2 ขั้วหลักๆ โดยขั้วหนึ่งนำโดย “พรรคประชาชน” ขณะที่อีกขั้วหนึ่งคือ “ขั้วอนุรักษ์นิยม” กำลังช่วงชิงการนำอย่างหนักระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ






ยิ่งเมื่อย้อนหลังก็จะเห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง “ลุงตู่” กับ “ลุงหนู” ก็มีความเกี่ยวข้องกันอยู่ในที โดยเฉพาะการที่ “พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์” สามารถรั้งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ด้วยไม่มองเห็นคุณสมบัติอื่นใดนอกจากคำว่า “เด็กลุง” เพียงคำเดียวเท่านั้น

งานนี้ ก็ไม่รู้ว่า “หนูพลัสลุงตู่” หรือ “ลุงตู่พลัสหนู” หรือต่างคนต่างพลัสกันแน่ เพราะต้องยอมรับว่าโอกาสที่นายอนุทินจะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งก็เป็นไปได้สูง ดังนั้น ถ้ารักษาความสัมพันธ์เอาไว้ได้ การพูดคุยอะไรๆ ในอนาคตก็จะง่ายขึ้น โดยเฉพาะการจัดวางตำแหน่งแห่งหนในกองทัพ

ล่าสุด “ลุงตู่” ปรากฏกายอีกครั้งในงาน “สถาปนาวันกองทัพภาค 1 ครบรอบ 116 ปี” ซึ่งถ้ามองแบบชั้นเดียวเชิงเดียวก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะ “ลุงตู่” เคยดำรงตำแหน่ง “แม่ทัพภาคที่ 1” มาก่อน แต่ถ้า “คิดลึก” ก็จะอาจจะมีการตีความไปต่างๆ นานาว่า เกี่ยวข้องกับการกระชับอำนาจในกองทัพบกหรือไม่ เพราะต้องไม่ลืมว่า ก่อนหน้านี้ อดีตแม่ทัพภาคที่ 1 คือ “บิ๊กใหญ่-พลเอก อมฤต บุญสุยา ที่เวลานี้เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกนั้น ถูกตั้งคำถามหนักในการจัดการกับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา กระทั่งเมื่อเปลี่ยนมาเป็น “แม่ทัพไก่-พลโท วรยส เหลืองสุวรรณ ถึงได้เกิดการชำระสะสางตลอดแนวชายไทยที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 1 โดยเฉพาะที่บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว

โดยภายในงาน “องคมนตรีลุงตู่” พี่ใหญ่ ตท.12 ชวน “บิ๊กปู-พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์” ผู้บัญชาการทหารบก รุ่นน้อง ตท.26 และ “บิ๊กไก่-พลโท วรยส เหลืองสุวรรณ” แม่ทัพภาคที่ 1 รุ่นน้อง ตท.28 ซึ่งมีการตีความจากผู้สื่อข่าวสายทหารว่า เพื่อสยบกระแสข่าวลือต่างๆ อันเชื่อมโยงกับบารมีของ “บูรพาพยัคฆ์” ในกองทัพที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ พลเอก ประยุทธ์ โตจาก พล ร.2 รอ. ส่วน พลเอก พนา โตจาก พล 1 รอ. และ พล ร.11 ส่วน พลโท วรยส เติบโตจากทั้ง พล ร.2 รอ และ พล 1 รอ. และถือเป็น “แคนดิเดตผบ.ทบ.” ที่ทำท่าจะมาแรงเหนือ “บิ๊กใหญ่-พลเอก อมฤต” ซึ่งถือเป็น “เด็กลุง” ที่เติบโตจาก ร.21 รอ. และก่อนหน้านี้ถูกวางตัวเป็น ว่าที่ ผบ.ทบ.มากขึ้นเรื่อยๆ ชนิดที่เรียกว่า “หายใจรดต้นคอ” เลยทีเดียว

ส่วนตัว “บิ๊กใหญ่-พลเอก อมฤต เองก็มีความเคลื่อนไหวแบบที่ต้องร้องเอ๊ะเช่นกัน เพราะอยู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาเขียนบทความชื่อในเฟซบุ๊ก “ใหญ่ อมฤต” เรื่อง ปัญหาในเวเนซุเอลา (ตอนที่ 1) ซึ่งผิดจากวิสัยที่ผ่านมา ท่ามกลางสถานการณ์ที่มีดำเนินในทิศทาง “ไปไม่ถึงดวงดาว”

ขณะเดียวกัน การไปร่วมงานดังกล่าวของ “ลุงตู่” ก็ถูกเชื่อมโยงจังหวะการเคลื่อนไหวของ “ค่ายสีน้ำเงิน” ซึ่งเปิดปฏิบัติการรุกทางการเมืองด้วยกลยุทธ์รับเหมาโหวตเตอร์ลุงตู่อย่างไม่อาจมองข้ามได้อีกด้วย ทว่า จะได้ผลหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว “เบื่อลุง” กันพรึ่บ

นอกจาก “หนูพลัสตู่” แล้ว เป็นเรื่องที่บังเอิญอย่างร้ายกาจอีกเช่นกัน เมื่ออยู่ๆ “แก้ว เรมี” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา โพสต์แสดงความคิดเห็นเมื่อ 8 ม.ค.ที่ผ่านมาว่าถ้า “พรรคภูมิใจไทย” ของ “เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” แพ้เลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.นี้จะมีโอกาสเกิดสงครามน้อย พร้อมชักชวนคนไทยให้ช่วยลงคะแนนเสียงให้กับพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาชนเพื่อไม่ให้เกิดสงครามครั้งที่ 3

