"ปัญญาพลวัตร"
"ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"
ในภูมิทัศน์การเมืองไทยช่วงทศวรรษที่สอง ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่งประการหนึ่งคือการที่เทคโนเครต ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีความสามารถเฉพาะทาง จำนวนหนึ่งได้เลือกที่จะร่วมงานกับพรรคการเมืองที่มีรากฐานมาจากโครงสร้างอำนาจแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะพรรคบ้านใหญ่ที่มีลักษณะเด่นชัดในการดำเนินงานผ่านระบบอุปถัมภ์ เครือข่ายทุน และกลไกอำนาจที่ฝังรากลึกในท้องถิ่น ปรากฏการณ์นี้มิใช่เหตุบังเอิญ หากแต่เป็นยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายเชิงความชอบธรรมที่พรรคการเมืองประเภทนี้ต้องเผชิญในยุคที่วาทกรรมความเป็นมืออาชีพและความโปร่งใสกลายเป็นสกุลเงินสำคัญของการเมืองสมัยใหม่
บทความนี้มุ่งเจาะลึกไปสู่กลไกการทำงานของสิ่งที่อาจเรียกได้ว่า “การฟอกภาพเชิงสัญลักษณ์” ผ่านการใช้เทคโนเครตเป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมให้กับโครงสร้างอำนาจเดิม โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงแก่นแท้ของการทำงานทางการเมืองแต่อย่างใด การวิเคราะห์นี้จะแสดงให้เห็นว่าเทคโนเครตในบริบทดังกล่าวมิได้ถูกนำมาเพื่อ “เปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ” หากแต่ถูกใช้เป็น “แป้งผัดหน้า” ไม่ใช่เพื่อรักษาโรค แต่เพื่อปกปิดอาการ เพื่อให้ผิวหน้าดูสะอาดขึ้น ทั้งที่กลไกภายในยังคงทำงานตามแบบแผนเดิมทุกประการ
เมื่อพิจารณาถึงบทบาทของเทคโนเครตในพรรคบ้านใหญ่อย่างรอบด้าน จะพบว่าพวกเขาถูกนำเสนอต่อสาธารณะในฐานะสัญลักษณ์แห่งความเป็นมืออาชีพ ความมีเหตุมีผล และความสามารถเชิงเทคนิค การนำเสนอนี้มีจุดมุ่งหมายชัดเจน คือเพื่อทำให้พรรคบ้านใหญ่ดูทันสมัย เป็นสากล และพร้อมที่จะบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ เทคโนเครตเหล่านี้ปรากฏในเวทีสาธารณะพร้อมกับประวัติการศึกษาที่โดดเด่น ประสบการณ์การทำงานในองค์กรระหว่างประเทศ หรือความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่สามารถยืนยันได้ด้วยผลงานวิชาการหรือวิชาชีพ พวกเขากลายเป็นหน้าตาใหม่ของพรรคที่พยายามเบนความสนใจจากภาพลักษณ์เก่าที่เต็มไปด้วยความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ การซื้อเสียง และการเมืองเงินทอง
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาไปยังการทำงานเชิงโครงสร้างที่แท้จริง จะพบว่าอำนาจในการตัดสินใจเชิงนโยบายยังคงอยู่กับเครือข่ายบ้านใหญ่ กลุ่มทุนที่หนุนหลัง และระบบอุปถัมภ์เดิมที่มีรากฐานมาช้านาน นโยบายสำคัญ การจัดสรรงบประมาณ หรือการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ยังคงผ่านกลไกอำนาจแบบเดิม ซึ่งทำงานผ่านเครือข่ายความสัมพันธ์ส่วนตัว ผลประโยชน์ร่วม และการแลกเปลี่ยนทางการเมืองที่ซับซ้อน เทคโนเครตจึงทำหน้าที่ “ให้ภาพ” มากกว่า “ให้ทิศทาง” พวกเขาเป็นฉากหน้าที่สวยงาม แต่มิใช่กลไกที่ขับเคลื่อนการทำงานที่แท้จริง
มิเชล ฟูโกต์ เคยชี้ให้เห็นว่าอำนาจในสังคมสมัยใหม่ไม่ได้ทำงานผ่านการปราบปรามโดยตรงเพียงอย่างเดียว หากแต่ทำงานผ่านการผลิตความจริง การสร้างวาทกรรม และการจัดการภาพลักษณ์ ในกรณีของพรรคบ้านใหญ่ การนำเทคโนเครตเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างคือการใช้กลยุทธ์แบบฟูโกต์อย่างแท้จริง กล่าวคือการสร้าง “ความจริง” เชิงสัญลักษณ์ว่าพรรคนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ได้รับการปฏิรูปแล้ว และกำลังดำเนินไปในเส้นทางของความเป็นมืออาชีพและความโปร่งใส ทั้งที่ในความเป็นจริง โครงสร้างอำนาจที่แท้จริงยังคงทำงานในลักษณะเดิม เพียงแต่ถูกปกคลุมด้วยชั้นของความเป็นเทคโนเครต
การแสดงละครเชิงสัญลักษณ์นี้ทำงานผ่านกลไกหลายระดับ ในระดับสื่อสารมวลชน เทคโนเครตเหล่านี้จะถูกนำเสนอเป็นผู้กำหนดนโยบาย เป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนวาระต่าง ๆ ของพรรค ในระดับวาทกรรมสาธารณะ พวกเขาจะเป็นผู้อธิบายนโยบายด้วยภาษาทางวิชาการ ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ และด้วยเหตุผลที่ดูเหมือนว่าปราศจากอคติทางการเมือง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาไปยังกระบวนการตัดสินใจที่แท้จริง จะพบว่านโยบายสำคัญหลายอย่างถูกกำหนดโดยตรรกะของผลประโยชน์ทางการเมือง การรักษาฐานเสียง และการตอบสนองต่อกลุ่มทุนที่สนับสนุน มากกว่าจะเป็นการตอบสนองต่อข้อเสนอเชิงวิชาการหรือเทคนิคจากเทคโนเครต
ในแง่นี้ เทคโนเครตจึงทำหน้าที่เป็น “ผู้แปล” ที่แปลผลประโยชน์ทางการเมืองให้อยู่ในรูปของภาษาทางวิชาการและเทคนิค พวกเขาช่วยให้นโยบายที่มาจากตรรกะของอำนาจและผลประโยชน์ดูเหมือนว่ามาจากตรรกะของความรู้และความเป็นมืออาชีพ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “ความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์” (symbolic violence) ที่ทำงานผ่านการนำเสนอระเบียบอำนาจที่มีอยู่เสมือนว่าเป็นระเบียบที่มีเหตุมีผลและเป็นธรรมชาติ โดยปกปิดความจริงที่ว่ามันเป็นผลผลิตของความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ไม่เท่าเทียม
หนึ่งในกลไกที่สำคัญที่สุดในการใช้เทคโนเครตเป็นแป้งผัดหน้า คือการวางบทบาทของพวกเขาไว้ในระดับที่เหมาะสม ไม่สูงเกินไปจนคุกคามโครงสร้างอำนาจเดิม แต่ก็ไม่ต่ำเกินไปจนไม่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ เทคโนเครตกลุ่มนี้มักถูกวางไว้ในระดับคำอธิบาย ไม่ใช่ระดับการตัดสินใจ พวกเขาสามารถอธิบายนโยบายได้ สามารถเสนอแนะแนวทางได้ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทิศทางที่แท้จริงของพรรคได้ นี่คือการแยก "ความรู้" ออกจาก "อำนาจ" อย่างเป็นระบบ