บ้างก็ว่า “แก้ว เรมี” หมายความตามที่พูดอย่างนั้นจริงๆ

แต่สดับโดยรวมแล้ว ส่วนใหญ่มีความเห็นว่า “จริงๆ แล้วเขมรเชียร์พรรคภูมิใจไทย” มากกว่า เหมือนที่ “รังสิมันต์ โรม” ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กเอาไว้ว่า “แท็กติกตื้นๆ ที่คนในรัฐบาลกัมพูชานำมาใช้ คือความพยายามสร้างแนวร่วมมุมกลับให้กับฝ่ายของฮุน เซน ในไทย เพราะฮุน เซน ย่อมรู้ดีว่า หากออกมาสนับสนุนพรรคการเมืองใดโดยตรง ประชาชนชาวไทยจำนวนมากที่ไม่ยอมรับและต่อต้านระบอบฮุน เซน จะถอนการสนับสนุนจากพรรคการเมืองนั้นทันที และหันไปสนับสนุนกลุ่มการเมืองอื่น ซึ่งฝ่ายฮุน เซน คำนวณแล้วว่าจะเป็นประโยชน์ต่อเครือข่ายของตนเอง”

ขณะที่เมื่อตัดภาพไปที่ “ค่ายสีส้ม” ในระยะหลัง ก็จะสัมผัสได้ว่า คะแนนนิยมสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้แตกต่างจากในปี 2566 ค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะผลพวงจากที่เคยด้อยค่าทหารด้วยคำพูด “ทหารมีไว้ทำไม” ซึ่งถูกขุดออกมาโจมตีในช่วงที่กระแส “รักชาติ” กำลังพุ่งพล่าน กระทั่งเบื้องสูงและเบื้องต่ำต้องออกมาแก้ตัวกันยกใหญ่ ทั้งเสี่ยเอก-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าเท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และแกนนำคนสำคัญในพรรค ถึงขนาด “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ต้องออกหน้าขอโทษวาทกรรม “ทหารมีไว้ทำไม”

นอกจากนั้น ยังมีการเปิดตัว “ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน” ที่ไปลากเอา “เทคโนแครตสีส้ม” เพื่อแก้ปม “ดีแต่พูด” และ “ทำงานไม่เป็น” รวมทั้งสร้างภาพการประนีประนอม เพราะต้องยอมรับว่า บางคนเคยมีเบื้องหลังเคยรับใช้ “ระบอบเก่า” ก็ตามที แต่ดูเหมือนว่า สถานการณ์จะไม่ได้ดีขึ้นเท่าใดนัก

ยิ่งไปกว่านั้นคือ ในขณะที่พรรคประชาชนประกาศ “มีส้มไม่มีเทา” แต่ความจริงที่ปรากฏก็คือ ในพรรคส้มนั้นมีเทาปปะปนอยู่จำนวนไม่น้อย เป็นเทาที่มีเฉดสีอ่อนๆ ไปจนถึงขั้น “ดำ” ก็ยังมี

อย่างล่าสุด เมื่อวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ตำรวจไซเบอร์ ได้จับกุม “นายรัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ” ตามข้อกล่าวหาว่า “ร่วมกันจัดให้มีการเล่นการหรือทำอุบายล่อช่วยประกาศโฆษณา หรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนัน ในการเล่นพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน และสมคบฯฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน”

เป็นรัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.ตาก เขต 2 พรรคประชาชน

หรือก่อนหน้านี้กับกรณ “นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์” อดีตผู้สมัคร สส.กทม. เขต 33 บางพลัด – บางกอกน้อย ในนามพรรคประชาชน ถูกตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) เข้าจับกุมในปฏิบัติการ Black Mirror TKP โดยถูกกล่าวหาว่าพัวพันคดีฟอกเงินเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท

ทั้ง 2 เหตุการณ์ส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมของพรรคส้มอย่างรุนแรง และเมื่อบวกกับกรณี “มีทหารไว้ทำไม” ทำให้พรรคประชาชนตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากในทางการเมือง ซึ่งโอกาสที่ผลการเลือกตั้งจะเป็นไปตามที่ ผอ.นิด้าโพลว่าไว้ก็มีความเป็นไปได้สูงยิ่ง

ส่วนสุดท้าย “สูตรการจัดตั้งรัฐบาล” จะออกมาอย่างไร ขึ้นอยู่กับพรรคไหนมี สส.อยู่ในมือสักกี่มากน้อย

แต่แนวทางที่เป็นไปได้มากที่สุดก็คือ “น้ำเงินผนึกแดง” แล้วไปผสมกับพรรคอื่นๆ โดยผลักให้ “ค่ายสีส้ม-พรรคประชาชน” รับบทฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ส่วนสูตร “แดงผสมส้ม” นั้นมีความเป็นไปได้ค่อนข้างน้อยหรือเป็นไปไม่ได้เลย ยิ่งในยามที่เจ้าของค่ายสีแดงคือ “ทักษิณ ชินวัตร” ยังอยู่ในคุกด้วยแล้ว ยิ่งตัดสูตรนี้ทิ้งไปได้เลย


กำลังโหลดความคิดเห็น