แม็กซ์ เวเบอร์ เคยชี้ให้เห็นว่าในระบบราชการสมัยใหม่ มีการแยกระหว่างผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิค (technical experts) กับผู้นำทางการเมือง (political leaders) อย่างชัดเจน ผู้เชี่ยวชาญมีหน้าที่ให้ข้อมูล ให้ทางเลือก และวิเคราะห์ความเป็นไปได้ แต่การตัดสินใจสุดท้ายอยู่ที่ผู้นำทางการเมืองที่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน ในกรณีของพรรคบ้านใหญ่ การแยกนี้ถูกใช้ในลักษณะที่บิดเบือน กล่าวคือเทคโนเครตถูกนำเสนอเสมือนว่าพวกเขามีบทบาทในการกำหนดนโยบาย ทั้งที่ในความเป็นจริง พวกเขาเป็นเพียงผู้ให้ความชอบธรรมเชิงวิชาการแก่นโยบายที่ถูกกำหนดโดยตรรกะอื่นอยู่แล้ว
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือความรู้ถูกทำให้เป็น “เครื่องประดับของอำนาจ” มากกว่าจะเป็น “กลไกตรวจสอบอำนาจ” ความรู้ในที่นี้ไม่ได้ถูกใช้เพื่อท้าทายโครงสร้างอำนาจที่มีอยู่ ไม่ได้ถูกใช้เพื่อชี้ให้เห็นข้อจำกัดหรือปัญหาของระบบ หากแต่ถูกใช้เพื่อตกแต่งและทำให้โครงสร้างเดิมดูดีขึ้น ดูมีเหตุมีผลขึ้น และดูชอบธรรมขึ้น นี่คือการทำให้ความรู้เสื่อมถอยจากบทบาทวิพากษ์ของมันไปสู่บทบาทรับใช้อำนาจ ที่เรียกว่า “เหตุผลเชิงเครื่องมือ” ที่ความรู้ถูกลดทอนให้เป็นเพียงเครื่องมือของอำนาจ โดยสูญเสียมิติวิพากษ์และอิสระของมันไป
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงการเป็น “กับดักของผู้เชี่ยวชาญ” (technocratic trap) ซึ่งหมายถึงภาวการณ์ที่ผู้เชี่ยวชาญถูกดึงเข้าไปในระบบอำนาจด้วยสัญญาว่าพวกเขาจะได้ใช้ความรู้เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง แต่ในท้ายที่สุด ความรู้ของพวกเขากลับถูกใช้เพื่อทำให้ระบบเดิมคงอยู่ได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้น เทคโนเครตที่เข้าร่วมกับพรรคบ้านใหญ่หลายคนอาจเริ่มต้นด้วยความตั้งใจที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงจากภายใน แต่พวกเขาค่อยๆ พบว่าตัวเองถูกจำกัดด้วยกรอบของระบบที่มีอยู่ การทำงานภายในกรอบนั้นหมายถึงการยอมรับเงื่อนไขที่อำนาจวางไว้ และการยอมรับเงื่อนไขนั้นก็หมายถึงการสละอิสระทางปัญญาและจริยธรรมอย่างค่อยเป็นค่อยไป
การนำเทคโนเครตเข้ามาในโครงสร้างของพรรคบ้านใหญ่มิใช่เพียงเพื่อฟอกภาพในวงกว้างเท่านั้น หากแต่มีเป้าหมายเฉพาะเจาะจงต่อกลุ่มเป้าหมายทางการเมืองที่สำคัญ นั่นคือชนชั้นกลางเมืองที่มีการศึกษา มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และมักมีท่าทีเชิงวิพากษ์ต่อการเมืองแบบอุปถัมภ์ กลุ่มคนเหล่านี้ในหลายกรณีไม่ชอบการเมืองแบบบ้านใหญ่ในเชิงวัฒนธรรม ไม่ชอบวัฒนธรรมการซื้อเสียง ไม่ชอบความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ ไม่ชอบการเมืองเงินทอง และไม่ชอบวาทกรรมประชานิยมที่ดูเหมือนปราศจากเหตุผล
อย่างไรก็ตาม ชนชั้นกลางเหล่านี้ก็มักจะมีความต้องการเสถียรภาพ ความต้องการความสงบเรียบร้อย และความเต็มใจที่จะยอมรับระบบที่มีอยู่หากระบบนั้นสามารถนำเสนอตัวเองในรูปแบบที่ “มีหน้าตาเป็นมืออาชีพ” การมีเทคโนเครตในพรรคบ้านใหญ่จึงเป็นการตอบสนองต่อความขัดแย้งทางวัฒนธรรมนี้อย่างแยบยล กล่าวคือการสร้างทางเลือกที่ชนชั้นกลางสามารถยอมรับได้ นั่นคือเป็นพรรคที่มีรากฐานจากโครงสร้างอำนาจแบบเก่า แต่มี “หน้าตา” ที่ทันสมัยและเป็นมืออาชีพ
นี่คือการประสานกันระหว่าง “โครงสร้างอำนาจแบบเก่า” กับ “วาทกรรมเทคโนเครตแบบใหม่” โดยไม่ต้องแตะต้องถึงรากของปัญหา พรรคยังคงดำเนินงานผ่านระบบอุปถัมภ์ ยังคงพึ่งพาเงินทุนจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ยังคงใช้กลไกการซื้อเสียงในรูปแบบต่าง ๆ และยังคงบริหารงานผ่านเครือข่ายความสัมพันธ์ส่วนตัว แต่ทั้งหมดนี้ถูกห่อหุ้มด้วยภาษาของความเป็นมืออาชีพ ความโปร่งใส และการบริหารงานแบบธรรมาภิบาล ซึ่งทำให้ชนชั้นกลางสามารถยอมรับได้โดยไม่รู้สึกว่าตนเองกำลังสนับสนุนระบบที่พวกเขาไม่เห็นด้วยในเชิงหลักการ
สิ่งที่น่าสนใจคือพรรคบ้านใหญ่ได้พัฒนาสิ่งที่อาจเรียกว่า “ระบบความชอบธรรมแบบคู่ขนาน” คือการมีกลไกสร้างความชอบธรรมสองชุดที่ทำงานควบคู่กันไปเพื่อตอบสนองต่อกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน สำหรับฐานเสียงในชนบทและกลุ่มชั้นล่างในเมือง พรรคยังคงใช้กลไกความชอบธรรมแบบดั้งเดิม อันได้แก่ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ การแจกจ่ายผลประโยชน์ การสร้างภาพผู้นำที่ใกล้ชิดกับประชาชน และวาทกรรมประชานิยมที่เน้นการตอบสนองความต้องการโดยตรง สำหรับชนชั้นกลางเมืองและกลุ่มปัญญาชน พรรคใช้กลไกความชอบธรรมแบบใหม่ อันได้แก่ การนำเสนอนโยบายผ่านภาษาทางวิชาการ การใช้เทคโนเครตเป็นหน้าตาของพรรค และการสร้างภาพว่าพรรคกำลังดำเนินไปในเส้นทางของการปฏิรูปและความเป็นมืออาชีพ
การมีระบบคู่ขนานนี้ทำให้พรรคสามารถรักษาฐานเสียงเดิมไว้ได้ พร้อมกับขยายการสนับสนุนไปยังกลุ่มใหม่ที่เคยมองว่าพรรคประเภทนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ นี่เป็นการทำงานของ “ความชอบธรรมภายหลัง” (post hoc legitimation) ที่ระบบอำนาจสร้างเหตุผลและความชอบธรรมขึ้นมาทีหลังเพื่อปกปิดการทำงานที่แท้จริงของมัน โดยการทำงานที่แท้จริงนั้นยังคงตอบสนองต่อตรรกะของอำนาจและผลประโยชน์ ไม่ใช่ตรรกะของเหตุผลหรือความชอบธรรมที่ถูกนำเสนอ
อย่างไรก็ตาม กลไกนี้ก็มีขอบเขตจำกัดของมัน เมื่อความขัดแย้งระหว่างภาพลักษณ์กับความเป็นจริงใหญ่โตเกินไป เมื่อช่องว่างระหว่างวาทกรรมกับการปฏิบัติชัดเจนเกินไป ระบบความชอบธรรมคู่ขนานนี้ก็อาจพังทลาย ชนชั้นกลางที่มีการศึกษาสามารถเห็นได้ว่าเทคโนเครตเหล่านั้นเป็นเพียงฉากหน้า และการค้นพบนี้อาจนำไปสู่วิกฤตความชอบธรรมที่รุนแรงกว่าเดิม เพราะความรู้สึกถูกหลอกลวงมักจะสร้างปฏิกิริยาโต้ตอบที่รุนแรงกว่าการเปิดเผยความเป็นจริงตั้งแต่แรก
หนึ่งในมิติที่ซับซ้อนและน่าสนใจที่สุดของปรากฏการณ์นี้คือความย้อนแย้งทางศีลธรรมที่เทคโนเครตเหล่านี้ต้องเผชิญและวิธีที่พวกเขาให้เหตุผลกับตัวเองเกี่ยวกับการเลือกที่จะร่วมงานกับพรรคบ้านใหญ่ ในหลายกรณี เทคโนเครตเหล่านี้มักอธิบายตนเองว่าพวกเขา "เข้าไปเพื่อช่วยประเทศ" หรือ "เข้าไปเพื่อทำงานจากข้างใน" พวกเขาอาจโต้แย้งว่าการอยู่นอกระบบและวิพากษ์อย่างเดียวไม่เพียงพอ และการเข้าไปทำงานภายในแม้จะมีข้อจำกัดก็ยังดีกว่าการไม่ทำอะไรเลย หรืออาจโต้แย้งว่าพวกเขาสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ทีละเล็กทีละน้อยจากภายใน แม้ว่าจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทั้งหมดได้ในทันที
การให้เหตุผลเหล่านี้ในระดับหนึ่งอาจมีความจริงใจและมีเหตุผล อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในระดับโครงสร้างและผลลัพธ์ที่แท้จริง จะพบว่าการให้เหตุผลเหล่านี้มักจะเป็นสิ่งที่นักจิตวิทยาสังคมเรียกว่า "การให้เหตุผลภายหลัง" "การลดความไม่สอดคล้องทางปัญญา" (cognitive dissonance reduction) กล่าวคือเป็นการสร้างเหตุผลขึ้นมาเพื่อให้ตัวเองรู้สึกสบายใจกับทางเลือกที่ได้ทำไปแล้ว มากกว่าจะเป็นการประเมินอย่างเป็นกลางว่าการทำงานภายในระบบนั้นมีประสิทธิผลจริงหรือไม่
ในทางโครงสร้าง เทคโนเครตเหล่านี้ ไม่ว่าพวกเขาจะมีเจตนาดีเพียงใด กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลไกที่ทำให้โครงสร้างเดิมอยู่รอดได้อย่างแนบเนียนยิ่งขึ้น การมีอยู่ของพวกเขาทำให้พรรคสามารถอ้างว่ากำลังเปลี่ยนแปลง ทำให้สามารถดึงดูดกลุ่มใหม่ๆ ที่เคยไม่สนับสนุน และทำให้สามารถต่อต้านความพยายามในการปฏิรูปที่แท้จริงได้โดยอ้างว่ากำลังดำเนินการปฏิรูปอยู่แล้ว ในแง่นี้ เทคโนเครตเหล่านี้ แม้จะไม่ได้ตั้งใจ แต่กำลังทำหน้าที่เป็น "เครื่องกันชน" ที่ปกป้องโครงสร้างเดิมจากแรงกดดันเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง
เทคโนเครตที่ให้เหตุผลกับตัวเองว่าเข้าไปเพื่อทำความดี พวกเขามองเห็นเจตนาดีของตัวเองและความพยายามของตัวเอง แต่ไม่มองเห็นหรือไม่ยอมรับผลลัพธ์เชิงโครงสร้างที่การมีอยู่ของพวกเขาสร้างขึ้น จากมุมมองของผู้สังเกตการณ์ที่วิเคราะห์โครงสร้างทั้งหมด จะเห็นชัดเจนว่าไม่ว่าเทคโนเครตเหล่านี้จะมีเจตนาดีเพียงใด พวกเขาก็กำลังทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของกลไกที่ทำให้โครงสร้างอำนาจที่มีปัญหายังคงอยู่ได้
เมื่อพิจารณาจากหลักฐานทางประจักษ์และการวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าพรรคบ้านใหญ่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงเพราะมีเทคโนเครตเข้ามา หากแต่เทคโนเครตเหล่านั้นถูกดูดกลืนเข้าไปในโครงสร้างเดิม เพื่อไม่ให้พรรคต้องเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง กระบวนการดูดกลืนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างรุนแรงหรือชัดเจน หากแต่เป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อนและค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งทำให้ผู้ที่อยู่ในกระบวนการมักไม่ตระหนักว่ากำลังถูกดูดกลืน
ในระยะแรก เทคโนเครตที่เข้ามาใหม่อาจได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น อาจได้รับโอกาสในการเสนอแนะแนวทางใหม่ ๆ และอาจรู้สึกว่าตนเองมีอิทธิพล อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาจะเริ่มตระหนักว่ามีขอบเขตที่ชัดเจนของสิ่งที่สามารถพูดและทำได้ มีเรื่องบางเรื่องที่ "ไม่ควรพูดถึง" มีกลุ่มบางกลุ่มที่ "ไม่ควรขัดใจ" และมีโครงสร้างบางอย่างที่ "ไม่สามารถแตะต้อง" การเรียนรู้กฎเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้โดยชัดแจ้งหรือโดยนัย เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดูดกลืน
เทคโนเครตเหล่านี้จะเริ่มปรับตัว พวกเขาจะเรียนรู้ที่จะนำเสนอความคิดของตนในลักษณะที่ไม่ขัดแย้งกับโครงสร้างอำนาจที่มีอยู่มากเกินไป จะเรียนรู้ที่จะประนีประนอมในบางประเด็นเพื่อให้ได้ในบางประเด็น และจะเรียนรู้ที่จะให้เหตุผลกับตัวเองว่าการประนีประนอมเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นและเป็นส่วนหนึ่งของ "ศิลปะแห่งการเมือง" การปรับตัวแต่ละครั้งอาจดูเล็กน้อยและมีเหตุผล แต่เมื่อสะสมขึ้นมา มันกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในตำแหน่งและบทบาทของพวกเขา จากผู้ท้าทายระบบกลายเป็นผู้ปกป้องระบบ จากผู้นำความรู้มาตรวจสอบอำนาจกลายเป็นผู้ใช้ความรู้ให้ความชอบธรรมแก่อำนาจ
เมื่อพิจารณาจากการวิเคราะห์ที่ได้นำเสนอมาทั้งหมด สามารถสรุปได้อย่างชัดเจนว่าเทคโนเครตในพรรคบ้านใหญ่มิได้ทำหน้าที่เป็น “เครื่องยนต์แห่งการปฏิรูป” ตามที่มักถูกนำเสนอ หากแต่ทำหน้าที่เป็น “เครื่องสำอางทางการเมือง” ที่ช่วยให้โครงสร้างอำนาจเก่าดูสะอาดขึ้น ดูทันสมัยขึ้น และดูชอบธรรมขึ้น ทั้งที่กลไกภายในของการทำงานทางการเมืองยังคงดำเนินไปตามแบบแผนเดิมทุกประการ การใช้เทคโนเครตในลักษณะนี้เป็นยุทธศาสตร์ที่แยบยลในการรับมือกับวิกฤตความชอบธรรมของพรรคการเมืองประเภทนี้ในยุคที่วาทกรรมความเป็นมืออาชีพและความโปร่งใสกลายเป็นข้อกำหนดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ข้อเท็จจริงที่ขมขื่นและท้าทายคือพรรคบ้านใหญ่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเพราะมีเทคโนเครต แต่เทคโนเครตเหล่านั้นถูกดูดกลืนเข้าไปในโครงสร้างเดิม เพื่อไม่ให้พรรคต้องเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ความรู้ไม่ได้นำมาซึ่งการปฏิรูป หากแต่ถูกนำมาใช้เป็นเกราะป้องกันการปฏิรูป ความเป็นมืออาชีพไม่ได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจ หากแต่กลายเป็นฉากหน้าที่ปกปิดโครงสร้างอำนาจเดิม และเทคโนเครตที่มีความรู้ความสามารถก็ไม่ได้กลายเป็นตัวแทนของการเปลี่ยนแปลง หากแต่กลายเป็นเครื่องมือของการรักษาสภาพเดิม
หากช่องว่างระหว่างภาพลักษณ์กับความเป็นจริงนี้ก็จะถูกเปิดเผย จะส่งผลให้เกิดวิกฤตความชอบธรรมที่รุนแรงกว่าเดิม เพราะการฟอกภาพไม่สามารถทดแทนการปฏิรูปจริงได้ และเครื่องสำอางทางการเมืองไม่สามารถปกปิดความเน่าเปื่อยของโครงสร้างได้ตลอดไป


